เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ. ๒๕๐๙

"แก้วใส"

โดย พนมพร

            ฟ้ามืดครึ้ม สายฝนโปรยปรายไม่ขาดสายตั้งแต่เช้า แรงบ้าง...แผ่วบ้าง...สลับกันเป็นช่วงๆ ...คล้ายจังหวะดนตรี จนถึงเที่ยงยังไม่มีท่าทีจะสร่างซา ฉันตัดสินใจจอดรถลงข้างทาง เดินฝ่าละอองฝนอย่างไม่รีรอไปยังไปรษณีย์ที่อยู่ถัดไป ๒ ช่วงตึก...ฉันต้องรีบส่งการ์ดอวยพรถึงมือของแก้วใสก่อนวันผ่าตัด

            แก้วใส...ฉันกำลังคิดถึงเด็กสาวที่ใสราวกับแก้วเจียระไนชั้นดี รูปร่างโปร่งบาง น่ารัก ดวงตาซื่อบริสุทธิ์กับรอยยิ้มจริงใจของเธอ ต้องยกนิ้วให้พี่อรแม่ของแก้วใสที่เลือกชื่อเหมาะกับตัวนัก เรื่องราวของเธออยู่ในความทรงจำของฉันเสมอ

            นานทีฉันจะได้พบหน้าแก้วใสสักครั้ง แม้กระนั้นข่าวคราวของเธอที่ได้ยินจากปากของพี่อรล้วนเป็นเรื่องดีๆ น่าชื่นชมนัก เช่นว่า เธอเป็นลูกที่อยู่ในโอวาท เป็นเด็กขยันเรียน สอบได้คะแนนดี เข้ามหาวิทยาลัยเป็นสาวอักษรอย่างที่ตั้งใจ และก็เป็นนักเรียนทุนไปเรียนปริญญาโทต่อ...ล้วนเป็นข่าวน่าปลื้มทั้งนั้น

            ช่วงหลังเรียนจบปริญญาโทกลับมา ฉันมีโอกาสได้พบกับแก้วใสมากขึ้น เมื่อหลานโทร.มาขอคำปรึกษาในเรื่องของงาน แก้วใสมีความตั้งใจที่หางานให้ตรงกับวิชาที่ร่ำเรียนมา แม้จะยากสักหน่อยในยุคเศรษฐกิจถดถอยอย่างทุกวันนี้ ซึ่งหลายคนมองว่าทำงานอะไรก็ได้ไปก่อน งานไม่มีให้เลือกมากนัก

            แต่แก้วใสไม่ได้คิดอย่างนั้น กลับมานะสมัครงานด้วยตัวเอง หลายต่อหลายครั้งที่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุว่าขาดประสบการณ์ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ

            เธอม่ข่าวดีมาแจ้งแก่ฉันในวันหนึ่ง ด้วยดวงตาที่ฉายแววแห่งความสุข

             “อานิจ๋า เขารับแก้วเข้าทำงานแล้ว”

             “ดีจัง ทำงานที่ไหน แล้วได้งานตรงกับที่อยากทำหรือเปล่าคะ” ฉันพลอยตื่นเต้นไปด้วย

             “ตรงค่ะ แก้วสอบสัมภาษณ์ได้เอง คัดเลือกจากคนสมัครหลายสิบคน เงินเดือนก็ดี แถมยังใกล้บ้านด้วย”

             “ดีใจด้วยนะหลาน คงต้องฉลองกันหน่อยแล้วนะ”

             “เงินเดือนเดือนแรก แก้วจะเลี้ยงเอามื้อหนึ่ง”

             “แน่นะ อาจะเตรียมตัวไว้” เราหัวเราะให้กัน แก้วใสวางแผนสำหรับตัวเองว่า

             “แก้วจะตั้งใจทำงาน เรียนรู้งาน และก็ใช้เวลาค้นหาตัวเองว่า รักงานนี้มั้ย ตัวเองเหมาะกับงานอะไร”

