เรื่องสั้น ฉ.๒๔๐๗

แค้น

...เข็มพลอย

                “แม่ผัวก็เหมือนแม่ตัวแหละค่ะ”

                เสียงลูกสะใภ้พูดอยู่เบาๆ ที่ปลายเตียง แม้เสียงนั้นจะอ่อนโยนยิ่ง จริงใจยิ่ง แต่กลับมีผลทำให้จิตใจของผู้ฟังที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงถึงกับเหมือนไฟกองใหญ่ที่ถูกลมพัดวูบเข้าใส่ เปลวที่ริบหรี่คลายกบจะมอดกลับวาบแดงมีพลังขึ้นมาอีก ติดอยู่ตรงที่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เท่านั้นเอง

                อาการไหวตัวเหมือนพยายามจะดิ้นรน ทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงต้องเอื้อมมือไปลูบแขนบอบบางอย่างเบามือเป็นกิริยาเห็นใจ

                “จะเอาอะไรล่ะคุณนิด นี่ชั้นแตงนะ จำได้ใช่ไหม ได้ข่าวจากพวกที่สมาคมฯเลยมาเยี่ยมเห็นกำลังหลับเลยไม่กล้ากวน ได้แต่คุยกับลูกสะใภ้คุณ โถ คุณนิดน่ะมีบุญเหลือเกินได้ลูกสะใภ้อย่างคุณภัคเธอเจ็บตรงไหนมั่งล่ะนี่”

                “คุณนิด” อยากจะบอกว่าเจ็บที่ใจแต่ก็ไม่มีเสียงลอดออกมาจากลำคอ ด้วยสายตาทางการแพทย์สองสามสายรุงรังอยู่บริเวณนั้น เสียงแขกคุยต่ออย่างให้กำลังใจ

                “ถ้าชั้นได้ลูกสะใภ้อย่างคุณนิดละก็ จะกราบไหว้เช้าเย็นเทียว ไอ้ของเรารึ หน้ามันยังไม่มองเลย เจอกันตามงานสังคมมันเชิดใส่แบบไม่เห็นหัวแน่ะ เวลามีงานบุญงานเพลมันก็ไม่ไหว้เรา ได้แต่พาลูกพาผัวมานั่งเป็นพระอับดับให้ครบองค์ครอบครัวเท่านั้น ลูกสะใภ้สมัยนี้มันจองหองนัก ถือว่าหาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพาผัว แถมไอ้ลูกชาเราก็ดันหาเงินได้น้อยกว่าอีเมีย เลยพากันเหิมเกริมใส่ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ชั้นละได้แต่แช่งให้บาปกรรมมันตามทันเสียไวๆ”

                ร่างบนเตียงหลับตาลงอย่างคับแค้นใจ ใช่สิ ใครจะเก่งเหมือนนังลูกสะใภ้ของเธอ หลายปีที่ฝ่ายแม่ผัวกระหยิ่มว่าได้กำชัยชนะเหนือผู้หญิงคนที่เป็นสะใภ้ แต่มาถึงวันนี้ วันที่เวลาผ่านไปเกือบสิบห้าปีจึงได้ตระหนักว่าตัวเองคือ”ผู้แพ้” แท้ทุกอย่างจริงๆ และมีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองแพ้ เรื่องทั้งหมดยากจะบอกเล่าหรือปรึกษากับใคร นี่กระมังที่เขาเรียกว่า”กรรมใดใครก่อ”!!!

                ลูกชายสองคนและลูกสาวอีกสองคนรวมทั้งหลานๆ คือผลพวงของความแค้นที่ลูกสะใภ้ผู้แสนดีใช้แก้แค้นแม่ผัวอย่างเธอ เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเนิ่นนานเป็นลำดับ เพียงแต่เธอไม่เคยนำมา วิเคราะห์และพิจารณาเท่านั้นเอง จนเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานเนิ่นถึงขั้น”สายเสียแล้ว” คุณนิดจึงได้เห็นรูปร่างของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เริ่มจากลูกชายคนรองที่เข้ามาบอกกล่าวเรื่องการแต่งงานกับแม่

                “ผมกับอิงอรกะว่าแต่งงานแล้วจะไปอยู่ลำปางครับ กำลังวิ่งเต้นขอตำแหน่งที่วิทยาลัยอยู่”

