รวมเรื่องสั้นสกุลไทย

ความเชื่อ
เรื่องสั้น ฉบับที่ ๒๗๘๐
 
โดย รัตนทิพย์

    "๐๖ จากกองเมือง เปลี่ยน"
    "๐๖ ตอบ เปลี่ยน"
"๐๖ ร้อยเวรสั่งให้ตั้งด่านฉุกเฉินด่วน สกัดรถกระบะบรรทุกสีดำที่วิ่งมาจากทางสามแยกแคราย กักไว้ที่ด่านให้ได้จนกว่ากำลังเสริมจากกองเมืองจะไปถึง เปลี่ยน"
    "๐๖ ทราบ กระผมจ่าสิบตำรวจ แคล้ว คลาดเคลื่อน ขอทวนคำสั่ง เปลี่ยน"
    "เอ้า...ว่ามาเลย เปลี่ยน"
    คำว่าเปลี่ยน หมายถึงให้ผู้ฟังพูดกลับมาได้ จ่าสิบตำรวจ แคล้ว คลาดเคลื่อน ทวนคำสั่งที่รับมาเมื่อครู่ ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่คำเดียว ข้อความทั้งหมดข้างต้นนี้คือการติดต่อสื่อสารทางวิทยุที่ใช้ในราชการตำรวจ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ เป็นอย่างนี้จริงๆ
    ตำรวจ พ.ศ.นั้นต้องไปเข้าเวรประจำตามป้อมยาม ซึ่งจะมีอยู่ในชุมชน หรือตามสามแยก-สี่แยกใหญ่ๆที่มียวดยานสัญจรผ่านไปมาอยู่ไม่ขาด
    ป้อมยามที่จ่าแคล้วประจำอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๕ กิโลเมตร มีนามเรียกขานทางวิทยุว่า '๐๖' ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง มีนามเรียกขานทางวิทยุว่า 'กองเมือง'
    รับคำสั่งจากร้อยเวรแล้วจ่าแคล้วก็เริ่มหนักใจ คนที่อยู่เวรคู่กันกับจ่าแคล้วคือ สิบตำรวจโทรอด ผันผาย ก็ได้ขออนุญาตผายผันไปทำธุระตั้งแต่ตอนหัวค่ำป่านนี้ยังไม่กลับมา จ่าแคล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลามันบอกเวลา ๐๑.๒๐ น. แล้ว ความหนักใจเกิดขึ้นทันที ขณะนี้เขาอยู่คนเดียว แต่เมื่อมีคำสั่งให้ตั้งด่านฉุกเฉินก็ต้องปฏิบัติ
     ความคิดของจ่าแคล้วหยุดลงแค่นั้น เมื่อเขาเห็นแสงไฟหน้ารถของรถยนต์คันหนึ่งส่องสว่างมาแต่ไกลเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม จ่าแคล้วรอให้รถยนต์คันนั้นวิ่งเข้ามาใกล ้ในระยะที่ควรให้สัญญาณ จึงยกไฟฉายในมือขึ้นโบกไปทางซ้ายบ้างขวาบ้างสลับกัน เพื่อให้รถยนต์คันนั้นรู้ว่าจะต้องหยุดเพราะข้างหน้ามีด่านตรวจรถ
     ทันทีที่คนขับรถเห็นสัญญาณจากด่านคนที่นั่งมาข้างๆก็เห็น จึงพูดขึ้นว่า
     "เอายังไง...ลูกพี่...ตรงนี้ไม่เคยมีด่านแต่วันนี้มันเสือกมีขึ้นมา ยุ่งแล้ว"
     "เอ็งนั่งเฉยๆ เมื่อถึงด่านเป็นหน้าที่ของข้าเอง"
     เจ้าคนขับรถบอกกับลูกน้องพร้อมกับชะลอความเร็วแล้วมาหยุดที่ด่าน ห่างจากที่จ่าแคล้วยืนอยู่ประมาณ ๕ ฟุต
     รถหยุดสนิทแล้วแต่ว่าจ่าแคล้วยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมองไปที่รถยนต์คันนั้น มันเป็นรถกระบะบรรทุกสีดำ แต่การหยุดรถแบบนี้มันเป็นการข่มขวัญและลองดีกันไปในตัว ยิ้มเหยียดๆผุดขึ้นที่มุมปากของจ่าวัยกลางคน ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้าไปหาคนขับชำเลืองมองไปที่กระบะท้ายรถ ที่นั่นมีชายฉกรรจ์นั่งอยู่สองคนโดยนั่งหันหน้าไปคนละทาง คนขับรถไขกระจกลงพอเห็นกันแค่ครึ่งหน้า
    "จะไปไหนกัน ขอดูใบอนุญาตขับรถด้วย"
     จ่าแคล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบในต้นประโยคและหนักแน่นมากในท้ายประโยค
     "กลับบ้าน แต่ใบอนุญาตขับรถลืมเอามา"
     ยังไม่ทันที่จ่าแคล้วจะพูดอะไรออกมาเป็นการโต้ตอบ
     หวอ...หวอ...หวอ...