            ฉันแอบนึกชมอยู่ในใจว่า แก้วใสช่างมีความคิดความอ่านที่แตกต่างจากเด็กในวัยเดียวกันอีกหลายคน ที่ทำงานไปวันๆ โดยหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า ชอบอะไรหรืออยากทำงานอะไร

            พอเริ่มมีเงินเดือนเป็นของตัวเองไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ แก้วใสมักชวนฉันไปจับจ่ายซื้อของกันในวันหยุด แหล่งโปรดของเราก็ที่เจเจหรือสวนจตุจักร เธอเด็กช่างเลือกช่างสะสม เธอมีพรสวรรค์ในการเลือกของใช้กระจุกกระจิก เธอสนุกสนานในการเลือกซื้อของที่ราคาไม่แพงจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นแจกันใบเท่ห์ ถ้วยโถโอชามลวดลายแปลกของประดับบ้านแบบเก๋ หรือต้นไม้ไทยหอมๆ เราขนซื้อกลับมามากมายทุกครั้ง แล้วแก้วใสจะนำไปตกแต่งในห้องส่วนตัวของเธอ จัดวางได้อย่างน่ารักและเหมาะเจาะ จากนั้นก็จะชวนฉันไปชมผลงานการตกแต่งของเธอ

 

             “อานิจ๋า วันนี้แก้วรู้สึกไม่สบายคะ ไม่อยากออกไปไหนจ้า”

            ฉันนึกถึงคำพูดของแก้วใสในเสาร์หนึ่งปลายปีที่ผ่านมา

             “เป็นอะไรไปคะ ไหนให้อาดูหน่อยสิ...ว่าเป็นอะไร”

             “ดูสิคะ เหงือกบวมไปหมด ไม่รู้เป็นอะไร”

            ฉันมองหน้าของแก้วใสเต็มตา แล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นแก้มซ้ายของเธอบวมไปข้างหนึ่ง “เจ็บมั้ยจ๊ะฉันถามด้วยความห่วงใย

             “ไม่เจ็บเท่าไรจ้ะ”

            เธอส่ายหน้า ลูกแก้วกลมดำขลับกลางนัยน์ตาตัดกับสีขาวรอบๆ ตา เป็นสิ่งที่ชวนมองอย่างไม่เบื่อ วันนี้กลับดูเศร้าสร้อยไม่แช่มชื่นเหมือนทุกครั้ง

             “แก้วให้แม่พาไปตรวจเสียนะหลาน นัดหมอหรือยัง

             “แม่ได้พาไปตรวจกับหมอฟันที่รักษาอยู่ หมอก็บอกว่าฟันไม่เป็นไร”

             “ถ้างั้นก็ลองไปเอ็กซเรย์ดู อาเคยมีปัญหาเหงือกบวมหาสาเหตุไม่พบ พอเอ็กซเรย์ดู ถึงจะรู้ว่ารากฟันเป็นหนอง สุดท้ายต้องโดนถอนฟันทิ้งไปซี่หนึ่ง ฉันพูด ยังรู้สึกเสียดายฟันซี่นั้นไม่หาย

             “แต่แก้วรู้สึกหวั่นๆ ยังไงไม่รู้ กลัวว่าจะเป็นมากกว่านี้”

             “โธ่เอ๊ย เด็กน้อย ไม่มีอะไรหรอก” ฉันหัวเราะกับความคิดแบบเด็กๆ ที่กลัวหมออยู่ร่ำไป

            แก้วใสเป็นเด็กค่อนข้างพร้อม ด้วยเธอเกิดอยู่ในตระกูลเก่าแก่ อบอุ่นด้วยความรักของพ่อและแม่ แวดล้อมด้วยบริวาร มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นเป็นสิ่งดีที่หายากยิ่งในสังคมทุกวันนี้

