เรื่องสั้น ฉ.๒๔๐๙

กระดาษต้านลม

พนมพร

(๑)

                เย็นนี้...ลมแรงกว่าทุกวัน ลมแรงแค่ไหนก็ไม่อาจพัดพาความเศร้าหมองใจจิตใจของเราออกไปได้ เรายังคงนั่งหน้าเครียดกันริมระเบียงบ้าน สรรส่งกระดาษทิชชูแผ่นบางเบาให้ฉันเช็ดคราบน้ำตาที่กำลังซึมออกมา ฉันคว้าไว้ไม่ทัน

                เจ้ากระดาษแผ่นน้อย...ปลิวร่อนไปตามแรงลม มันล้อเล่นไปมากลางอากาศ หมุนตัวพลิ้ว...เริงระบำอย่างสนุกสนาน พอเอื่อยลม...มันก็ทำท่าจะหล่นสู่พื้นดิน แต่พอกระแสลมพัดมาอีกระรอก...มันก็กลับขยับตัวส่ายไปมาอีกครั้ง ครั้นลมสงบเข้าจริงๆ ...มันก็ร่วงหล่นลงละพื้นดิ้น พยุงตัวเลียบพื้นดินอย่างลำบาก จนถึงแอ่งน้ำเล็กๆ น้ำเริ่มซึมเข้าไปในตัวมันอย่างรวดเร็ว แล้วมันกลายเป็นกระดาษสกปรก...แปดเปื้อน...และไร้ค่า

                อนิจจา...ฉันมองเจ้ากระดาษแผ่นน้อยที่ลอยเคว้งคว้างบนอากาศและก็ร่วงสู่แอ่งน้ำเล็กๆ มันกำลังสอนให้ฉันได้คิดหลายเรื่อง ที่ล้วนทำให้ฉันหงุดหงิดและเศร้าใจตั้งแต่กลับจากทำงาน โดยเฉพาะข่าวภาคค่ำทางโทรทัศน์เมื่อครู่นี้ เป็นประกาศด่วน “ให้ปลดนายวาทิน บุริน ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำกรม เนื่องจากดำเนินนโยบายบริหารผิดพลาด ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป” ยังคงก้องอยู่ในโสตหูของฉัน

                 “เกิดอะไรขึ้นคะสรร? ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้

                ฉันถามสรรผู้เป็นสามี สรรไม่ตอบ เพียงแต่เอื้อมมือมากุมมือฉันเบาๆ ไว้เหมือนปลอบใจ

                 “มัน...คงเหมือนทิชชูแผ่นนี้ใช่มั้ย” ฉันก้มลงมองดูทิชชูแผ่นเมื่อครู่ คราวนี้สรรพูดขึ้นมาบ้าง

                 “ใช่ทิพย์เหมือนทิชชูของเราแผ่นเมื่อกี้นี้ มันพลิ้วไหวไปตามลม พอลมสงบมันก็ร่วง ตกลงบนพื้นคลุกดินบ้าง ทรายบ้าง น้ำบ้าง มันไม่เที่ยง เห็นมั้ย

                 “งั้นเราไปเยี่ยมครอบครัวของทินเขาหน่อยดีมั้ย” ฉันชวนสามีไปเยี่ยมวาทินด้วยกัน

                 “ก็ดีเหมือนกัน”

 

(๒)

                ครอบครัวของทินกรเป็นเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ฉันกับนุชนรีภรรยาของทินกรเรียนอยู่คณะเดียวกัน ส่วนทินกรถึงเรียนอยู่ต่างคณะกัน แต่ก็เที่ยวด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่

                เมื่อเราแต่งงานเราก็ชวนกันซื้อที่สร้างที่ดินแปลงติดกัน ฉันกับสรรเลือกสร้างบ้านโปร่งชั้นเดียวหลังย่อมๆ อยู่กันสองคน มีระเบียงหน้าบ้านกว้างๆ แลเห็นสวนไม้ดอกอยู่รอบบ้าน และบ่อปลาเล็กๆ หน้าบ้าน สรรเป็นคนเงียบๆ สมถะ รักธรรมชาติ เหมือนฉัน เราชอบนั่งอ่านหนังสือและทานของว่างริมระเบียงเสียส่วนใหญ่