     เสียงไซเรน จากรถสายตรวจกองเมือง ก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา เสียงมันมุ่งตรงมาที่ด่านนี้อย่างรวดเร็วเสียด้วย
     "เฮ้ย..."
     หนึ่งในสองคนที่นั่งอยู่ท้ายรถลุกขึ้นยืน ปืนในมือของมันเบนเข้าหาร่างของจ่าแคล้วทันที ในขณะเดียวกันกับที่จ่าแคล้วหมุนตัวออกในลักษณะครึ่งวงกลมเพื่อชักปืนที่เหน็บไว้ตรงเอวออกมา แต่ช้าไป ประกายไฟสีส้มแวบออกมาจากปากกระบอกปืนของเจ้านั่นก่อน
     ปัง...
     จังหวะเดียวกันกับที่จ่าแคล้วหมุนตัว กระสุนนัดนั้นพุ่งเข้าที่สีข้างของจ่าแคล้ว แรงปะทะของกระสุนในระยะใกล้เช่นนี้มันส่งร่างของจ่าวัยกลางคนล้มลงกับพื้นทันที คนขับรถเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้มันจึงขับรถพุ่งชนแผงกั้นแหกด่านออกไป เป็นเวลาเดียวกันกับที่รถสายตรวจกองเมืองมาถึง ร้อยตำรวจเอก แสง ศรีมหาโพธิ์ จำเป็นต้องสั่งหยุดรถดูผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกยิงก่อนและออกคำสั่ง
     "หมู่ผ่อน กับหมู่คลาย ลงไปดูคนเจ็บ"
      สิบตำรวจโทผ่อนกับสิบตำรวจเอกคลายรับคำสั่งแล้วลงไปจากรถอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนตรงไปที่ร่างของจ่าแคล้วซึ่งยังคงนอนอยู่กับพื้น ส่วนรถของตำรวจก็เคลื่อนที่ติดตามคนร้ายต่อไปอย่างรวดเร็ว
     "เฮ้ย...ผ่อน วิทยุไปกองเมืองบอกว่าเรามีคนเจ็บขอรถพยาบาลมาที่ ๐๖ ด่วน"
     "ได้...ได้..."
