เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ. ๒๕๑๑

“วันฝนตก”

 โดย วิทยานิพนธ์

            สายฝนยังโปรยลงมาเอื่อยๆ กระจกหน้าต่างเป็นฝ้ามัวซัว ผมนั่งมองละอองน้ำเกาะตัวแล้วไหลเป็นทางบนกระจกนั้นอย่างเลื่อนลอย ปล่อยความคิดไปถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา เวลาฝนตกมักทำให้คนเราคิดถึงความหลัง อาจเป็นเพราะความเหงาและโดดเดี่ยว จึงต้องอาศัยความคิดเป็นเพื่อน ผมนั่งคิดเรื่อยเปื่อย จนไปสะดุดอยู่ที่เรื่องของเขา...แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานเป็นปีแล้ว แต่ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า ที่ผมได้ตัดสินใจทำลงไปนั้น มันเป็นหนทางที่ดีที่สุดหรือเปล่า แม้ความผิดหรือถูกจะไม่อาจหาบทสรุปได้ แต่ลึกในใจผมกลับรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรเกาะติดแน่น จนไม่อาจสลัดมันให้หลุดออกไป เรื่องมันเริ่มจากวันนั้น...วันที่ฝนตกเอื่อยๆ อย่างวันนี้...

 

             “ไปๅ...อย่ามายืนเกะกะหน้าร้าน”

            ขณะนั่งกินอาหาร เสียงอาแปะเจ้าของร้านตวาดไล่ใครสักคนดังขึ้น ผมหันไปมอง เห็นเด็กผู้ชายอายุประมาณสิบกว่าขวบ สภาพภายนอกของเขา คนที่พบเห็นทั่วไปคงเข้าใจตรงกันว่าเป็นเด็กจรจัด ผมเข้าใจว่าเขาคงเอาแต่ยืนจ้องมองไก่ต้มมันเยิ้มที่แขวนอยู่ในตู้หน้าร้านจนเพลิน จึงถูกอาแปะไล่เอา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมเกิดรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาจับใจ ผมรีบจ่ายเงินค่าข้าวแล้วลุกออกเดินตามเขาทันที

             “น้องๆ”

            ผมเรียกขณะตามเขาเกือบทัน เขาหยุดแล้วหันมา ดวงตากลมโตฉายแววสงสัย

             “หิวข้าวหรือเปล่า”

            ผมถาม เขาพยักหน้าอย่างไม่ค่อยวางใจ

             “ไป...พี่จะพาไปกิน”        

            เขามองผมนิ่งอยุ่สักครู่เหมือนกำลังชั่งใจ แต่อาจด้วยความหิว ความระแวงคนแปลกหน้าจึงต้องพ่ายแพ้ ผมพาเขาเข้าร้านใกล้ๆ แถวนั้น

            ถึงร้านผมบอกให้เขาสั่งอาหารที่อยากกินตามสบาย ส่วนผมสั่งเพียงน้ำขวด เมื่ออาหารมาถึงเขาจัดการกับมันอย่างหิวกระหาย แต่เขาก็กินได้หมดแล้วลูบคลำท้องด้วยความอิ่มเอม ถึงตอนนี้ผมเริ่มสังเกตเขาอย่างจริงจัง เขาเป็นเด็กที่จัดว่าหน้าตาดี เพียงแต่ถูกฉาบไว้ด้วยคราบมอมแมมภายนอก ผมเริ่มค่อยๆ ถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเขา เขาเล่าให้ฟังว่า เขาไม่มีพ่อแม่ อาศัยศาลเจ้าแถวนั้นนอบ้าง กินเครื่องเซ่นที่คนดูแลศาลแบ่งให้บ้าง เสื้อผ้าก็อาศัยของที่คนไปบริจาคที่ศาล แต่บางครั้งเมื่ออยากได้เงิน เขาก็ออกเที่ยวขอผู้คนเอาดื้อๆ เหมือนกัน ผมฟังเรื่องราวของเขาด้วยความรันทด อาจด้วยความที่ผมเคยเป็นเด็กวัดมาก่อน ผมจึงไม่เคยนึกรังเกียจเด็กจรจัดที่ไหน และยิ่งสำหรับเขา คล้ายเคยทำบุญร่วมชาติกันมาแต่ปางก่อน ผมรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก

