เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๐๘
ป้าสมใจกับป้าสมจิต
ตะวัน
สันติภาพ
ป้าสมใจเป็นหญิงอ้วนในวัยห้าสิบแปด
ป้าสมจิตเป็นหญิงผอมในวัยห้าสิบเก้า
ป้าสมใจจะมีลูกชายสองและลูกสาวหนึ่ง
ส่วนป้าสมจิตไม่มีลูก
สามีของป้าทั้งสองเป็นข้าราชการครูในตำแหน่งเดียวกันคืออาจารย์สองระดับเจ็ด
เพียงแต่อยู่กันคนละโรงเรียน
ป้าสมใจชอบคุยเรื่องลูกทั้งสามทั้งนอกและในห้องเรียน
ก่อความรำคาญตลอดจนหน่ายเซ็งและเหม็นเบื่อทั้งในหมู่ครูและนักเรียน
ส่วนใหญ่ที่ได้รับฟัง
ป้าสมใจไม่สนใจปฏิกิริยาของใคร
ยามแกตัดฉากของลูกแต่ละคนมาออกอากาศไม่ว่าต่อหน้าเพื่อนครูหรือนักเรียน
แกไม่ชอบมองหน้าคู่สนทนา
มักมองข้ามหัวข้ามไหล่ไปทางอื่น
น้อยครั้งที่ จะแลสบตาใคร
อาจเนื่องด้วยเหตุนี้
แกจึงไม่ค่อยเห็นสีหน้าแสดงอาการรำคาญหรือหน่ายเซ็งของคู่สนทนา
แต่ผู้สันทัดกรณีหลายคน
ยืนยันว่า
แกรู้ดีถึงปฏิกิริยาทั้งหลายของผู้คนยามแกยกประเด็นเรื่องลูกขึ้นตัดต่อ
หมายให้ผู้ชมผู้ฟังชื่นชม
แต่แกแกล้งไม่สนใจ
จึงเมินมองไปทางอื่นเสีย
ป้าสมใจเป็นคนเสียงดังฟังชัด
มีพรสวรรค์ในการใช้สุ้มเสียงตลอดจนท่าทางและสีหน้า
ประกอบการเล่าแต่ละฉาก
นักฟังหน้าใหม่จึงรู้สึกครื้นเครงราวกับดูเกมส์โชว์ในจอทีวี
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของแกคือ
การเป็นคนอยากรู้อยากเห็นสารพันเรื่องเหนือกว่าเพื่อนครูทั้งหลาย
นับแต่เรื่องราวเล็กๆ
ของภารโรงจนถึงเรื่องค่อนข้างใหญ่โตของฝ่ายบริหาร
เป็นสิ่งที่แกมักรู้ก่อนและรู้ดีกว่าใครๆ
ทุกรายการที่แกแอบรู้ไม่ว่าข้อมูลจะเท็จจริงหรือ
แกไม่เคยเก็บงำไว้ในใจ
เหมือนกลัวเกิดการเก็บกดอันจะทำไปสู่ความเครียดอันไม่จำเป็น
แกจึงเดินสายเล่าสารพันเรื่องในโรงเรียนสลับกับเรื่องราวของลูกทึงสามไปรอบเขตรั้ว
ต่างแต่ว่า
เรื่องของผู้คนในโรงเรียนมักไม่มีดี
แต่เรื่องของลูกๆ
แกไม่เคยมีเลว
ป้าสมจิตคือคนแรกๆ
ที่ได้ฟังสารพันเรื่องจากปากของป้าสมใจ
ทั้งสองย้ายมาโรงเรียนแห่งนี้
พร้อมกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ป้าสมจิตเป็นนักฟังที่ดีเพราะแกเป็นคนอารมณ์ดี
ริมฝีปากมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสม่ำเสมอทั้งวัน
ประการสำคัญคือแกไม่ช่างพูด
ตรงกับข้อมูลของนักจิตวิทยาที่พบว่า
คนผอมมักเก็บตัวและเก็บกด
ไม่ชอบแสดงออกสู่สาธารณะชน
แต่บางพฤติกรรมก็ไม่ตรงนัก