                ส่วนบ้านของนุชนรีและวาทินเป็นตึก ๔ ชั้นหลังใหญ่สร้างเต็มพื้นที่ ชั้นล่างเป็นบริเวณจอดรถ ส่วนชั้นสองเป็นห้องรับแขกกว้างใหญ่ บนคาดฟ้าของบ้านมีสรระว่ายน้ำและบริเวณกว้างขวาง พอสำหรับจัดเลี้ยงแขกได้หลายสิบคน

                เมื่อเราไปถึงบ้านวาทิน นุชนรีเปิดประตูบ้านต้อนรับแขกยามวิกาล ฉันตรงเข้ากอดเธออย่างเห็นใจ

                 “ไม่เป็นไรใช่มั้ยนุชฉันถามเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีกว่านี้ นึกคำปลอบใจไม่ออก “ไม่เป็นไร...ขอบคุณนะทิพย์” นุชจรี...ผู้มีรอยยิ้มแจ่มใสและน้ำเสียงใสๆ ที่อบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้ เธอเข้มแข็งกว่าที่คิด

                วาทินเอ่ยขึ้นสั้นๆ เมื่อสัมผัสมือกับสรร

                 “นี่แหละตอนจบ ที่เราไม่อยากให้เป็น”

                 “การเมืองเข้ามาก้าวถ่ายกับข้าราชการประจำอีกแล้ว” สรรพูดเสียงเครียดขึ้นบ้าง แต่วาทินกลับตัดบท ด้วยคำพูดติดตลกนิดๆ เหมือนคนสบายใจ

                 “ไปเที่ยวไกลๆ กันสักอาทิตย์มั้ยเพื่อน พวกเราไม่ได้เที่ยวไกลๆ ด้วยกันตั้งนานมัวแต่ทำงานให้คนอื่นจนหน้าแก่แถมหัวหงอกหมดแล้ว”

                 “เอาสิ ทิพย์มีวันลาพักร้อนเหลืออีกหลายวัน ไปเที่ยวทะเลกันดีกว่า นะสรรนะคุณยังลาได้หรือเปล่า ไม่ได้ยินเสียงคลื่นลมมานานแล้ว” ฉันทำเสียงรื่นเริงขึ้นมาบ้าง

                 “ได้...นายกับนุชอยากไปไหนล่ะ” สรรสนับสนุนความคิดนี้

                 “ทะเลทางใต้สายนะ ไปภูเก็ตมั้ย”

                เราตกลงหยุดพักร้อนไปเที่ยวพร้อมกัน ฉันอาสาไปซื้อตั๋วเครื่องบิน และจองโรงแรมให้ ติดต่อโยธินเพื่อนของเรามารับที่สนามบิ

 

(๓)

                กลับถึงบ้านแล้ว ทั้งสรรและฉันต่างนอนไม่หลับ คิดว่าทั้งวาทินและนุชนรีก็คงนอนไม่หลับด้วยเหมือนกัน เราไม่ได้ตื่นเต้นที่จะไปเที่ยวได้คราวนี้ เพียงแต่คิดว่าอยากไปเป็นเพื่อนของวาทินและนุชนรีในยามทุกข์ที่สุดของเขา...ก็เท่านั้น

                ฉันนึกถึงวาทิน...เขาเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลคนหนึ่ง บุคลิกดี ฉลาด และกล้าคิดกล้าทำ เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาหอบปริญญาโทกลับเมืองไทย และเข้ารับราชการอย่างที่พ่อแม่ต้องการ และแต่งงานกับนุชนรีเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยหลังจากดูใจกันมาหลายปี จากนั้นเขาก็ก้าวสู่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย หัวหน้ากอง ผู้ช่วยฝ่าย รองฝ่ายฯและก็ถึงฝ่ายฯอย่างรวดเร็ว และก็แซงหน้าผู้อาวุโสกว่าหลายคนก้าวสู่หมายเลขหนึ่งได้อย่างภาคภูมิ เราต่างรู้ดีว่าเขาทำงานหนักแม้ไม่มีเส้นสายอย่างคนอื่นก็ตาม ฉันชื่นชมในความสามารถของเขาเสมอมา