     หมู่ผ่อนรับคำในขณะที่หมู่คลายเข้าไปที่คนเจ็บแล้วถามว่า
     "เป็นไงบ้างพี่จ่า โดนเข้าที่ไหน ขอผมดูซิ"
     พูดแล้วก็ดึงมือของจ่าแคล้วออกจากสีข้าง ก้มลงไปดูใกล้ๆ
     "โอ้โฮพี่จ่า เสื้อขาดกระจุยเลย แต่เอ๊ะ ทำไมไม่มีเลือด กระสุนไม่เข้าเนื้อพี่เลยหรือนี่"
     หมู่คลายพูดออกมาอย่างตื่นเต้น จ่าแคล้วถูกยิงไม่เข้าก็จริงอยู่แต่แรงปะทะของกระสุนปืนในระยะใกล้เช่นนี้มันทำให้จุกเสียดไปชั่วครู่ เมื่อความจุกเสียดผ่อนคลายลงจ่าแคล้วก็ลุกขึ้นยืน พอดีกับร้อยตำรวจโทคมสันต์ก็นำรถของโรงพยาบาลมาถึง หมวดคมสันต์ลงมาจากรถพร้อมกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เปล ทุกคนตรงมาที่จ่าแคล้วยืนอยู่ จ่าแคล้วรายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ทุกคนที่ได้ยินจ่าแคล้วรายงานต่างก็งุนงงไปหมด
     "จะอย่างไรก็ตามจ่าต้องไปโรงพยาบาลกับหมอเพื่อตรวจดูระบบภายในร่างกาย เพราะความกระทบกระเทือนที่ได้รับอาจเป็นอันตรายได้ จำเป็นต้องให้หมอตรวจ เพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง"
     นายแพทย์เด่น นามเกิด บอกกับจ่าแคล้ว
    "จ่าต้องทำตามที่หมอบอกไปโรงพยาบาลด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ ไปขึ้นรถได้"
     หมวดคมสันต์ออกคำสั่ง จากนั้นเสียงไซเรนก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้มันดังมาจากรถของโรงพยาบาล
     เช้าวันรุ่งขึ้น สภากาแฟที่ร้านเจ๊กขาว ยกประเด็นเรื่องที่จ่าแคล้วถูกยิงแล้วไม่เข้าขึ้นมาถกกันประเด็นเดียว
     "ใครได้เคยเห็นพระของจ่าแคล้วบ้าง"
     ต้อย ลพบุรี เจ้าของแผงจำหน่ายวัตถุมงคลที่ใหญ่ที่สุดในตลาดเทศบาลเมืองของจังหวัดนี้ ถามขึ้นมาลอยๆในขณะที่สมาชิกร่วมโต๊ะบางคนก็กำลังยกถ้วยกาแฟขึ้นซด บางคนก็กำลังวางถ้วยกาแฟลงบนจานรอง
     "ยิ่งกว่าเคยเห็นซะอีก จ่าแกห้อยคออยู่องค์เดียว ฉันหยิบส่องกล้องดูแล้ว ไม่มีที่ติสักจุดเดียว"
      ปลิว ปานวาด นักดูพระและวัตถุมงคลประจำสนามแข่งขันพระเครื่องและวัตถุมงคลของจังหวัด คุยฟุ้งขึ้นมาทันที
      "พี่ปลิว ดูแล้วพี่พอจะรู้ไหมว่าเป็นพระอะไร รุ่นไหน"
      ต้อย ลพบุรี ถามอย่างกระตือรือร้น
      "รุ่นไหน พิมพ์ไหน พระอะไร ไม่สำคัญหรอก พุทธคุณจะแจ้งขนาดถูกยิงในระยะเผาขนกระสุนปืนไม่ระคายผิวหนังขนาดนี้ก็เรียกว่าเหลือเฟือแล้ว เรื่องอื่นๆไม่ต้องพูดถึงกันอีก"
      "ถูกของทิดปลิวมันที่มันพูดมาฉันเห็นด้วย"
      ลุงชม ภารโรงประจำที่ว่าการอำเภอเมืองสนับสนุนคำพูดของ ปลิว ปานวาด ขึ้นมาทันที ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรขึ้นมาอีก บุคคลที่เป็นหัวข้อของการสนทนาก็เดินเข้ามา ทันทีที่จ่าแคล้วเดินเข้ามาในร้าน ต้อย ลพบุรี ก็เอ่ยทักขึ้นมาก่อนใครและเชิญร่วมโต๊ะโดยขยับเก้าอี้ให้ผู้มาใหม่นั่ง ยังไม่ทันจะหย่อนตัวลงนั่งเสี่ยหมงหรือ นายมงคล ตั้งตระกูลทองชัย เจ้าของห้างทองทองชัย ก็เดินเข้ามาในร้านแล้วขอนั่งร่วมโต๊ะด้วย สภากาแฟโต๊ะนี้จึงขยายวงกว้างขึ้นไปอีกจากสามคนก็เป็นห้าคน