แม้จะชอบยิ้มมากกว่าเจรจา
แต่แกกลับเป็นนักเดินทางที่เก่งกาจยิ่งกว่าฝ่ายบริหารคนใด
เมื่อว่างจากคาบสอน
แทนที่จะเก็บตัวที่โต๊ะทำงานหรือห้องสมุด
แกกลับเดินไปหมวดอื่นเพื่อฟังเพื่อนครูคุยกัน
แกจะนั่งแจมด้วยรอยยิ้มตั้งแต่ต้นจนจบ
โดยอาจจะพูดแซมเพียงสองสามคำ
ฉากและชีวิตของลูกป้าสมใจแต่ละคนเดินผ่านเข้าสู่โสตประสาทของป้าสมจิตไม่เว้นวัน
ตัดสลับไปมาระหว่างลูกคนเล็ก
คนกลางและคนโต
แล้วกลับมาเริ่มต้นที่จุดเดิมอีก
นับเป็นเหตุการณ์คงเส้นคงวาที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน
เรื่องราวของชีวิตผันแปรทุกวันมากบ้างน้อยบ้าง
แต่ไม่ว่าจะน้อยเหมือนแก้วว่างหรือมากเหมือนแก้วล้น
ล้วนไม่เป็นปัญหาของป้าสมใจ
แกเป็นนักสวรรค์สร้างเรื่องเล่าอย่างไม่อาจหาใครเทียมทานในเขตรั้วแห่งนี้
สามารถจับน้ำหยดเดียวที่ก้นแก้วมาขยายความราวกับสัตว์เซลล์เดียวแบ่งตัว
เรื่องเล่าจึงไม่เคยอุดตัน
ป้าสมจิตเริ่มเกิดอาการเบื่อเมื่อโครงเรื่องของป้าสมใจซ้ำซากนับไม่ถ้วนรอบ
แกไม่แสดงความเห็นพ้องหรือเห็นต่าง
แต่บ่งความรู้สึกเหม็นเบื่อออกมาทางสีหน้าและแววตา
ป้าสมใจบังเอิญเหลือบแลเห็นเต็มหน้าจึงรู้สึกฉุนโกรธ
แต่กาลก่อนนานมา
ป้าสมจิตแสดงอาการชื่นชมภาพฉายทุกครั้งไม่ว่าจะตัดฉากของคนใด
อย่างเลวก็ทำอาการเฉยเมย
ไม่ชักสีหน้าแสดงอาหารในทางลบ
ด้วยตุ่มคันเล็กๆ
ได้ผันแปรเป็นอื่น
ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่า
ใครเป็นคนเกาด้วยเล็บอันแหลมคมอย่างไม่บันยะบันยัง
ตุ่มเล็กจึงกลายเป็นตุ่มใหญ่แล้วขยายผลเป็นบาดแผลสด
ป้าสมใจกับสมจิตยุติความสัมพันธ์อันยาวนานข้ามทศวรรษลงง่ายๆ
แม้ผู้สันทัดกรณีก็ส่ายหัวมึนงง
ไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือเหตุอันแท้จริงที่ทำให้สองป้าหันหลังให้กัน
จึงได้แต่จัดกลุ่มซุบซิบในคาบว่างสอนจนลืมตรวจสมุดการบ้านนักเรียนไปตามๆ
กัน
ป้าสมใจซึ่งมีความสุขรายวันด้วยการ
พูด พูด พูด สารพัดเรื่อง
บัดนี้กลับปิดปากเงียบสนิทเมื่อใครเอ่ยถึงป้าสมจิต
แกไม่แสดงความคิดเห็นไม่ว่าด้านลบหรือด้านบวก
แม้แกจะเป็นคนชอบแขก
ยื่นจมูกเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
แต่ก็ไม่นิยมการตอกไข่ใส่ข่าวหรือ
ละเลงสีป้ายใครๆ
เหมือนสื่อมวลชนบางคน
ตรงนี้อาจถือเป็นจรรยาบรรณอันน่ารักของฉายาจอมแส่แห่งสถาบัน
ในเมื่อสัมพันธไมตรีสะบั้นลงด้วยสาเหตุเล็กกว่าปลายชอล์ก
