เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๐๘

รู้สึกสบายดี

“ดวงลดา”

            วามกำลังไม่สบาย...ความไม่สบายเป็นสิ่งที่ดีมาอย่างน่าเหลือเชื่อ เปล่าหรอก วามไม่ได้กำลังไข้ขึ้นสูงเสียจนพร่ำเพ้ออะไรเพี้ยนๆ อย่างนี้หรอก การเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้คนเราได้มีโอกาสนอนพักหลับตา และได้มีเวลาคิดอะไรๆ ที่เรามักจะลืมคิดเวลาที่เราสบายดี

            จริงๆ แล้ว การมาอยู่ไกลห่างบ้านคนละทวีปอย่างนี้ ความเจ็บป่วย จะกลายเป็นสิ่งที่แย่เป็นสองเท่าเลยทีเดียว ค่าที่มันพาลอ่อนแอไปทั้งกายทั้งใจ วามไปหมอมาแล้ว หมอฝรั่งที่นี่เป็นประเภทหวงยา ไม่ว่ายากินยาฉีด แม้ตัวคนไข้เองจะรู้สึกมึนซึม มีไข้สูงเสียจนไม่มีเรี่ยวแรงแค่ไหนก็ตาม ในสายตาหมอ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียเหลือเกิน ถ้าคนไข้ไม่ชักแหงแก๋ให้ดูตรงหน้า

             “ดื่มน้ำมากๆ นอนพักผ่อนมากๆ แล้วคุณจะหายเอง”

            เรื่องอย่างนี้ไม่เห็นต้องบอกเลย โธ่ ถ้าทำอย่างนั้นได้ตั้งแต่ทีแรก ก็ไม่ต้องป่วยมากจนต้องมาหาหมออย่างนี้แล้วน่ะสิ

 

            วามเป็นนักเรียนทุนให้เปล่าจากรัฐบาลออสเตรเลีย มาเรียนต่อในระดับปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีพันธะสัญญากันไว้ว่า วามต้องเรียนให้จบภายในไม่เกินสี่ปี...ปีนี้ขึ้นต้นปีที่สี่ของวาม...เป็นปีที่นักเรียนด้วยกันเท่านั้นที่รู้ว่า มันเป็นปีที่ลำบากยากเข็ญและทรมานเพียงใด ไหนจะต้องรีบทำการทดลองที่ยังคาราคาซัง ไม่รู้จะออกหัวออกก้อยของตัวเองให้เสร็จ แล้วก็มานั่งเขียนตัววิทยานิพนธ์ เรียงร้อยที่มาที่ไปของงานวิจัยที่ทำ เพื่อให้กรรมการอ่านรู้เรื่อง แถมต้องเชื่ออีกด้วยว่า สิ่งที่เราค้นพบแล้วเอามาเขียน เป็นงานที่ดีมีคุณค่าควรแก่ใบปริญญาไปนั่นเชียว

            ลำพัง เขียนตัววิทยานิพนธ์ในภาษาไทย ก็ไม่ง่ายอยู่แล้ว นี่ยังเป็นภาษาอังกฤษที่มีระดับความตื้นลึกอย่างที่เจ้าของภาษาเท่านั้น จึงจะทำได้ดีอีกต่างหาก มันเป็นความเครียดซ้อนความเครียดเข้าไปอีกชั้นหนึ่งเลยเชียวล่ะ

            แล้ววามก็บอกตัวเองว่า สู้ตาย...ฉันจะต้องเอาใบปริญญากลับบ้านให้ได้ ให้สมกับที่จากบ้านมาหลายปี โดยไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเลย...