      เจ๊กขาวเจ้าของร้านปฏิบัติตามกฎของร้านทันที คือถ้านั่งโต๊ะแล้วไม่สั่งอะไรเสิร์ฟกาแฟร้อน ดังนั้น เจ๊กขาวจึงยกกาแฟร้อนมาตั้งให้บนโต๊ะสองแก้ว
      "เฮียขาวโต๊ะนี้ทั้งโต๊ะ คิดเงินที่อั๊วนะ"
      เฮียหมงบอกเจ้าของร้าน เจ๊กขาวพยักหน้ารับรู้แล้วก็เดินกลับไปนั่งประจำที่เดิม
      "จ่า...ตอนนี้จ่าเราดังระเบิดเลยนะไปที่ไหนๆ ในจังหวัดมีแต่คนพูดถึงเรื่องที่จ่าถูกยิงแล้วไม่เข้าลือกันว่าจ่ามีพระดี อั๊วมาเจอจ่าวันนี้อยากจะขอดูให้เป็นบุญตาสักหน่อยพอจะได้ไหมล่ะ"
      "แหมเสี่ยหมง ผมเกรงใจจริงๆ นะเพราะตอนที่ผมเข้าเวรสายตรวจก็เคยได้อาศัยเข้าไปนั่งพักในร้านของเสี่ยกินน้ำชากาแฟของเสี่ยอยู่บ่อยๆ ไม่อย่างนั้นผมไม่ให้ดูหรอก"
      จ่าแคล้วพูดแล้วก็ถอดสร้อยที่แขวนพระในคอออกมากำไว้ในมือยกมือขึ้นพนมก่อนที่จะส่งไปให้เสี่ยเจ้าของร้านทอง เสี่ยหมงเอื้อมมือไปรับมาดู
      "โอ้โฮ องค์เดียวซะด้วย ปลิวลื้อเอาไปดูทีซิ แล้วบอกรายละเอียดเกี่ยวกับพระของจ่าให้เสี่ยฟังหน่อย"
      "ไม่ต้องดูหรอกเสี่ย พระองค์นี้พุทธคุณมีในทางอยู่ยงคงกระพัน ขนาดกระสุนปืนทำอะไรไม่ได้อย่างที่รู้ๆกัน จะให้ผมดูไปทำไม เสี่ยดูแล้วเห็นแล้วก็คืนให้พี่จ่าไปเถอะ"
      เสี่ยหมงดูพระในมืออีกครั้งแล้วก็ส่งคืนไปให้เจ้าของ จ่าแคล้วรับมาคล้องไว้ที่คอตามเดิม
     "พระของจ่างามจริงๆ พุทธคุณก็สุดยอด ถ้าหากว่าจ่าต้องการจะเปลี่ยนเป็นทองอั๊วขอเสนอทองคำหนึ่งหีบแลกกับพระของจ่า"
     "วันนี้ทองบาทละ ๑,๒๐๐ เชียวนา หนึ่งหีบเท่ากับทอง ๒๐ บาท นะเฮียหมงนะ"
      เจ๊กขาว เจ้าของร้านกาแฟพูดสอดขึ้นมา
      "เออน่า...๒๐ บาทก็ ๒๐ บาทซี่ พูดแล้วกลับคำได้ที่ไหนล่ะเฮียขาว ว่าแต่จ่าเขาจะเอากับเราด้วยหรือเปล่าเท่านั้นแหละ"
      เจ้าของร้านทองพูดยิ้มๆทีเล่นทีจริง
      "เอาอย่างนี้นะเสี่ยหมง เกี่ยวกับของของผมที่เสี่ยเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนมาให้ ผมขอบคุณมาก แต่ว่าวันนี้ได้เวลาต้องไปทำงานแล้ว ผมขอตัวไปก่อนนะ"
      หลังจากที่จ่าแคล้วกลับไปแล้ว คนที่นั่งร่วมโต๊ะก็ทยอยกันลุกขึ้นแยกย้ายกันกลับ

      สามวันต่อมา ผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ประกาศออกมาให้ทราบกันอย่างเป็นทางการ สยบแข ลูกสาวคนเดียวของจ่าแคล้วสอบได้ แต่จะต้องเดินทางไปเรียนที่เชียงใหม่ ค่าเช่าหอพัก ค่าลงทะเบียนเป็นนักศึกษาแรกเข้า ค่าชุดนักศึกษา และค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณการไว้ว่า คงจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าสองหมื่นบาท ลำพังเงินเดือนจ่าสิบตำรวจอย่างจ่าแคล้ว ใช้ส่งเสียให้ลูกได้เรียนเดือนชนเดือนโดยไม่มีหนี้สิน จ่าแคล้วทำได้มาตลอดก็ถือว่าเก่งแล้ว เรื่องที่จะเหลือเก็บไว้ในธนาคารนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่มีแน่นอน