ป้าสมใจจึงตกในวังวนของความวังเวง
อันที่จริงแกก็กล่าวโทษตัวเองไม่น้อยที่ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้กลายเป็นเรื่องขึ้นมา
นึกเสียดายสันถวไมตรีอันทอดยาวตั้งแต่วันก่อตั้งโรงเรียน
มันไม่น่าสิ้นสุดลงง่ายๆ
ยิ่งกว่าเด็กทะเลาะกัน
ครูรุ่นบุกเบิกจำนวนสิบห้าคนหนีหายกระสายซ่านไปคนละทิศทาง
คนหนึ่งเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
อีกคนมรณะด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก
นอกนั้นพากันหนีหายไปต่างโรงเรียน
ป้าสมจิตคือเพื่อนร่วมรุ่นคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
นึกอยากกล่าวคำขอโทษสำหรับพฤติกรรมไม่เหมาะสมถึงขั้นเอ็ดเพื่อนเสียงดังที่ไม่ยอมฟังเรื่องเล่าเหมือนเช่นเคย
ฤดูกาลเลือดจะไปลมจะมาได้หวนคืนซ้ำรอบ
หลังจากที่มันเคยเกิดเมื่อแปดเก้าปีก่อน
อารมณ์อันนอกเหนือคำอธิบายจึงประทุอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ป้าสมใจเป็นทุกข์มากมาย
นับแต่วันหันหลังให้ป้าสมจิต
เฝ้าวนเวียนนึกถึงแต่ความสัมพันธ์
อันยาวนานกว่าทศวรรษ
แกคร่ำครวญในหัวอกทุกวี่ทุกวัน
ต่อแต่นี้คงหาใครมาแทนเพื่อนยากไม่ได้อีกแล้ว
ไม่เพียงอายุที่ไล่เลี่ยกัน
ไม่เพียงการร่วมทุกข์ภายใต้ถนนฝุ่นแงดในฤดูแล้งและมันได้กลายเป็น
โคลนในฤดูฝนมิพักพูดถึงการผจญภัยในอาคารชั่วคราวอันร้อนระอุตลอดทั้งปี
ก่อนเสาเข็มสร้างตึกต้นแรกจะถูกตอกลงดิน
เพื่อบุกเบิกร่วมรุ่นจ้องแต่หาโอกาสย้ายหนีไปสู่โรงเรียนที่สุขสบายกว่า
มีแต่สองเฒ่าผู้ทรหดนี้ที่ทนสารพัดทน
จนถนนฝุ่นแดงกลายเป็นทางลาดลาง
ห้องเรียนทุกห้องอยู่ภายใต้ตึกสี่ชั้นเช่นเดียวกับโรงเรียนมีชื่อทั่วไป
แม้อยากคืนดีป้าสมจิตใจจะขาด
แต่ไม่อาจเริ่มต้นก่อน
แกรู้ดีว่านี่คือจุดบกพร่องอันใหญ่หลวงของบุคลิก
หากได้ชักสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่พึงใจใคร
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด
แกไม่อาจกล่าวคำขอโทษ
ถ้าเหตุการณ์นั้นพ้นผ่าน
คำขออภัยหากจะหลุดจากปาก
มันต้องอัตบาลออกมาทันทีที่เหตุเกิด
ด้วยบุคลิกอย่างนี้
ป้าสมใจจึงเสียมิตรเป็นระยะๆ
ทั้งมิตรรุ่นลูกจนถึงรุ่นพี่
แกนึกฉุนโกรธตนเองที่ได้แต่รู้สำนึก
อะไรถูกอะไรผิด
แต่พูดคำง่ายๆ
ว่าขอโทษไม่เป็น
เรื่องราวแห่งความผิดพลาดมากมายทยอยไล่เลียงเข้ามาซ้อนทับในหัวสมอง