            ช่วงต้นปี ประเทศซีกขั้วโลกใต้อย่างออสเตรเลีย จะมีฤดูกาลกลับกันกับชาวโลกส่วนมาก ที่นี่จึงเป็นฤดูร้อน ที่ร้อนและไร้ความชื้นได้อย่างสะใจ ถึงขั้นที่บางวันอุณหภูมิถึง ๔๐ องศาเซลเซียสเลยทีเดียว แม้จะเป็นช่วงปิดภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่วัฏจักรชีวิตการเรียนของนักเรียนระดับสูงกว่าปริญญาตรีทั้งหลาย ไม่ได้ปิดตามปฏิทินการศึกษาอย่างนั้น เรายังทำงาน และทำงาน โดยเฉพาะวาม ที่ต้องแข่งกับเวลาการใให้ทุนที่จะสิ้นสุดลงตอนปลายปี

            ในบรรดาเพื่อนๆ ทั้งหมด วามมีเพื่อนคนไทยที่ไม่ยอมร่วมชะตากรรมด้วยอย่างเรขา...เรขามีนามสกุลที่คุ้นหูในแวดวงสังคม เนื่องจากเป็นลูกสาวอธิบดีกรมอะไรสักอย่างในกระทรวงมหาดไทย เจ้าหล่อนสมองดีพอที่จะสอบชิงทุนเดียวกันกับวามมาเรียนได้โดยไม่ต้องแบมือขอเงินพ่อ แต่พอถึงยามคับขันแบบเดียวกันกับที่วามผจญอยู่ เรขาก็เพียงแต่ยักไหล่...

             “ไม่เป็นไร...ถ้าทุนหมดแล้วฉันยังไม่จบ...ป๋าก็จะส่งต่อจนจบเอง”

            เรขามองไม่เห็นว่าจะเครียดมากมายอย่างวามไปทำไม...จริงอยู่ ที่เรขาเองก็ทำงานวิจัยหนัก แต่ไม่หนักเท่าวามแน่ ตกเย็นเรขาก็พร้อมที่เผ่นโผนออกจากห้องแล็บไปเดินซื้อของในเมืองคลายร้อนแก้กลุ้ม เสาร์อาทิตย์ เรขาก็พร้อมที่จะลุกมาหอบตะกร้าไปปิคนิคทำบาร์บีคิวริมชายหาด แล้วก็เล่นน้ำเป็นที่ครึกครื้นกับเพื่อนคนอื่นๆ ขณะที่วาม ๓-๔ ทึ่ม ก็ยังอยู่ในห้องแล็บ เสาร์อาทิตย์ก็ยังหอบแซนวิชเป็นสเบียงมาโรงเรียนอีกนั่นแหละ

             “เราไม่เหมือนเร...เราก็เลยต้องรีบจบให้ทันเวลา”

            วามอธิบายถึงเหตุผลของการมีวงจรชีวิตที่ซ้ำซากเหมือนกันทุกวันของตัวเองกับเรขาเมื่อถูกเจ้าหล่อนคะยั้นคะยอให้ไปปิคนิคด้วยกันนวันหยุด เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง ก่อนที่วามจะสมองชำรุด

             “เมื่อไหร่เขียนวิทยานิพนธ์เสร็จนะ เราจะเที่ยวเสียให้ทั่วก่อนกลับก็แล้วกันน่ะเร ไม่ต้องห่วงหรอก”

            วามตัดบท แล้วก็หันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้าทำงานง่วน

 

            วามนอนดึกตื่นเช้าทุกวัน...งานของวามมีทั้งเป็นแบบ “อาร์ดแวร์” คือมาทำงานในห้องแล็บ เริ่มจากการออกแบบและสร้างเครื่องมือการทดลองที่ต้องใช้ ไม่ต้องถึงขั้น “สร้าง” จริงๆ หรอก อุปกรณ์บางตัวต้องสั่งซื้อ อุปกรณ์บางตัวต้องสั่งทำ แล้ววามก็มีหน้าที่เอาอุปกรณ์เหล่านั้นมาประกอบเข้าด้วยกันให้พร้อมที่ใช้ทดลองอะไรต่ออะไรที่วางแผนไว้ จากนั้นก็ทดลองเก็บผลมาวิเคราะห์ ทั้งวิเคราะห์แบบใช้เครื่องมือวิเคราะห์ และวิเคราะห์แบบเข้าใจมันว่า ระบบมันเกิดอะไรขึ้น แล้วก็หาทางอธิบายด้วยทฤษฎีประดามีว่า ทำไม...แต่ละขั้นตอน มีปัญหาและอุปสรรคได้ทั้งนั้น แล้ววามก็แก้ไขปัญหาไป แบบคล่องแคล่วปราดเปรียวบ้าง แบบงกๆ เงิ่นๆ บ้าง แล้วแต่สภาพจิตใจในตอนนั้น