                ฉันเคยนึกเปรียบเทียงวาทินกับสรรสามีของฉัน ทั้งสองคนคล้ายกันตรงที่เป็นคนมีอุดมการณ์และกล้าแสดงออกด้วย บุคลิกของวาทินเป็นคนร่าเริงกว่า วาทะศิลป์ดีกว่า วิธีการพูดที่นุ่มนวลกว่า นอกจากนี้เขายังโชคดีที่มีหัวหน้าเป็น                                คนยุติธรรม ชอบคนทำงานจริง และมองเห็นคุณค่าในตัวเขา วาทินจึงได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าตลอดมาจนถึงเป็นปีที่แล้ว เมื่อหัวหน้าเกษียณงาน วาทินจึงเข้าดำรงตำแหน่งแทนดำเนินนโยบายตามหัวหน้าของเขา เขากลายเป็นคนหนุ่มที่ก้าวสู่ระดับผู้บริหารได้รวดเร็วมาก เป็นที่กล่าวขวัญของคนทั่วไป

                ผิดกับสรรของฉัน แม้ว่าสรรจะเป็นคนเรียนเก่ง ได้เหรียญเรียนดีมากมาย แต่เขากลับไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่าไรนัก ด้วยความที่เขาเป็นคนเงียบไม่ช่างพูด แต่เมื่อพูดออกมาจะตรงเกินไปจนออกจะโผงผาง ทำให้หัวหน้าไม่ค่อยชอบหน้านัก เขาเลื่อนชั้นแต่ละปีด้วยความลำบากยากเย็น จนถึงทุกวันนี้เขาย่ำอยู่กับที่เป็นแค่หัวหน้ากองแผนงานอยู่นั่นเอง อนาคตทางการงานข้างหน้าของเขาคงไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้เท่าไรนัก ฉันเท่านั้นที่รู้ว่า...สรรเป็นคนมีความสามารถหาใครเทียบยาก เพียงแต่เขาไม่เหมาะกับสังคมยุคปัจจุบัน

                 “ไม่เป็นไร...ช่างมัน เรามีครอบครัวที่ดี ฐานะการเงินที่พอใช้ ก็พอแล้ว” ฉันมักปลอบสรรอย่างนี้เสมอ

 

(๔)

                หลายวันที่ริมทะเล เราทั้งสี่เที่ยวกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เราชิมอาหารร้านอร่อยมากมาย นอนอาบแดดให้ผิวคล้ำขึ้น แล้วก็นั่งมองทะเลริมหาดทรายขาวที่คึกคักด้วยนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายภาษา เราคุยกันเรื่องจิปาถะเรื่อยๆ มีสาระบ้าง...ไม่สาระบ้าง วาทินเล่าเรื่องตลกขำขันเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลาบนโต๊ะอาหาร

                 “นี่ไง คุณที่นั่งทางขวามือ ก็คือนายวาทินไง”

                เสียงหนึ่งกระซิบจากโต๊ะข้างๆ ทำให้ฉันอดเงี่ยหูไปฟังไม่ได้

                 “คนที่กำลังหัวเราะอยู่ใช่มั้ย? อีกเสียงกระซิบถาม

                 “ใช่ นั่นแหละ ข่าวพากหัวหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับเลย เฟื่องได้ไม่นานก็ถูกปลดเสียแล้ว” เสียงแรกกำลังแสดงภูมิต่อ

                 “แบบนี้ต้องมีสาเหตุแน่นอน”

                 “เรื่องอะไรรู้มั้ย

                 “เรื่องอะไร...ก็คงไม่พ้นเรื่องคอรัปชั่นหรอก? ถ้ามีการสอบสวนก็คงรู้กัน เรื่องแบบนี้หนังสือพิมพ์เขาไม่ปล่อยหรอก”