             “แล้วผลการตรวจเป็นยังไง อย่าลืมโทร.บอกอาด้วยนะจ๊ะ” ฉันกำชับ

            ข่าวคราวของแก้วใสห่างหายไป ฉันเองก็มัวแต่วุ่นวายอยู่กับงานของตัวเองจนแทบจะแยกไม่ออก พอว่างขึ้นมาก็รีบโทรศัพท์ไปถามข่าวคราวของแก้วใส

             “ไปหาหมอแล้ว ไปเอ็กซเรย์แล้ว แต่ยังไม่รู้ผล พี่รู้สึกห่วงจัง” พี่อรบอก

             “คงไม่มีอะไรมั้งฉันปลอบให้สบายใจ แล้วก็ชวนคุยเรื่องอื่น

 

            ฉันโทรศัพท์ไปที่คอนโดมิเนียมอีกครั้งหลังจากทิ้งห่างไปสองอาทิตย์ เสียงผู้ชายรับสาย “คุณผู้หญิงไม่อยู่ครับ ไปอเมริกากันทั้งบ้าน”

             “ไปเที่ยวหรือธุระ ไม่เห็นบอกกล่าวกันบ้าง” ฉันอดแปลกใจไม่ได้

             “พาคุณแก้วไปรักษาตัวครับ”

             “เหรอ...แล้วจะกลับเมื่อไร”

             “ปลายปีครับ คุณแก้วถึงจะกลับบ้านได้” ฉันตกใจที่ได้ยิน อะไรกัน...นี่เพิ่งจะเดือนมกราคม ใช้เวลารักษาเกือบปีหรือนี่ แสดงว่าอาการป่วยของแก้วใสต้องหนักพอดู

             “ฉันพอจะคุยกับใครได้บ้าง”

             “เห็นว่าคุณผู้หญิงจะกลับบ้านอาทิตย์หน้า กลับมาคนเดียว มาเก็บของและทำธุระครับ”

             “ไม่เป็นไร ฉันจะโทร.มาใหม่”

            ฉันใจจดใจจ่อรอให้ถึงอาทิตย์หน้าเร็วๆ โทรศัพท์เข้าไปเช็คข่าวคราวเสียหลายรอบ จนได้พบกับพี่อร ข่าวไม่ดีจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวที่น่ารักอย่างแก้วใส

 

             “ผลเอ็กซเรย์พบว่าลูกแก้วเป็นมะเร็งที่กระดูกกรามจ้า”

            เสียงของพี่อรขาดหายไปเป็นช่วงๆ นี่เองเป็นสาเหตุให้ต้องรีบเดินทางไปต่างประเทศกระทันหัน แม้จะเตรียมใจมาแล้วบ้าง ฉันก็ยังตกใจไม่น้อยที่ได้ยินข่าวน่าเศร้าอย่างนี้

             “นิรู้มั้ย โรคนี้หมอในเมืองไทยยังไม่มีความเชี่ยวชาญพอ หมอระรินทรแนะนำให้พี่พาลูกไปรักษาที่เมดิสัน แคนเซอร์ ในฮูสตัน ซึ่งเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคมะเร็งโดยเฉพาะ เราก็ต้องรีบเดินทางโดยด่วน”

             “แล้ว...เป็นยังไงบ้างคะ หมอที่นั่นว่ายังไง”

             “ดร.ออง ผู้อำนวยการของเมดิสัน ได้ตรวจลูกแก้วอย่างรายละเอียด และประชุมเครียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคน เขาสรุปว่า Case อย่างนี้พบน้อยมาก อาจจะถือเป็น Case ที่ซีเรียสมากของเขาเหมือนกัน แต่เขาก็จะพยายามรักษาให้ดีที่สุด