     นับตั้งแต่ภรรยาของจ่าแคล้วประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลง จ่าแคล้วก็เลี้ยงดูลูกสาวคนนี้ด้วยความรักจึงไม่ยอมมีใครอีก สิ่งที่จ่าแคล้วได้รับจากลูกสาวก็คือ เรียนเก่งและอยู่ในโอวาทของพ่อตลอดมา จ่าแคล้วบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ได้รับนี้มีความสุขพอแล้ว
     การที่ลูกสาวสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ก็จะต้องได้เรียน ค่าใช้จ่ายในการเรียนจ่าแคล้วต้องหามาให้จนได้
     เหลือเวลาอีก ๔ วัน ลูกสาวก็จะต้องเดินทางไปเชียงใหม่ แต่จ่าแคล้วยังหาเงินไม่ได้ วันนี้เป็นวันสับเปลี่ยนกำลังพลของสถานี ซึ่งตำรวจทุกนายจะต้องไปรับทราบการปฏิบัติหน้าที่ของตนกับจ่ากองร้อย ว่าจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ที่ไหน หรือไปทำอะไร
     จ่าแคล้วเดินขึ้นบันไดโรงพักอย่างเงื่องหงอยไปรับทราบคำสั่งจากจ่ากองแล้วรู้ว่าตัวเองจะต้องเข้าเวรสายตรวจในเขตอำเภอเมืองโดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา ๑๒.๐๐ น. ของวันนี้ไปจนครบ ๑๕ วัน จ่าแคล้วเดินลงบันไดอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อจะกลับบ้านพักไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะการเข้าเวรสายตรวจไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ จ่าแคล้วเดินเข้าไปในตลาดเทศบาลเพื่อตรวจดูสภาพทั่วๆไปก่อนเข้าบ้านโดยแวะซื้อกับข้าวสองสามอย่างไปให้ลูกสาวด้วย เดินออกมาจากตลาดหยุดยืนเพื่อจะข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง สายตาก็ชำเลืองมองเข้าไปในร้านทองของเสี่ยหมง เห็นเขียนไว้ว่าราคาทองรูปพรรณ วันนี้บาทละ ๑,๒๕๐ บาท ยังไม่ทันจะข้ามถนนเสี่ยหมงเดินออกมาจากหลังร้านเห็นจ่าแคล้วเข้าพอดีจึงทักขึ้นว่า
    "อ้าว...จ่าจะไปไหน"
    "กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เที่ยงวันนี้เข้าเวรสายตรวจไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ"
    "เวลายังเหลืออีกเยอะเข้าไปคุยกันในร้านก่อน"
    พูดจบเสี่ยหมงก็เดินออกมาดึงแขนจ่าแคล้วเข้าไปหลังร้านแล้วพาไปที่โต๊ะทำงานในห้องทำงานเชื้อเชิญให้นั่งลง จ่าแคล้วนั่งลงพร้อมๆกับเจ้าของห้อง เสี่ยหมงรินน้ำชาให้จ่าแคล้ว
    "ลูกสาวอั๊วบอกว่าลูกสาวจ่าสอบได้แต่ต้องไปเรียนเชียงใหม่ไกลหน่อยนะแต่ก็ยังดีกว่าลูกสาวอั๊ว ไม่ได้ที่ไหนสักแห่งสงสัยว่าต้องให้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน"
    "เสี่ยมีเงินอย่าว่าแต่มหาวิทยาลัยในประเทศเลยต่างประเทศเสี่ยก็ส่งให้เรียนได้แต่ผมนี่ซิยังกลุ้มใจอยู่เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย นี่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน"