                “อ้าว แล้วว่าที่เมียเราเค้าจะไปทำอะไรที่ลำปาง” มารดาถามพร้อมกับเลิกคิ้วเพราะทราบว่าตำแหน่งงานของว่าที่ลูกสะใภ้คนที่สองนั้นกำลังรุ่งอยู่ทางกรุงเทพฯ”หรือว่าครอบครัวเป็นคนพื้นเพทางนั้น”

                ร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าขยับตัวเล็กน้อยแบบอึดอัด แต่ในที่สุดก็พูดขึ้นอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นว่า

                “อิงอรเค้าเกรงใจคุณแม่น่ะครับ เพราะเค้าเป็นผู้หญิงทำงานคงไม่สามารถจะมารับใช้คุณแม่ได้อย่างพี่ภัค อิงอรเค้ายังบอกเลยว่าคงหาสะใภ้ที่ประเสริฐอย่างพี่ภัคไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้ พี่ภัคน่ะ...สารพัดจะยอมคุณแม่แบบต้องเรียกว่า...ประเสริฐ การที่ผมกับอิงอรแยกกันไปอยู่ที่อื่นจะเป็นผลดีกับเราทุกคน”

                “อ้าว แล้วทำไมต้องไปถึงลำปาง ที่ทางบ้านเรามีมากมาย ที่หลังบ้านก็ยังอีกตั้งสองร้อยวาให้ช่างเขาสร้างบ้านอีกหลัง ไม่กี่เดือนก็เข้าอยู่ได้ เออแน่ะ ไปอยู่เสียไกลปืนเที่ยง แล้วเวลาแม่จะไปหามีลำบากแย่หรือ อีกหน่อยมีหลานใครจะดูให้”

                คุณนิดมองหน้าลูกชายอย่างจะค้นหาความจริงตามนิสัยของคนที่ชอบจับผิด อีกฝ่ายถอนใจเบาๆ

                “คุณแม่คงไม่ชอบลูกสะใภ้แบบอิงอรหรอกครับ เพราะเธอเป็นคนสมัยใหม่ชอบทำงานมากกว่ามาสนใจคนอื่น โดยเฉพาะงานบ้านงานครัวและเรื่องเข้าผู้หลักผู้ใหญ่ประเภทเออๆ คะๆ อิงอรเขาไม่ถนัด พี่ภัคก็อยู่รับใช้คุณแม่ทั้งคน หลานทางนี้ก็สามคนจะเอาอะไรไปเหงาล่ะครับ แต่งแล้วก็ยังไม่มาหาสู่กันได้ กรุงเทพฯกับลำปางเดี๋ยวนี้ขับรถแป๊บเดียวก็ถึงกันแล้ว”

                ชั่วเวลาแค่”ขับรถแป๊บเดียว” ของลูกชายนั้นกลายเป็นหลายปีหรอกกว่าที่เขาจะลงมาเยี่ยมมารดา และพี่น้องทางกรุงเทพฯ แม้เมื่อลงมาหาในวาระต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ครอบครัวลูกชายก็ไปเช่าโรงแรมอยู่แทนที่จะมาพักที่บ้านโอ่อ่า ห้องว่างมีออกมากมายและบ่าวไพร่ครบครัน

                “ก็มาอยู่เสียที่บ้านซี จะได้เจอกันครบๆ หน้า”

                คุณนิดเปรยแม้จะรู้ว่าลูกสะใภ้คนที่สองมักมีเหตุให้ไม่อาจมาพบหน้าแม่สามีได้ คงส่งแต่ลูกและสามีไปเยี่ยมเธอเท่านั้นเอง

                “อึงเค้ามีธุระต้องไปจัดการ ไหนๆ มากรุงเทพฯก็เลยจะได้ไม่เสียเที่ยว”

                คนฟังนิ่งกับคำอธิบายนั้น และเธอคงเดือดเป็นกาน้ำถ้าได้ทราบว่า”ธุระ” ของอิงอรคือการไปเดินหาซื้อข้าวของตามห้าง!! มากกว่าจะไปเยี่ยมแม่สามีที่บ้าน