            พี่อรอธิบายให้ฉันฟังว่า โรคที่แก้วใสเป็นเรียกชื่อว่า Osteosacoma หรือมะเร็งที่กระดูกกราม เป็นโรคที่พบน้อยมาก และการรักษาค่อนข้างยาก แม้ว่าเมดิสัน แคนเซอร์ เซ็นเตอร์จะเป็นสถาบันมะเร็งที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็ยังเคยรักษาผู้ป่วยโรคนี้มาเพียงไม่กี่รายเท่านั้น วิธีรักษามะเร็งที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็ยังเคยรักษาผู้ป่วยโรคนี้มาเพียงไม่กี่รายเท่านั้น วิธีรักษามะเร็งที่กระดูกจะต้องผ่าตัดและใช้คลีโมบำบัดไปควบคู่กัน การใช้คลีโมบำบัดเป็นเรื่องทุกข์ทั้งกายและใจของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งทั้งหลาย ยานี้จะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายก็จริง แต่ก็ทำลายสิ่งดีๆ ของร่างกายของคนป่วยไปด้วย ทำให้ร่างกายทรุดโทรมลง

            ส่วนการผ่าตัดกรามฟังดูแล้วน่าใจหาย คือ ต้องผ่าที่บริเวณใต้ตามายังจมูกแล้วโค้งตามร่องปากจนจรดคาง จึงจะตัดเอากระดูกส่วนที่เป็นโรคร้ายออกมาได้ งานนี้ต้องเกี่ยวข้องกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ทั้งหมอรักษามะเร็ง หมอผ่าตัด ทันตแพทย์ รวมถึงหมอศัลยกรรม การผ่าตัดครั้งนี้อาจจะทำให้กระดูกโพรงหน้าและกระพุ้งแก้มถูกตัดออกไป จึงต้องทำศัลยกรรมเพื่อรักษาโครงหน้าให้ใกล้เคียงกับใบหน้าเดิมมากที่สุด กว่าจะหายดีจนกลับบ้านได้ก็คงใช้เวลาเกือบปี แม้ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะสูงเพียงไร ก็ไม่เท่ากับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่แก้วใสจะได้รับ

            พี่อรและคุณนรรถเลือกเช่าบ้านพักอยู่ใกลๆ เมดิสัน แคนเซอร์ เซนเตอร์ เพื่อสะดวกในการเดินทางพาแก้วใสไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน มีการเจาะเลือดและเช็คร่างกายไม่เว้นแต่ละวัน คณะแพทย์สรุปผลการประชุมแล้วว่า ควรทำคลีโมบำบัด่อน เพื่อหยุดการเจริญของโรคร้าย แล้วจึงทำการผ่าตัดครั้งสำคัญ

            ระหว่าองยู่ในระยะคีโมบำบัด แต่ละครั้งที่รับคลีโมเข้าไป ร่างกายของแก้วใสจะทรุดโทรมลงตามลำดับ เมื่อบำบัดครั้งที่สาม ก็พบว่าเม็ดเลือดแดงของเธอลดลง จนต้องให้เลือดกันยกใหญ่

             “ลูกแก้วในน่าสงสารมากนะ” พี่อรเล่าถึงความในใจพร้อมน้ำตา เมื่อเราได้พบหน้ากัน

             “เวลาลูกแก้วเผลอ ท่าทางเหม่อลอย หน้าเศร้าเหลือเกินจนพี่ใจหาย กลัวว่าลูกแก้วจะไม่เข้มแข็งพอที่จะ...”

            เสียงของพี่อรขาดหายเข้าไปในลำคอ พี่อรอำลังร้องไห้ พี่อรก็เหมือนแม่ทั่วไป ทุกข์ของลูกก็หนักเท่าทุกข์ของตัว หรืออาจจะมากกว่าเสียอีก ระหว่างสองสัปดาห์ที่พี่อรกลับมา ฉันจึงเป็นเพื่อนพี่อรไปทำบุญไหว้พระหลายวัด ทั้งอธิษฐานจิตทั้งบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง นอกจากนี้ยังไปสะเดาะเคราะห์ปล่อยสัตว์ต่างๆ ทั้งปลาไหล ปลาหมอ เต่า หอยขม รวมทั้งทำบุญโลงศพด้วย