            ก่อนที่เราจะแยกจากกัน ผมให้เงินเขาไว้อีกห้าสิบบาท เขากล่าวขอบคุณผม ความระแวงในสายตาเริ่มหดหาย ผมบอกเขาอีกว่า ให้เอาไว้ซื้อข้าวกิน อย่าเอาไปใช้ในทางที่ไม่มีประโยชน์ เพราะผมเคยรู้มาว่ามีเด็กจรจัดหลายคนพอขอเงินมาได้ก็เอาไปเล่นเกมส์ตู้ หรือไม่ก็บุหรี่ และที่หนักข้อก็คือยาเสพติด!

 

            วันรุ่งขึ้น ผมพบเขาอีก เขามาเดินแกร่วๆ อยู่แถวนั้นเอง ผมจึงพาเขาไปกินข้าว ถึงตอนนี้เขามีความไว้วางใจผมมากขึ้น เขาเริ่มพูดคุยสนุกสนาน แม้บางถ้อยคำจะจัดจ้าน และแก่แดด หรือบางทีก็กร้าวร้าว แต่ดูแล้วลึกๆ ของเขาก็เป็นเด็กที่รักดีและมีความใฝ่ฝัน เขาสรรหาเรื่องมาพูดคุยได้มากมาย บางทีแง่มุมผมไม่เคยรู้เห็นมาก่อน บางแง่มุมก็โลดโผนอย่างไม่น่าเชื่อ เราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายตอนที่เราจะจากกัน เขาก็ออกปากกับผมว่า

             “ขอผมไปอยู่กับพี่ได้ไหม”

            ผมตกใจ มองหน้าเขานิ่ง หลังจากคิดอย่างรอบคอบอยู่สักพัก ผมก็บอกกับเขา

             “ผมไม่ได้หรอก พี่อยู่กับแฟน”

            ผมบอกเขาทั้งที่ผมอยู่คนเดียว ดูเขาผิดหวังมาก แต่ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะออกมาอย่างนี้ ผมลองถามตัวเองว่รถ้าลองเลี้ยงเขาสักคนจะไหวไหม? ความจริงแล้วก็คงไหว แต่...ผมกลับกลัวสิ่งที่จะตามมาภายหลัง ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ามันจะดีร้ายอย่างไร อาจเป็นด้วยเรายังรู้จักกันน้อยไป ผมจึงได้แต่ปลอบใจเขาไปพลางๆ

             “รออีกสักระยะนะ ไว้ให้พี่ตัดการอะไรๆ เรียบร้อยก่อน”

            ผมพูดไปทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ไอ้อะไรๆ ของผมมันคืออะไร

           

            เย็นวันต่อมา เสียงโทรศัพท์ในห้องพักผมดังขึ้น ผมรีบรับสาย มีเสียงใสๆ ของโอปเรเตอร์อพาร์ทเม้นต์กรอกมา

             “มีเด็กผู้ชายมารอพบอยู่ข้างล่างค่ะ”

             “พบผมเหรอ” ผมถามอย่างงงๆ

             “ค่ะ”

             “เด็กที่ไหน...ไม่ผิดห้องนะครับ” ผมถามไปอีก

             “นั่นคุณชาญวิทย์รึเปล่าคะ

             “ครับใช่”

             “งั้นก็ไม่ผิดค่ะ”

             “ขอบคุณมากครับ”

            ผมวางหูโทรศัพท์ พร้อมความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา

            เป็นไปได้หรือ? แต่ก็ไม่มีใครอื่นนี่...แล้วเขามาได้อย่างไร?