                “ไม่เอาล่ะค่ะ วุธพาลูกๆ ไปเยี่ยมคุณแม่แล้วกัน อิงไม่ชอบนั่งตอบคำถามของคุณแม่คุณ ดูแกคอยจะจับผิดเรายังไงไม่รู้ คราวที่แล้วจำได้ไหมคะ พอเห็นหน้าหลานก็รีบทักก่อนเลยว่าผอม ทำไมไม่กินให้อ้วนท้วนอย่างเด็กอื่น ฟังแล้วเหมือนเบลมอิงกับวุธกลายๆ ว่าเลี้ยงลูกไม่ดี แต่คุณแม่แกปรายตามาทางอิง แล้วจะให้เราตีความว่าไงคะ โธ่เอ๊ย เด็กผอมก็ดีแล้ว แข็งแรงดีออก ดีกว่าอ้วนฉุเพราะกินไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เฮ้อ อิงว่ามีคุณภัคเธอเป็นสะใภ้คนเดียวก็เกินพอแล้วล่ะค่ะ ใครจะเหมือนขานั้นทั้งถูกคำต่อหน้าแขก ทั้งถูกตำหนิถูกต่อว่าแรงๆ ก็เฉยอยู่ได้”

                อัษฎาวุธนึกเห็นภาพ”พี่ภัค” ก้มหน้างุดเวลาถูกแม่ของเขาบ่นจนถึงชั้น”จิก” อย่างไม่ปราณี

                “แหม อีพวกกามาอยู่รวมกับหงษ์สอนยากจริงๆ จะวางจานชามช้อนส้อมก็ต้องให้เราขยับให้ดูทุกวัน ไม่รู้จักจดจำใส่กระโหลกไว้มั่ง กับข้าวก็วางเรียงกันเป็นแถวทหารยังกะไหว้ผี แล้วนี่แก้วน้ำล่ะจ๊ะแม่ภัค วันนี้คุณพ่อไม่กลับมารับข้าวเย็นจะไปตะบอยจัดทำไมตั้งหลายจานหลายชุด ขานั้นจะไปกินกับก๊วนกอล์ฟย่ะ”

                มือที่เคลื่อนไหวอย่างแคล่วคล่องขยับจานบ้าง ช้อนบ้างพอเป็นพิธีให้ถูกใจตัวเอง แต่ลูกชายสังเกตได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบนโต๊ะเลย จานถูกหมุนไปเล็กน้อยเท่านั้น และถึงมันจะไม่โดนขยับด้วยฝีมือแม่เขาก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายจนขนาดจะทำให้คนทั้งบ้านนั่งลงรับประทานอาหารไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาได้เห็นจากพี่สะใภ้คือใบหน้าที่เฉยเมยราวกับไม่รู้สึกรู้สมกับคำตำหนินั้น เรื่องราวระหว่างแม้ผัวกับลูกสะใภ้ยังมีอีกมากมายเกินจะจดจำ และนั่นคือเหตุผลที่เขาแต่งงานเมื่ออายุปาเข้าไปเกือบสี่สิบ หากเขาไม่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนในวันหนึ่ง ป่านนี้เขาก็คงยังโสดต่อไป

                “นายจะไปกลัวอะไรวะวุธ ถ้านายคิดว่าอิงอรเขาไม่สามารถรับใช้แม่นายได้อย่างพี่สะใภ้ผู้แสนประเสริฐตามที่นายเล่า พวกนายก็ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นสิ ก็ต้องเลือกเอาว่าจะแต่งงานหรือจะมัวกลัวอยู่นั่นแหละ”

                ในที่สุด อัษฎาวุธเลือกเอาแต่งงานและย้ายไปให้ไกลจากคนที่ภรรยาของเขาเรียกว่า”แม่สามี”

                จากวันเป็นเดือนและเป็นปีจนถึงขั้นหลายปี คุณนิดไม่ค่อยได้เห็นหน้าลูกชายคนรองและหลานเลย ทราบเพียงว่าพวกเขามีความสุขกับครอบครัวและหน้าที่การงาน บางคราวเมื่อแม่ส่งข่าวว่าจะขึ้นไปเยี่ยมที่ลำปาง คำตอบที่ได้คือ

                “ลำปางมีโรงแรมดีๆ ที่คุณแม่ต้องพอใจ เรื่องจองโรงแรมผมจัดการให้ได้ในราคาพิเศษเพราะใช้บริการเขาบ่อย จะมาเมื่อไหร่ก็ลอกมาล่วงหน้านะครับผมกับอิงและหลานๆ จะได้มาหา ร้านอาหารเดี๋ยวนี้ก็ทันสมัยใช้ได้ทั้งคุณภาพและรสชาติ”