 

            ฉันพลอยแบกทุกข์ของพี่อรและแก้วใสไว้เต็มบ่า ความทุกข์ถมเข้ามาเต็มหัวใจ ความรู้สึกของฉันแย่เอามากๆ ฉันคิดทบทวนวนไปมาอย่างหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมครอบครัวดีๆ ต้องมาเผชิญกับทุกข์แบบนี้ แก้วใสผู้ไม่เคยทำร้ายใคร ทำไมจึงเกิดโรคร้ายนี้ขึ้นมา ฉันเกิดความรู้สึกหมองเศร้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จนต้องนำจุดนี้มาทบทวนในการปฏิบัติธรรมของฉัน ฉันพยายามใช้ปัญญาพิจารณาจุดนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

            คืนหนึ่ง ขณะกำลังสวดมนต์ภาวนาว่า “เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจัดทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจักเป็นทายาท คือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป

            ฉันหยิบกรรมนี้ขึ้นพิจารณา กรรมดีที่มีอยู่ทำให้ได้เกิดมาในชาติตระกูลที่ดี มีชีวิตที่สุขสบาย มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ในอดีตชาติที่เวียนว่ายผ่านมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ไม่มีใครตอบได้ว่า...ได้ทำกรรมอันใดมาบ้าง...แล้ววิบากกรรมจะตามมาทันเมื่อไร...นี่คงเป็นกรรมเก่าที่แก้วใสเคยได้ทำมาในภพชาติอดีต เจ้ากรรมนายเวรกำลังมาทวงคืน

            พี่อรและคุณนรรถเองก็คงร่วมอยู่ในกรรมเดียวกัน จึงต้องแบกความทุกข์อยู่ร่วมกันขณะนี้ ฉันเองก็เช่นกันไม่รู้ว่าวันใดจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ธรรมะเท่านั้นคือแสงสว่างเดียว และเป็นหลักใจอันสูงสุด คำตอบปรากฏขึ้นในจิตใจของฉัน

            ฉันเลือกหนังสือสวดมนต์มอบเป็นของขวัญให้พี่อรก่อนจะเดินทางไปฮุสตัน กำชับพี่อรให้สวดมนต์ทุกคืน และขอให้แผ่เมตตาให้จงหนัก ให้เจ้ากรรมนายเวรของแก้วใสอโหสิกรรมให้เธอ และถ้าเป็นไปได้แก้วใสควรจะสวดมนต์ด้วย ขอให้เชื่อมั่นแล้วด้วยจิตบริสุทธิ์ เคราะห์กรรมจะบรรเทาเบาบางลงไป ฉันมอบหนังสือธรรมให้ไปหลายเล่ม ขอให้ใช้เวลาว่างในการอ่านให้มาก  

             “พี่กับคุณนรรถอธิษฐานขอบวชชีพราหมณ์เมื่อลูกหาย” ฉันฟังแล้วก็ได้อนุโมทนาด้วย และย้ำซ้ำๆ กับพี่อรว่า

             “ขอให้แก้วใสนึกถึงพระพุทธ และตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระให้คุ้มครอง และอธิษฐานว่าขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้ยกโทษให้ และขออโหสิกรรมด้วย ขอยักบุญกุศลที่เคยสร้างสมมาให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และเมื่อหายดีแล้ว จะขอบวชชีและศึกษาธรรม อย่าลืมนะพี่อร”

            แล้วพี่อรเดินทางกลับฮูสตัน ด้วยสัญญาว่าจะติดต่อส่งข่าวให้ฉันสม่ำเสมอทุกข์เวทนาต่างๆ ที่แก้วใสได้รับสอนใจของฉันไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท กลัวเรื่องกฎแห่งกรรม และเป็นแรงผลักดันให้ฉันเข้มแข็งในการภาวนาปฏิบัติ และทุกครั้งก็จบลงด้วยการแผ่เมตตาให้แก่เจ้ากรรมนายเวร