     เสียงของจ่าแคล้วแผ่วเบาเมื่อพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่าย
    "อั๊วเข้าใจจ่า จ่าเป็นคนดีไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนันทำแต่งานในหน้าที่ สรุปว่าจ่าเป็นคนดีลูกสาวจ่าก็เป็นเด็กดี อั๊วรู้ว่าตอนนี้จ่ากำลังเดือดร้อนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของลูกขอให้อั๊วได้ช่วยเหลือคนดีๆอย่างจ่าสักครั้งเถอะนะ"
     เสี่ยหมงดึงลิ้นชักโต๊ะทำงานออกมา หยิบสมุดเช็คขึ้นมาเขียนตัวหนังสือและตัวเลขลงบนแผ่นเช็คแล้วฉีกออกยื่นให้ จ่าแคล้วรับมาดูแล้ววางลงบนโต๊ะ
    "ขอบคุณเสี่ยมากที่มีน้ำใจให้ผมแต่ผมไม่กล้ารับของเสี่ยเพราะเอาไปแล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ใช้คืน"
    "จ่า...มีเมื่อไหร่เอามาคืน ถ้ายังไม่มีก็ไม่ต้องถือซะว่าอั๊วช่วยในการศึกษาของลูกสาวจ่า อั๊วพูดขนาดนี้แล้วจ่ายังไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากอั๊ว เราก็ขาดไมตรีต่อกัน"
     คำพูดของเสี่ยหมงทำให้จ่าแคล้วนิ่งไปชั่วขณะ แล้วจ่าแคล้วก็หยิบเช็คแผ่นนั้นขึ้นมาพับใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ เสี่ยหมงยิ้มดีใจที่จ่าแคล้วยอมรับความช่วยเหลือของตน
    "ขอบคุณเสี่ยมาก เรื่องการใช้คืนผมพร้อมเมื่อไหร่จะมาหาเสี่ย"
    "เออ...เออ...สบายใจนะจ่า อั๊วคิดว่าสองหมื่นห้าพันบาทน่าจะพอนะจ่า"
     จ่าแคล้วบอกลาเสี่ยหมงรีบกลับไปที่บ้าน ถึงบ้านพอก้าวขึ้นบันไดลูกสาวก็ออกมาจากห้องพอดี เห็นพ่อก็หยุดชะงักแล้วถามว่า
    "วันนี้ ทำไมพ่อกลับบ้านเร็ว"
    "ก็ยังไม่ได้ไปทำงาน"
     ตอบลูกสาวแล้วก็นั่งลงตรงม้ายาวบนระเบียงบ้าน
    "จ่ากองเขาจัดให้พ่อเป็นสายตรวจเขตอำเภอเมืองเข้าเวรเที่ยงวันนี้"
    "อีกสี่วันแขจะต้องเดินทางแล้วนะพ่อ"
    "พ่อรู้แล้ว วันนี้ตอนบ่ายๆ พ่อจะโอนเงินเข้าบัญชีให้ลูกสองหมื่นห้า ลูกไปถอนเงินออกมาเอาไปซื้อของใช้ที่จำเป็นก่อน ที่เหลือติดตัวไปเป็นค่าหอพัก ค่าลงทะเบียน นอกนั้นก็เอาไว้ใช้จนกว่าจะถึงสิ้นเดือน พ่อจะโอนเงินให้ลูกเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวทุกๆสิ้นเดือน"
     สยบแขนั่งลงกราบลงไปที่ตักของผู้เป็นพ่อ จ่าแคล้วลูบหัวลูกสาวแล้วบอกว่า
    "แข ลูกคือความภาคภูมิใจของพ่อนะลูก"
     คืนนั้น จ่าแคล้วนอนไม่หลับคิดถึงเงินที่รับมาจากเสี่ยหมง จ่าแคล้วรู้ดีว่าพ่อค้าอย่างเสี่ยหมง เขาเสียกำ...ต้องได้กอบ หาไม่คงไม่ยอมให้เงินมาอย่างง่ายๆ เงินตั้งสองหมื่นห้าพันบาท มันไม่ใช่น้อยมิหนำซ้ำยังบอกว่าไม่ต้องคืนก็ได้ เสี่ยหมงต้องการอะไร เขาพอจะเดาได้

    เช้าวันรุ่งขึ้น จ่าแคล้วเดินเข้าไปในร้านขายทองเห็นเสี่ยหมงกำลังคุมลูกจ้างทำความสะอาดบริเวณหน้าร้าน พอหันไปเห็นจ่าแคล้วเดินเข้ามาในร้านก็ทักขึ้นก่อน
    "จ่า...ออกเวรแล้วหรือ"
    "ยัง แต่ผมอยากมากินกาแฟกับเสี่ย"