                 “ฉันหนไปจ้องหน้าเจ้าของเสียงเหล่านั้น แสดงได้เห็นชัดว่า “ไอ้ที่นั่งนินทาชาวบ้าน...ได้ยินหมดแล้วนะ” กำลังนึกว่าจะเข้าไปจัดการยงไงดี สรรสบตาฉัน สายตาของเขากำลังปรามฉันอยู่ในที ฉันมองเห็นหน้าของทินกรสลดลงไปนิดหนึ่ง จึงหันไปโบกมือเรียกบริกรมาเก็บเงิน

                เมื่อถึงวัดเดินทางกลับ ฉันอดถามวาทินอย่างเป็นห่วงไม่ได้ว่า เรื่องงานของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป จะถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือเปล่า บริหารงานผิดพลาดมีโทษสถานใด

                สีหน้าที่ดูระรื่นของวาทินกลับสงบลง นัยน์ตาเขาเหมือนจะมีแววกังวลขึ้นมาอย่างไม่อาจปกปิดอีกต่อไป แต่เขายังพูดเล่นๆ ว่า

                 “อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป ช่างมันเถิด หลายวันนี้สนุกดีนะ สงสัยต้องหาเวลามาเที่ยวแบบนี้บ่อยๆ”

 

(๕)

                 “ทินไม่คิดจะอุทธรณ์หรือไงเพื่อน” ฉันยังคงไม่ยอมเปลี่ยนเรื่อง

                วาทินส่ายศีรษะและพูด “ไม่รู้จะทำไปทำไมกัน ใครๆ ก็รู้ว่าเราไม่ผิด เขาเตรียมคนของเขาจะมาลงตำแหน่งนี้แทนเราอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ก็ขวางทางของเขาอยู่ ก็เลยต้องเป็นอย่างนี้แหละ”

                 “แต่มันไม่ยุติธรรมนะ เราไม่น่าเงียบนะ บางทีการที่เราเงียบเขาถือเป็นการยอมรับนะ น่าจะมีทางออกทางอื่นที่ดีกว่าเงียบ อุทธรณ์ดีกว่ามั้ง หรือหารือกับผู้ใหญ่สักคนสรรว่าอย่างไรดี ทิพย์ว่าเราควรสู้นะ ยังไงผลงานของทินก็มีแยะ”

                 “ผมคิดเหมือนเจ้าทินว่าไร้ประโยชน์” สรรไม่เห็นด้วย

                 “หมายความว่าเราจะปล่อยให้เขารังแกงั้นหรือ คนไม่รู้ก็จะมานินทาว่าร้ายได้เหมือนโต๊ะข้างๆ เมื่อคืนก่อน”

                ฉันแย้งสรร ด้วยนิสัยนักนิเทศศาสตร์ของฉัน ฉันเสนอความคิดว่า เราน่าจะแถลงข่าวความจริง หรือลงสัมภาษณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่น่าจะปล่อยเลยไป แม้ว่าฉันพยายามจะพูดอย่างไร ฉันกลับแพ้โหวตทั้งวาทิน สรรและนุชจรี เขาต่างลงความเห็นกันว่า ปล่อยไปเถิด ไร้ประโยชน์

                 “งั้นเมืองนี้ก็ไม่น่าอยู่เสียแล้วสิ ถ้าคนดีมือสะอาดได้รับความไม่เป็นธรรม แบบทำดีแล้วกลับไม่ได้ดี” ฉันเริ่มรวนเสียงดัง หลังจากไม่มีใครเห็นด้วยว่า ต้องลุกขึ้นสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

                 “สรรไม่น่าทำให้ทินเขา...เป็นเหมือนสรรไปอีกคน ทำให้เหมือนคนสิ้นหวัง” ฉันหันมาโกรธสรรแทน เมื่อทำอะไรไม่ได้

                 “ทิพย์พูดอะไรออกมา ไหนว่าตำแหน่งไม่สำคัญไงล่ะ ไหนว่าไม่แคร์...”