ไม่มีเรื่องใดทำลายความสุขทางใจเท่าเรื่องป้าสมจิต
แกอยากมีใครสักคนเป็นที่ปรึกษา
อย่างน้อยเพื่อระบายความคับข้องอันแน่นหัวอก
แต่ทั้งโรงเรียนไม่มีใครอยู่ในวัยร่วมรุ่น
ส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นลูกหลาน
มีครูหกเจ็ดคนอยู่ในวัยใกล้ห้าสิบ
ซึ่งแกอาจพูดอะไรด้วยอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจนัก
แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่สนิทสนมถึงขั้นจะหลั่งระบายเรื่องส่วนตัว
ในท่ามกลางความคิดอันเตลิดเปิดเปิง
แว่บหนึ่งเผลอย้อนทวนสู่อดีตอันใกล้โพ้น
เรื่องราวของชีวิตตั้งแต่จำความได้...ภาพของพ่อปรากฏขึ้น
ผู้ชายร่างใหญ่มาดขรึมและวางอำนาจ
พ่อถือว่าเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว
แม่แบมือรับเงินทุกเดือน
จะเอาปากเสียงที่ไหนมาพูดยามเมื่อพ่อเอ็ดตะโร
ไม่ว่าเรื่องอยู่เรื่องกิน
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนยากเย็นในการสนองความต้องการของพ่อ
ยามที่อารมณ์มึนเมาครอบงำนั้น
พ่อสามารถตะเบ็งเสียงตลอดจนลงมือทุบตีทุกคนในบ้านอย่างง่ายดาย
ไม่เคยมีคำขอโทษหรือแสดงท่าทีผิดบาป
แม้เพื่อนบ้านยังพูดเต็มปากเต็มคำว่า
พ่อผิดอย่างเถียงไม่ขึ้น
หยดน้ำใสไหลริน
นึกสงสารแม่พลางสงสารตนเองและพี่น้อง
ด้วยระบบเศรษฐกิจ
สังคมและการเมืองในสมัยนั้น
ครอบครัวจึงดำรงอยู่สืบไปโดยไม่แตกหักหรือล่มสลาย
แต่แรงเก็บกดไม่หายไปไหน
มันค่อยดิ่งจมลงลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจ
ได้แต่คิดฝันประสาวัยเด็กว่า
สักวันหนึ่งเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
วันนั้นจะไปยอมเอ่ยคำขอโทษใคร
วันนั้น...ป้าสมใจรู้ว่า
ความตั้งใจเมื่อวัยเยาว์ผิดมหันต์
มนุษย์ต้องอยู่กันด้วยเหตุผล
อำนาจนิยมไม่เคยก่อศานติสุขขึ้นในสังคมใด
เมื่อผิดต้องรับผิดชอบ
ต้องพร้อมจะกล่าวคำขอโทษ
ความคิดพล่านวน
แกตอบตนเองไม่ได้ว่า
ทำไมจึงรู้สำนึก
แต่ทำไมได้สักเศษเสี้ยว
บาดแผลนั้นคงฝังลึก
มันไม่ใช่แผลเป็นเพราะแผลเป็นไม่เจ็บปวดยามสะกิด
น่าจะเรียกว่าแผลเรื้อรับที่ไม่เคยได้รับการรักษาจึงอักเสบทันทีที่ถูกสะกิด
ป้าสมใจยังคงกลัดกลุ้มต่อไป
รู้วิธีแก้ปัญหา
แต่ไม่รู้จะลงมือแก้อย่างไร
บอกตนเองว่ามันง่ายยิ่งกว่าปัดเส้นผมที่บังภูเขา
แต่มือสองข้างเหมือนเป็นอัมพาตในยามนี้
ป้าสมจิตไม่ค่อยเป็นทุกข์มากนัก