                ฟังแล้วคนเป็นแม่ต้องเลิกคิ้วสูง ทำไมเธอต้องไปอยู่โรงแรมแทนที่จะไปค้างกับลูกชายและครอบครัวของเขา คำพูดนั้นดูห่างเหินและเหมือนไม่ใช่แม่ลูกกัน นี่เธอกลายเป็นคนนอกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันหรือ

                เสียงแขกที่อยู่ข้างเตียงชวนลูกสะใภ้ของเธอคุยไปเรื่อยๆ

                “แล้วนี่คุณน้อยกับคุณเนียนเธอไม่มาผลัดเฝ้าคุณแม่เหรอจ๊ะ”

                “ก็มีมาบ้างค่ะ แต่เธอยังโสดนี่นะเลยไม่ถนัดงานเฝ้าไข้และเอาใจคุณแม่ไม่ค่อยถูก แต่ดิฉันอาศัยว่าไม่ได้ทำงานนอกบ้านและเคยคุ้นกับคุณแม่เลยไม่ต้องพูดกันมาก คนเจ็บนี่คะ ถ้าได้คนไม่ถูกใจมานั่งเฝ้าจะลำบากนะคะ หยิบจับอะไรไม่ถูกใจคุณแม่จะอารมณ์ไม่ดีเพราะพูดไม่ได้ค่ะ คุณน้อยกับคุณเนียนเธอเลยมาเยี่ยมเป็นช่วงเย็นหลังเลิกงาน พอทุ่มกว่าทางโรงพยาบาลเขาก็หมดเวลาเยี่ยม จะมานั่งเฝ้าอย่างดิฉันคงลำบากค่ะ”

                เสียงบอกเล่ายิ่งอ่อนโยนยิ่งเหมือนลมที่โหมเชื้อไฟ ก็ไม่ใช่เพราะหล่อนหรอกหรือนังปิศาจ ทั้งคุณน้อยและคุณเนียนจึงยังไม่ได้เป็นฝั่งเป็นฝาตราบทุกวันนี้

                “ไม่ไหวหรอกค่ะเรื่องแต่งงานยังไม่เคยคิด แค่เห็นพี่ภัคก็เข็ดแล้วค่ะ”

                สองสาวหัวเราะเมื่อมีคนถามเรื่องชีวิตคู่

                “นั่นซี ขนาดแม่เราที่ว่าใจดีนะยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับลูกสะใภ้เลย ถ้าเราไปเจอเอาครอบครัวคนที่เขาจู้จี้จุจิกมิอ่วมอรทัยเหรอ”

                “พี่ภัคน่ะแกยอดหญิง วันก่อนคุณแม่ล้มตรงหน้าครัวไม่มีใครกล้าเข้าไปฉุกเพราะคุณแม่เค้าส่งเสียงอาละวาดใหญ่เลย มีแต่พี่ภัคคนเดียวเข้าไปอุ้มเอาคุณแม่ให้ลุกขึ้น แล้วไม่รู้ไงไปอุ้มอีท่าไหนคุณแม่ว่าทำให้สะโพกเคล็ดไปหลายวันแน่ะ ก็โถ พี่ภัคน่ะตัวนิดเดียวผอมยังกะนางแบบโว้ค ส่วนคุณแม่ตัวใหญ่ยังกะอะไร”

                “ถ้าเป็นน้อยนะคงจ้างรถเครนมายกแม่ผัวเสียเลย จะได้ไม่มาด่าเราทีหลังว่าทำให้แกสะโพกเคล็ด”

                “สงสัยพี่ภัคกับคุณแม่จะเวลาตกฝากไม่กินกันนะ พี่ภัคจับอะไรคุณแม่ก็ขัดตาไปหมด”

                “งั้นเราจะหาสามีก็ต้องเอาเวลาตกฟากแม่สามีมาดูก่อนซีนะ แต่งไปแล้วจะได้กลมเกลียวกับเขาได้ ไม่ก็หาที่ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ ไม่มีแม่ผัวให้กลัวใจ”