                แล้วสรรก็เงียบไป ไม่พูดต่อ ฉันรู้ว่ากำลังจะทำให้สรรสะเทือนใจโดยไม่ได้ตั้งใจ จุดอ่อนของเขาก็คือ เขาไม่สามารถทำให้ฉันภูมิใจในตัวเขา

                 “ทิพย์ขอโทษ...” ฉันรีบจับมือสรรกุมไว้แน่น ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนดี เป็นสามีที่ดี ดูแลฉันรักใคร่ฉันเสมอมา ฉันยังต้องการยืนเคียงข้างเขาอยู่ โดยไม่สนใจว่าเขาจะมีตำแหน่งงานอย่างไร “ทิพย์ขอโทษจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจ อย่าโกรธทิพย์เลยนะ สรร”

 

(๖)

                 “ทิพย์ ผมเองก็มีเรื่องอยากจะปรึกษาทิพย์อยู่เหมือนกัน ผมลองคิดทบทวนหลายรอบแล้วนะ ตัดสินใจไม่ได้ เพราะเห็นว่าทิพย์มีความสุขกับงาน กับสังคมรอบข้าง” สรรยังคงพูดต่อ

                 “ผมกำลังจะได้งานสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยในซานฟรานซิสโก ดร.โทมัส อีเมล์มาชวน เสนอเงินเดือนดี ตำแหน่งงานดี แต่คิดว่าทิพย์คงไม่อยากไป ก็เลยยังไม่ได้ให้คำตอบเขา”

                 “ไปเลยสรร ตอบตกลงไปเลย อยู่ที่ไหนก็ได้ที่เขาเห็นคุณค่าของเรา เห็นว่าเรามีประโยชน์ ทิพย์รักแผ่นดินนี้บ้านเมืองนี้มาตลอด แต่ไม่ได้รับสิ่งที่ดีตอบแทนเราเลย แล้วอยู่ไปทำไม

                ฉันพูดออกมาได้ยังไงกัน เป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้...แต่ทว่าเป็นไปแล้ว

                 “ไปเถิด ถ้าที่ไหนดีกว่า อย่ามัวทำงานอยู่ในระบบเส้นสายแบบนี้เลย ใครจะรู้ว่า ว่าสักวันก็อาจเกิดขึ้นกับสรรได้เหมือนกัน” นุชจรีสนับสนุน พลางหันไปพูดกับวาทิน

                 “เราเองเห็นจะต้องมองหางานไว้เหมือนกันนะทิน นี่เขาประกาศปลดจากตำแหน่งรอสอบสวน แล้วถ้าเขาตัดสินออกมาว่าบริหารงานผิดพลาดหรือว่าทุจริตขึ้นมาจริงๆ ...เราจะเสียชื่อเสียงทั้งวงตระกูลนะ”

                เป็นครั้งแรกของวาทินที่เขายอมรับออมกาว่า อนาคตทางการงานของเขาไม่แน่เสียแล้ว เมื่อประกาศปลดได้...ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ได้...ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องดีนัก

                สรรจึงรับปากจะอีเมล์คุยกับดร.โทมัสอีกครั้ง เพื่อถามว่ายังมีงานสอนหนังสือหรืองานวิจัยในมหาวิทยาลัยอีกหรือไม่ นี่เรากำลังทำถูกหรือผิด เรากำลังจะทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของเราไปอยู่ในบ้านเมืองของคนอื่นหรือนี่...หรือมีทางอื่นให้เลือกที่ดีกว่า?

                สรรส่งทิชชูให้ฉันอีกแผ่นหนึ่งเมื่อฉันน้ำตาคลอเบ้า คราวนี้ฉันรีบคว้าไว้ทันที ฉันไม่ปล่อยให้มันหลุดมือ ต้องร่อนเร่ไปตามแรงลมอีกต่อไป และจมลงในน้ำสกปรกเช่นแผ่นก่อน บัดนี้...มันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์โดยไม่เสียเปล่า