แกถือว่าเป็นฝ่ายไม่ผิด
การทำสีหน้าหน่ายแข็งเรื่องเล่าจากป้าสมใจเป็นสิทธิ
แกทนมามากแล้วตลอดช่วงเวลากว่าสิบปี
ผู้คนที่ได้รับฟังเรื่องเล่าจากป้าสมใจมีมากมาย
พวกเขาทยอยหนีหาย
บ้างย้ายไปโรงเรียนอื่น
บ้างดีตัวออกห่าง
บ้างกล่าวคำขัดคอ
พวกเขาล้วนประสบความสำเร็จในการพาหูหนีห่างไปจากเสียง
อันรบกวนโสตประสาท
ป้าสมใจควรเข้าใจและเห็นใจ
แกผู้เป็นมิตรรุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายที่ยังครองขันติโสรัจจะอย่างมีวินัย
จะตัดมิตรภาพอันสืบสายยาวนานด้วยเหตุเล็กน้อยได้อย่างไร
วันคืนล่วงเลยไปไม่ถึงสัปดาห์
เรื่องบังเอิญเกิดขึ้น
คงไม่ต่างจากเรื่องราวในละครทีวียอดนิยมของนักเขียนชื่อดัง...พระเอกกับนางเอกต้องโคจรมาพบกันจนได้ในห้องอาหารแห่งหนึ่ง
แม้ที่ดื่มกินในกรุงเทพฯจะนับไม่ถ้วนแห่ง
นักเรียนระดับชั้นมัธยมสามคนหนึ่งที่ป้าสมจิตเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาขาดเรียนเป็นเวลาสามวัน
แกจึงส่งไปรษณียบัตรรายงานถึงผู้ปกครอง
เมื่อเด็กมาเรียนในวันต่อมา
แกจึงสืบสวนตามประสาอาจารย์ที่ปรึกษาชั้นดี
เหตุผลที่ลูกศิษย์อ้างไม่มีอะไรแปลกใหม่กว่านักเรียนคนอื่น
แต่ข้อมูลข้างเคียงทำให้ป้าสมจิตหูผึ่ง
จากการซักถามหนแห่งที่อยู่
อาชีพผู้ปกครองในยุคไอเอ็มเอเอฟตามธรรมเนียมเพื่อประกอบการพิจารณแก้ปัญหา
นักเรียนบอกเล่าว่า
บ้านหนูอยู่ติดกับบ้านอาจารย์สมใจ
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการสาวข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนผู้สนิทสนมกันนานกว่าทศวรรษแต่เหมือนไม่รู้จักกันเลย
เมื่อถามถึงลูก
เด็กนักเรียนรายงานข้อเท็จจริงว่า
ไม่เคยเห็นลูกชายคนโตซึ่งมีครอบครัวแล้ว
กลับมาเยี่ยมป้าสมใจในรอบกว่าสามปี
ไม่ว่าวันขึ้นปีใหม่
วันสงกรานต์หรือวันอื่นใด
ข้อมูลนี้เธอยืนยันว่าจริงพันเปอร์เซ็นต์
เพราะมันหลุดออกจากปากป้าสมใจเองที่มักมาบ่นน้อยอกน้อยใจให้แม่ของเธอฟังบ่อยๆ
มันตรงข้ามเหมือนดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์
เรื่องเล่าอันพรั่งพรูจากปากป้าสมใจราวคนอิ่มบุญ
ยามเมื่อสาธยายถึงของฝากต่างๆ
ที่ลูกชายสรรหามาให้แม่แทบทุกเดือน
ลูกสาวคนกลางซึ่งรู้กันทั้งโรงเรียนว่า
สอบติดเอนทรานซ์คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเก่าแก่มีชื่อเสียงของรัฐนั้น
ความจริงคือนักเรียนพาณิชย์ระดับ
ป.ว.ส.เท่านั้นเอง