                “หรือไม่ก็อยู่มันไปอย่างนั้นแหละ แม้นแผ่นดินสิ้นแม่สามีที่พึงได้ อย่ามีคู่ให้เสียอารมณ์จะดีกว่า”

                เสียงหัวเราะของลูกสาวสองคนยังก้องอยู่ในโสตประสาท ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวระหว่างลูกสะใภ้กับเธอจะเข้าไปมีส่วนกำหนดชีวิตของลูกสามคนที่เหลือในบ้าน ความเกลียดที่เห็นหน้าภัคจิรา ลูกสะใภ้คนโตตั้งแต่วันแรกทำให้คุณนิดไม่เคยปราณีผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่เวลาตกฟากหรือศรศิลป์อะไรทั้งสิ้น หากแต่ภาพที่ลูกชายมองผู้หญิงคนนั้นอย่างแสนรักและชื่นชม ทำให้ใจของผู้เป็นแม่วูบไปอย่างช่วยไม่ได้”

                เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่เคยวิ่งเขามาหอมแก้มแม่ เอารายงานผลการเรียนมาอวดยามเมื่อได้คะแนนดีเลิศจากการสอบ หนุ่มตัวโย่งเก้งก้างที่วิ่งเข้ามาบอกแม่ด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า

                “สอบติดหมอแล้ว!!”

                หนุ่มน้อยที่เข้ามาใช้มืออังหน้าผากแม่ทันทีที่ได้ยินแม่จาม หนุ่มน้อยที่แต่งชุดเรียบร้อยออกไปทำงานตรวจรักษาคนไข้ และหนุ่มที่ทำให้แม่มีโอกาสอวดใครต่อใครในวงสนทนาว่า

                “ลูกชายคนโตเค้าเรียนหมอย่ะ!!”

                แต่แล้วหนุ่มน้อยคนนั้นกลับตกไปอยู่ในมือผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ไม่ได้มีส่วนลงทุนในการสร้างเขาขึ้นมาเลย หล่อนเข้ามาอย่างคนมือเปล่าเพื่อจะฉกฉวยเอาสิ่งที่ดีที่สุดของครอบครัวไปครอบครอง ผู้หญิงที่เข้ามาแทนที่แม่ หล่อนจะได้รับการหอมแก้มจากเขา หล่อนจะได้รับทราบข่าวดีทุกอย่างจากเขา หล่อนจะเป็นคนที่คุยว่า”สามีเป็นหมอค่ะ” และหล่อนได้กลายมาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทุกอย่างของหนุ่มน้อยคนนั้น มันน่าแค้นใจน้อยอยู่หรือ

                สงครามที่คุณนิดก่อขึ้นนั้นเธอเองเป็นฝ่ายรุกตลอดเวลาสิบห้าปีที่ลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ภัคจิราออมปากออมคำและอดกลั้นเสมอมา จนคุณนิดเองไม่เคยฉุกคิดเลยว่าทำไมลูกสะใภ้ช่างอดทนเหลือเกิน จนวันนี้ วันที่คุณนิดมีแต่”แม่ภัค” คนเดียว เธอจึงนึกรู้ได้ว่า”แค้น” นี้คืนสนองเธออย่างเจ็บแสบ หนุ่มน้อยน่ารักคนเดิมไม่เคยเข้ามาเยี่ยมเยียนแม่อีกเลย เขาไม่พอใจความอยุติธรรมที่เมียได้รับจาแม่

                “คุณแม่อคติกับภัค ผมว่าคุณแม่ยังโชคดีที่ภัคเขาไม่ได้คิดอะไร ไม่อย่างนั้นป่านนี้คุณแม่จะหาใครมารับใช้ได้ ตาวุธก็เมียไม่อยากอยู่ใกล้คุณแม่ น้อยกับเนียนก็วุ่นอยู่ตามประสาคนโสด อย่าหาว่าผมอกตัญญูเลยนะครับ คุณแม่น่าจะดีกับภัคให้มาก”