            ผมรีบแต่งตัวแล้วลงไปข้างล่าง เป็นเด็กคนนั้นจริงๆ

             “มาได้ยังไงเนี่ยผมถามเขาอย่างประหลาดใจ เห็นเขายิ้มแฉ่ง

             “ผมก็ตามพี่มา ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่กล้าเข้ามา วันนี้ผมก็ตามมาอีก”

            เขาบอกเร็วปร๋อหน้าระรื่น ผมพาเขาไปนั่งที่เก้าอี้ยาวสำหรับบุคคลภายนอก เราพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน แล้วความรู้สึกก็บอกผมให้รู้ว่า วันนี้เขาคงไม่กลับแน่ๆ เขาคงต้องมาขออยู่กับผมอย่างที่เคยบอกไว้ ถึงตอนนี้ผมเริ่มอึดอัดและหาหนทางออก ความคิดหนึ่งก็กลัวเขาจะเสียใจ แต่อีกความคิดหนึ่งบอกผมให้รีบตัดปัญหาที่จะตามมาเสียให้เด็ดขาด ผมจึงพูดกับเขา

             “พี่บอกแล้วว่าพี่อยู่กับแฟน ตอนนี้แฟนพี่ก็ยังอยู่ข้างบน” ผมยกเมฆหน้าตาย

             “ห้องพี่คับแคบมันไม่สะดวก เอาไว้ให้พี่อยู่ที่ๆ มันกว้างขวางกว่านี้สักหน่อย”

            ผมพูดไปทั้งที่รู้ว่ามันอาจเป็นสัญญาผูกมัดตัวเอง แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือทางออกเดียว

             “แล้วเมื่อไหร่

            เขาถามด้วยใบหน้าเศร้าๆ ทำให้ผมรู้สึกหดหู่กับภาพที่เห็น

             “คงไม่นานหรอก”

            ผมบอกทั้งที่คิดว่าวันนั้นคงไม่มี แต่การให้ความหวังแบบลมๆ แล้งๆ แก่เขาคงพอแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้ เพื่อที่ผมจะได้คิดหาหนทางสำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เด็ดขาดในที่สุด

 

            ช่วงนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนแทบทุกวัน เวลาฝนตกสรรพเสียงต่างๆ จะถูกกลมกลืนไปกับเสียงฝน ทำให้ความรู้สึกของผมสงบนิ่งและมีสมาธิ ผมมักติดงานออกแบบโฆษณาได้ดีในวันที่มีฝนตก หลังจากนั่งคิดงานจนใกล้เที่ยง ผมก็นึกขึ้นได้ว่ามีนัดกินข้าวมื้อเที่ยงกับแฟนซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายขาย ผมจึงลองโทร.ไปย้ำเธออีกครั้ง

             “มีอะไรเหรอ” เสียงเธอหรอกมาตามสาย

             “นัดมื้อเที่ยงไง ไม่ลืมนะครับ” ผมบอก

             “คงไปไม่ได้แล้ว” เธอตอบกลับมาเสียงห้วนๆ

             “ทำไมล่ะครับผมถามอย่างงงๆ เพราะเธอไม่เคยทำลายนัดง่ายๆ อย่างนี้

             “มีงานด่วน” เธอบอกเสียงเดิม

             “งานอะไรผมรีบถาม

             “มีแล้วกันน่า...แค่นี้นะ”

            แล้วเธอก็วางหู ทำให้ผมวุ่นวายใจอย่างหนัก ฟังจากน้ำเสียงเหมือนเธอจะโกรธผม แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเธอจะมาโกรธผมเรื่องอะไร หลังจากคิดหน้าคิดหลังอยู่สักพัก เมื่อแน่ใจว่าก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีเรื่องผิดใจกัน ผมจึงคว้าโทรศัพท์ต่อสายถึงเธออีกครั้ง

             “สวัสดีค่ะ ฝ่ายขายค่ะ” เสียงเธอกรอกมา

             “คุณโกรธอะไรผมหรือเปล่าผมถามเธอทันควัน

             “ไม่มีอะไรนี่” เธอตอบเสียงห้วนๆ เหมือนเดิม

             “ไม่โกรธแล้วทำไมเป็นอย่างนี้”

             “ก็ไม่เห็นเป็นอะไร” เธอว่าอีก

             “แล้วทำไมไม่ไปทานข้าวกับผม”

             “ก็บอกว่ามีงานด่วน”

             “สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”

             “ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม? งั้นแค่นี้นะ”

            เธอวางหู ผมปวดแปลบเข้าไปในหัวใจ เรื่องนี้มันผิดปกติแน่ๆ เธอไม่เคยมีท่าทีอย่างนี้กับผมมาก่อน หลังจากคิดวุ่นวายจนไม่เป็นอันทำอะไรสักพักผมพรวดพราดออกจากห้องตรงไปยังห้องทำงานของเธอทันที