 

            ฝนพรำติดต่อกันทุกวันเหมือนฟ้าเศร้า...ร่ำไห้ไม่รู้จักหยุดหย่อน ฉันทนกับบรรยากาศอันหดหู่อย่างนี้มานานเกือบอาทิตย์ จนถึงวันนี้...วันสำคัญที่ฉันกากบาทไว้ในปฏิทินว่า “วันผ่าตัดของแก้วใส” ฉันเป็นกังวลอยู่ในใจลึกๆ รู้ว่ายากเหลือเกินที่จะผ่านจุดนี้

            ฉันหยิบจดหมายของแก้วใสเคยเขียนถึงฉันหลายฉบับในช่วงที่ร่างกายของเธอแข็งแรงขึ้นมาอ่านซ้ำ ข้อความในจดหมายของแก้วใสที่เล่ามานั้น คลีโมบำบัดแต่ละครั้งทำให้ทุกข์ทรมานแสนสาหัส ยากที่ใครจะรับได้ แต่เธอก็สู้อย่างเข้มแข็งถึงห้าครั้ง...จนถึงวันนี้

            จดหมายฉบับสุดท้าย แก้วใสบอกฉันว่า ได้อธิษฐานจิตหน้าพระพุทธรูป เธอกำลังได้รับผลกรรมอยู่แล้วอย่างแสนสาหัส ขอให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมแก่เธอด้วย ชีวิตจากนี้ของเธอจะบำเพ็ญบุญและปฏิบัติธรรมอยู่ในพุทธศาสนาตลอดไป

            ฉันหยิบนิตยสารขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา อ่านบทความเกี่ยวกับผลการวิจัยทางการแพทย์ที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ซึ่งค้นพบว่า คนป่วยโรคเดียวกันและเข้าผ่าตัดด้วยกันนั้น ผู้หนึ่งที่มีความคิดในแง่บวก และจิตใจเข้มแข็ง หลังการผ่าตัดจะฟื้นได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่คนป่วยอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีความคิดในแง่ลบ เกิดความกลัวและขาดกำลังใจ กลับมีอาการทรุดหนักลง ฉันภาวนาขอให้แก้วใสสร้างพลังคิดในแง่บวกและทำจิตให้เข้มแข็ง

            น่าแปลกเวลาของคนมีทุกข์กลับเดินช้าจนน่าเบื่อ ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าผ่านไปอย่างยากเย็น แล้วเสียงโทรศัพท์ทางไกลก็ดังขึ้นในที่สุด ฉันรีบรับสาย...เป็นเสียงของพี่อรจริงๆ

             “แก้วใสเป็นยังไงคะพี่” ฉันรีบถาม

             “นิ การผ่าตัดของแก้วใสเรียบร้อยดี ใช้เวลาในห้องผ่าตัดนานถึงสิบสองชั่วโมง ก่อนการผ่าตัดแก้วกำลังใจเข้มแข็ง บอกพี่ว่าไม่ต้องห่วง จะไม่ยอมแพ้โรค จะอยู่กับพ่อและแม่ต่อไป พวกหมอทั้งคณะแปลกใจกันไปตามๆ เพราะว่าพอลงมือผ่าตัดจริง กลับไม่ร้ายแรงเหมือนที่ตรวจพบครั้งก่อน ไม่น่าเชื่อเหมือนปาฎิหาริย์จริงๆ อาการของแก้วใสคงดีขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ เราอาจกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ก่อนกำหนด”

            เสียงแช่มชื่นของพี่อรดังมาทางสายโทรศัพท์ หยาดน้ำตาแห่งความยินดีของฉันไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ฉันพูดได้คำเดียว “ดีใจจริงๆ ...แก้วใส”

            ข้างนอกฝนหยุดตกแล้ว ฉันมองเห็นท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นละน้อย...แล้วในที่สุดฟ้าก็สว่างกระจ่างตา...ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้