                ยิ่งวันเขาก็ยิ่งมองเห็นความดีของนังเมียมากขึ้นจนแม่กลายเป็นผู้ร้ายไป ส่วนลูกชายคนรองนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขานั้นจากไปนานแล้ว สิ่งเดียวที่เธอยังห่วงคือลูกสาวสองคนในวัยสี่สิบต้นๆ ป่านนี้แล้วยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝา คิดแล้วความเจ็บก็แล่นแปล็บผ่านจากลำคอไปที่ทรวงอก ศึกชีวิตครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก รู้ตัวว่าคงยากจะรอดจากเงื้อมมือมัจจุราช แม้จะมีลูกชายเป็นหมอแต่นั่นไม่ใช่เครื่องประกันว่าจะไม่ตาย ถ้าเธอตายไปลูกสาวสองคนจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ”ผู้ชนะ” สุดท้ายคือลูกสะใภ้นั่นเอง ภัคจิราเป็นผู้เดียวที่จะได้ครอบครองทุกอย่างที่เคยเป็นของแม่สาม บ้านหลังใหญ่ ที่คนในกองมรดก ลูกชายที่เธอแสนรัก และที่สำคัญจะได้รั้งตำแหน่งคนสำคัญที่สุดของบ้านสืบต่อจากเธอ

                เพียงแต่คิดร่างนั้นก็เปรียบเหมือนถูกเผาด้วยเปลวเพลิง ร้อนรุ่มไปด้วยความโกรธและความรู้สึกว่าแพ้ โอ้ จริงดังที่พระท่านว่าไว้”สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” แท้ๆ เทียว ยังไม่ทันดับสูญหมดลมแต่กลับถูกเผาผลาญด้วยความคิดของตนเอง...ยิ่งเมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนของการกระทำของตัวเอง ยิ่งเมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนของการกระทำของตัวเองที่มีต่อลูกสะใภ้คนโต คุณนิดก็ยิ่งแค้นแน่นสุมหัวอก

                “อีภัคคนเดียว มันทำให้ครอบครัวต้องแตกสลาย และลูกสองคนหมดโอกาสมีครอบครัว”

                ร่างบนเตียงดิ้นรนไปมาจนแขกและลูกสะใภ้ที่เฝ้าอยู่ตกใจ เสียงตามพยาบาลดังขึ้นทันที

                “ใจดีๆ ไว้คุณนิด ลูกสะใภ้กำลังไปตามหมอมา โธ่เอ๊ย เจ็บมากหรือคุณ”

                มืออุ่นลูบไล้แขนอย่างหนักแน่นขึ้น แต่อีกฝ่ายสะบัดออก มีคำพูดมากหลายที่อยากจะเปล่งออกมาให้สาแก่ใจ

                “อีภัค อีคนเนรคุณ แกคงดีใจที่ชั้นกำลังจะตาย...”

                ไม่มีใครได้ยินคำพูดนั้นเพราะผู้ป่วยไม่อาจเปล่งเสียงออกมา พักเดียวจริงๆ ที่พยาบาลและหมอถูกตามมาอย่างเร่งด่วน เสียงหมอแว่วมาว่า

                “คงเพ้อนิดหน่อยครับเพราะให้ยาไว้สักครู่แล้ว”

                “คุณแม่ไม่เจ็บใช่ไหมคะ” เสียงภัคจิราถามหมออย่างกังวลและขลาดเขลา

                “ไม่หรอกครับ เราให้ยาระงับความปวดไปจึงมีอาการเบลอๆ บ้าง สักพักก็จะหลับสบาย ถ้ามีอะไรก็ตามได้ทุกเมื่อนะครับ”

                “ของคุณค่ะ” เสียงตอบแผ่วเบา คนที่นอนฟังอยู่บนเตียงกำมืออย่างทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เสียงพยาบาลคุยกับแขกที่มาเยี่ยม

                “อิจฉาอาจารย์หมอวราวุธจังค่ะ” อาจารย์โชคดีที่มีแฟนดีๆ อย่างนี้ เดี๋ยวนี้หาลูกสะใภ้ที่มานั่งเฝ้าคุณแม่สามีแบบนี้ไม่ได้แล้วนะคะ”

                “นั่นซีคะ ดีกว่าลูกตัวเสียอีก หนูภัคทำได้ยังไงคะนี่”

                ก่อนจะผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยา คุณนิดยังทันได้ยินเสียงอ่อนโยนตอบเบาๆ ว่า

                “แม่ผัวก็เหมือนแม่ตัวแหละค่ะ”

                อยากจะตะโกนว่า”อีตอแหล” ให้หายแค้น แต่ความ”แค้น” ก็ได้แต่แน่นอยู่ในอก