    "แหมเหมาะเลย ไปนั่งที่หลังร้านกันดีกว่า"
     เสี่ยหมงเดินนำหน้าพาจ่าแคล้วเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารบริเวณหลังร้าน แล้วสั่งเด็กรับใช้ให้จัดกาแฟมาสองที่
    "ลูกสาวจ่าเดินทางไปหรือยัง"
    "ยังเลย แต่ผมไม่สบายใจที่รับความช่วยเหลือจากเสี่ยมาแล้ว ไม่ได้ทำอะไรให้เสี่ยเป็นการตอบแทน มันก็ไม่สบายใจ เสี่ยช่วยทำให้ผมสบายใจสักครั้งเถอะนะ"
    "ทำอย่างไรล่ะ จ่าถึงจะได้สบายใจ"
     จ่าแคล้วไม่ตอบคำถามแต่ถอดสร้อยคอที่แขวนพระองค์ที่เสี่ยหมงอยากได้เป็นนักเป็นหนาออกมาวางตรงหน้า
    "เสี่ยครับช่วยรับพระองค์นี้ไว้ด้วยเถอะ ผมเต็มใจให้เสี่ยพร้อมด้วยสร้อยเงินเส้นนี้"
     เสียหมงนิ่งอึ้งไป หยิบสร้อยคอของจ่าแคล้วขึ้นมาพิจารณาพระที่ห้อยอยู่เห็นก็จำได้ว่าเป็นองค์ๆเดียวกันกับที่ตัวเองอยากได้ มองหน้าจ่าแคล้วกิริยาท่าทางแสดงความดีใจออกมา
    "ถ้าอั๊วรับไว้จะทำให้จ่าสบายใจใช่ไหม"
    "ครับ เสี่ย"
     จ่าแคล้ว ตอบหนักแน่นเสี่ยหมงพยักหน้าแล้วหย่อนสร้อยเส้นนั้นลงในกระเป๋าเสื้อ
     "ขอบใจมากจ่า ตกลงอั๊วรับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของอั๊ว"
      จ่าแคล้วลุกขึ้นยืนบอกลาเพื่อกลับไปทำงานต่อ เสี่ยหมงเดินมาส่งที่หน้าร้าน พร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างปีติยินดี
     เช้าวันรุ่งขึ้น จ่าแคล้วเดินตรวจแถบฝั่งอาคารพาณิชย์เดินเรื่อยมาตั้งใจว่าจะข้ามถนนไปฝั่งตลาดเทศบาล จึงหยุดยืนดูผู้คนที่อยู่หน้าตลาดซึ่งมีแต่ความสับสนจอแจ
ทันใดนั้นคนที่อยู่หน้าตลาดก็แตกฮือพร้อมกับมีเสียงตะโกนว่า
    "ช่วยจับมันที มันกระตุกสร้อยฉัน"
     ร้องตะโกนพลางวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งแหวกฝูงชนข้ามถนนมาทางที่จ่าแคล้วยืนอยู่ห่างกันประมาณ ๓๐ เมตรเห็นจะได้ คนที่วิ่งตามชี้มือไปที่เด็กหนุ่มคนนั้น ร้องตะโกนให้คนช่วยจับ
    "จับมันไว้ที มันกระตุกสร้อยฉัน"
     เจ้าของสร้อยวิ่งตามมาแต่ไม่กล้าวิ่งข้ามถนน จ่าแคล้วเห็นดังนั้นจึงออกวิ่งไล่ตามคนร้ายไปทันที เมื่อเจ้าคนร้ายรู้ว่ามีคนกล้าวิ่งตามมันมามันจึงวิ่งเข้าไป ในตรอกข้างโรงหนังซึ่งตรอกนี้มันแคบมากขนาดคนเดินสวนทางกันไม่ได้ จ่าแคล้วจึงทำได้แค่วิ่งตามมันไปเพราะความแคบของตรอกมันบังคับ คนร้ายจวนจะถึงปากตรอกอีกด้านหนึ่งแล้ว จ่าแคล้วก็วิ่งตามไปอย่างกระชั้นชิด เจ้าคนร้ายมันหมุนตัวกลับมา
    "นี่แน่...เสือกตามมาได้"
     ขาดคำมีดปลายแหลมคมมีดขาววับในมือของมัน ก็เสือกพรวดออกมาตรงหน้า จ่าแคล้วเบี่ยงตัวหลบ แต่ความแคบของตรอกจึงทำได้ไม่เต็มที่ คมมีดในมือของคนร้ายจึงปาดเป็นแนวขวาง เข้าบริเวณเหนือสะดือเล็กน้อย ใบมีดบาดลึก จ่าแคล้วยกมือขึ้นกุมบาดแผลด้วยความเจ็บปวดเลือดไหลออกมาเปื้อนมือและเสื้อที่สวมใส่อยู่มันหยดลงสู่พื้นบริเวณนั้นด้วย ส่วนเจ้าคนร้ายมันวิ่งพ้นปากตรอกไปได้แล้ว
     ตูม...