             “ขอผมคุยด้วยหน่อยได้ไหม

            ผมบอกเธอเสียงราบเรียบ เพราะเกรงใจเพื่อนโต๊ะข้างๆ สามสี่คนของเธอ เธอนิ่งสักครู่ เแล้วจึงเดินตามผมออกมานอกห้อง เมื่อปิดประตูตามหลัง ผมรุกเธอทันที

             “มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ

            เธอยืนนิ่งไม่มองหน้าผม ทำให้ผมอึดอัดหนัก

             “ถ้าไม่พูดกันแล้วจะรู้เรื่องหรือเปล่า” ผมถาม เธอยังคงเงียบ ทำให้ผมยิ่งว้าวุ่น

             “นี่ผมทำอะไรผิด” ผมยังรุกเธอไม่หยุด

            หลังจากเอาแต่นิ่ง ในที่สุดเธอก็ยอมพูดออกมา

             “ทำอะไรไว้ แล้วยังจะมาถามคนอื่นอีก”

            เธอพูดเสียงเครือเหมือนจะร้องไห้

             “หมายความว่าไงผมถามอย่างงงๆ

             “แล้วไปทำอะไรไว้ล่ะ

            เธอมองหน้าผม ขณะนี้สองตาเธอพร่าพรายด้วยหยาดน้ำตา หลังจากคาดคั้นเอาความจากเธอจนเหนื่อยอ่อน ผมก็ได้เข้าใจว่า เธอโกรธผมเพราะผมมีลูกเมียแล้วยังไปหลอกเธออีก นั่นยิ่งทำให้ผมมึนงงหนัก ผมถามเธอว่า เธอไปรู้มาจากไหน เรื่องผมมีลูกเมียแล้ว สุดท้ายเธอจึงยอมเล่าให้ผมฟังว่า วันก่อนมีเด็กผู้ชายมาที่บริษัท ถามหาผม และบอกด้วยว่าเป็นลูกของผม แต่บังเอิญวันนั้นผมไม่อยู่ ออกไปพรีเซนต์งานให้บริษัทข้างนอก ฟังครั้งแรกผมมึนงงและสับสน แต่หลังจากคิดทบทวนเหตุการณ์อยู่สักพัก ผมก็คิดถึง...เขา เพราะคงไม่มีใครอื่น แต่...เขารู้จักที่ทำงานของผมได้อย่างไร?

            กว่าจะพูดจาทำความเข้าใจกับเธอได้ ก็เล่นเอาผมเหนื่อยอ่อน สุดท้ายเธอยอมไปกินข้าวกับผม โดยมีข้อแม้ว่า ผมต้องหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

            เย็นวันนั้นผมพบกับเขาอีก ผมพูดกับเขาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และเขาก็ยอมรับว่าได้ไปหาผมจริง ด้วยความเดือดดาน ผมไม่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปที่ทำงานของผมได้อย่างไร เพราะผมรู้ว่าเขาทำอะไรได้เกินเด็กเสมอ เขาเก่งจนผมเริ่มกลัว! ผมถามเขา

             “ทำไมพูดอย่างนั้น บอกว่าเป็นลูกของพี่ได้ยังไง

            อาจด้วยเสียงที่ดุดันจากอารมณ์อันเดือดพล่านของผม ทำให้เขาหน้าเจื่อนอย่างรู้สึกผิด เขาพูดออกมาด้วยเสียงเศร้าๆ

             “ผมอยากเป็นลูกพี่ ผมอยากอยู่กับพี่”

            ก้อนสะอื้นวิ่งขึ้นมาจุกลำคอของผมจนหายใจติดขัด ความสะท้านสะท้อนแล่นแปลบเข้าหัวใจ ผมมองใบหน้าที่ก้มนิ่งของเขาอย่างรันทด

 

            หลังจากวันนั้น ผมเริ่มมองหางานใหม่ ผมไปติดต่อกับบริษัทที่คุ้นเคยสองสามแห่ง และในไม่ช้าคงมีสักแห่งตอบรับ เมื่อถึงวันนั้นผมก็จะได้ย้ายที่ทำงานพร้อมกับขนของออกจากอพาร์ทเม้นท์ทันที!!