ประการสำคัญคือ
หล่อนซ่อมทุกฤดูกาลลอบ
ทำให้ป้าสมใจบ่นเรื่องการเรียนไม่เอาไหนให้เพื่อนบ้านฟังเป็นประจำ
เรื่องหนักหนากว่านั้นคือการใช้เงินเป็นเบี้ย
แต่งตัวเกินขีดเหมาะควร
คบเพื่อนชายมากหน้าหลายตาอย่างสนิทสนมเกินงาม
โธ่เอ๋ย...ป้าสมจิตครวญในหัวอก
ทุกข้อมูลเดินสวนทางกับความชื่นชมโสมนัสอันหาที่เปรียบมิได้
ซึ่งครูทั้งโรงเรียนรับรู้จากการป่าวประกาศโพทนาถึง
สัจจะ ความดีและความงาม
อันดำรงอยู่พร้อมพรั่งในลูกทั้งสาม
ป้าสมจิตเศร้าโศกเกินกว่าจะถามถึงลูกชายคนเล็กซึ่งกำลังเรียนในระดับ
ม.๖ แต่เด็กก็สาธยายออกมาโองด้วยความสุขสมในอารมณ์
ประหนึ่งจะหาเหตุผลเข้าข้างตนเองว่า
แม้แต่ลูกอาจารย์ก็ยังเลวกว่าลูกแม่ค้าเช่นเธอ
เขาติดยาบ้าค่ะ
โรงเรียนกำลังจะไล่ออก
เรื่องนี้อาจารย์สมใจเสียใจมาก
ปรบทุกข์ให้แม่หนูฟังแทบทุกวัน
แม้ป้าสมจิตจะไม่มีลูก
แต่การอยู่ในอาชีพครูเนิ่นนานกว่าสามสิบปีทำให้เข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างถึงรากถึงโคน
การหันหน้าไปคนละทางยามเดินผ่านควรยุติลง
นับแต่เกิดเหตุเล็กๆ
ในวันนั้น
ป้าสมจิตไม่สบายใจทุกครั้งที่เห็นป้าสมใจเมินมองไปทางอื่น
แทนที่จะยิ้มแย้มทักทายตลอดจนหาโอกาสเล่าถึงวีรกรรมซ้ำๆ
ของลูกทั้งสาม
แกบอกตนเองว่า
เรื่องเล่าของป้าสมใจก็ไม่ต่างจากละครน้ำเน่าที่แกดูอยู่ทุกค่ำคืน
รู้ทั้งรู้ว่าเน่าสนิท
แต่มันก็ทำให้เพลิดเพลินไม่น้อย
แม้เรื่องเล่าของป้าสมใจจะสนุกน้อยกว่าละคร
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ตัวผู้เล่าไม่เคยเบื่อหรือหน่ายเซ็ง
คงไม่ต่างจากผู้สร้างละครทั้งหลาย
แม้รู้เต็มอกว่า มันเน่าสนิท
แต่พวกเขาก็ยังตั้งหน้าผลิตเรื่องต่อไป
อีกไม่นานหลวงก็จะไล่ออกไปกินบำนาญ
ช่วงเวลาที่เหลือจึงไม่น่าจะอยู่กันอย่างหน่ายเซ็งตลอดจนขมชื่น
แกจึงจูงมือนักเรียนคนหนึ่งเป็นเครื่องนำทางไปง้อเพื่อนเก่าแก่นักเรียนคนที่เพิ่งเล่าอัดซีวประวัติครอบครัวลูกสามของเพื่อนจบลง
ป้าสมจิตสั่งให้เด็กปรึกษาป้าสมใจเรื่องการทำรายงานวิชา
ประเทศของเรา
แม้นักเรียนจะปฏิเสธว่าไม่มีปัญหาใดๆ
แต่แกก็ยัดคำถามใส่ปากสองสามคำให้ถามจนได้
ป้าสมจิตเชื่อว่า
ไม่เกินวันพรุ่งนี้
เรื่องเล่าจากปากป้าสมใจจะดำเนินต่อไปด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขเหมือนเช่นเคย
แกแอบยิ้มกับตนเองด้วยหัวใจที่เบิกบานยิ่งกว่าการทำบุญครั้งใหญ่