     เสียงมันโดดลงไปในลำคลองซึ่งอยู่ไม่ห่างจากปากตรอกเท่าไรนัก คลองนี้เชื่อมติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอันว่าคนร้ายหนีรอดไปได้ ตำรวจที่ป้อมยามหน้าโรงหนังวิ่งตามมาสมทบ ก็ทำได้แค่นำจ่าแคล้วส่งโรงพยาบาลเท่านั้นเอง
     สยบแขกลับมาถึงบ้านรู้ว่าพ่อถูกคนร้ายแทงบาดเจ็บก็ตรงไปที่โรงพยาบาลทันที เห็นพ่อนอนอยู่บนเตียงคนไข้ก็เข้าไปกอดแล้วร้องไห้ไปพูดไป
    "พ่อ อาธนูเล่าให้แขฟังหมดแล้ว ถ้าพ่อไม่เอาพระองค์นั้นไปขายเอาเงินมาให้แขเรียน พ่อก็ไม่ต้องเจ็บตัวขนาดนี้ พระองค์นั้นอยู่กับตัวพ่อ พ่อถูกยิงยังไม่เข้าเลย แขไม่เรียนแล้วพ่อ เอาเงินไปคืนเขา เอาพระของพ่อกลับมา"
     จ่าแคล้วรอให้ลูกพูดจบเมื่อเห็นลูกคลายความเสียใจลงไปบ้างแล้ว จึงพูดกับลูกว่า
    "พ่อจะทำตามที่ลูกบอกก็ได้ แต่ลูกกลับไปบ้านไขกุญแจลิ้นชักใต้ตู้เสื้อผ้าออกมาในลิ้นชักมีห่อกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่หนึ่งห่อ ลูกเอาของในห่อกระดาษนั้นมาให้พ่อที่นี่นะลูก รีบไปตอนนี้เลย"
    "ค่ะ...ค่ะ"
     สยบแขเช็ดน้ำตาแล้วรีบกลับไปบ้านทำตามที่พ่อบอก ในห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ของพ่อมีเศษไม้เป็นชิ้นๆเล็กบ้างใหญ่บ้างแต่สยบแขก็พอจะดูออกว่าเศษไม้ ที่เห็นนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นด้ามปืนพกของพ่อมีกระดาษบันทึกข้อความสีขาวสะอาดแผ่นหนึ่ง และมีข้อความที่พ่อเขียนไว้ว่า
     ถูกคนร้ายแก๊งลักรถ ยิงที่ด่าน ๐๖ กระสุนปืนถูกด้ามปืนพกที่เอวพอดีจึงรอดตายมาได้ ตอนท้ายลงวันที่เกิดเหตุไว้ว่า ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๐
     สยบแขพับกระดาษแผ่นนั้นแล้วเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในสภาพเดิม คำสอนของพ่อผ่านเข้ามาในมโนสติ
     'เราไปห้ามความเชื่อของคนอื่นเขาไม่ได้ เขาเชื่อของเขาอย่างไรก็ต้องปล่อยให้เขาเชื่อของเขาไปอย่างนั้น คำว่าอย่าไปเชื่อ อย่านำไปบอกกับผู้อื่นมันไม่ได้ผล'