            ส่วนงานทางด้าน “ซอฟท์แวร์” ...วามต้องแก้สมการคณิตศาสตร์บางตัวที่สอดคล้องกับการทดลองที่ทำอยู่ เพื่อที่จะดูว่า ทฤษฎีกับการปฏิบัติมันสอดคล้องกันหรือไม่ สมการอย่างนี้ ไม่ได้แก้กัน ๒-๓ บรรทัดจบ แต่แก้ด้วยการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์แล้วก็ให้เครื่องมันคิด คิด คิดให้...กว่าจะทำให้มันคิดให้เราได้ วามก็ต้องหาทางพูดคุยกับมันไม่รู้เรื่องอยู่เป็นปี...ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่วายมีเรื่องพยศให้วามปวดหัวจนต้องวิ่งไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาผู้แสนเมตตาเป็นประจำ...วามสามารถทำให้อาจารย์ต้องพลอยหมกมุ่นครุ่นคิดปัญหาเรื่องงานของวามได้ทั้งวันก็แล้วกัน...ก็มีอยู่คืนหนึ่งที่วามทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านจนดึกดื่น แล้วคิดได้ว่าควรจะตรวจเจ้ากล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเองก่อนนอนดูสักหน่อย วามก็เลยเจออี-เมลให้คำแนะนำทางแก้ปัญหาจากอาจารย์ระบุเวลาส่งตอนตี ๒ เข้าให้...ก็วามรายงานปัญหาให้อาจารย์รับทราบในตอนบ่าย...อาจารย์คงปิ๊งไอเดียทางแก้ปัญหาเอาตอนตี ๑ ตี ๒ นั่นเอง

            ...ในเมื่ออาจารย์ของวามใส่ใจงานขนาดนี้ วามจะน้อยหน้าได้อย่างไร...วามเลยยิ่งมุมานะสุดฤทธิ์สุดเดช จนเรขาเป็นห่วงสภาพสมองนั่นไงล่ะ

 

            ในช่วงการเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูร้อนมาเป็นฤดูใบไม้ร่วงระหว่างต้นเดือนเมษา ซึ่งอากาศกลับเป็นเย็นเยือกพร้อมกับลมฝนที่โปรยปราย อุณหภูมิดินฟ้าอากาศวิ่งลงต่ำจาก ๔๐ เป็น ๑๗ องศาได้อย่างหน้าตาเฉย...จึงไม่น่าแปลก ที่ไข้หวัดระบาดกันไปทั่วทั้งโรงเรียน โดยเฉพาะคนที่ไม่ระวังรักษาสุขภาพกันทั้งหลาย เช่น พวกนักเรียนปริญญาเอกอย่างวาม

 

            วามตื่นมาพร้อมกับอาการมึนซึม หัวหนักอึ้ง เนื้อตัวอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนมีช้างวิ่งผ่านสักโขลง...เท่านี้วามก็ทอดถอนใจ...ไม่มีแรงขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า วามจะแบกสังขารไปทำการทดลองที่โรงเรียนได้ไหว หัวสมองมึนงงขนาดนี้ วามก็คงไม่ต้องลุกมานั่งคุยกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเสียให้ยาก...เท่ากับวันนี้เป็นอีกวันที่สูญเปล่า...

 

            วามมองดูปฏิทินตั้งโต๊ะ...วันนี้วันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่มีประชุมเรื่องงานวิจัยกับอาจารย์เป็นประจำเสียด้วยสิ สิ่งที่แรกที่ทำก็คือ คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาดอนเมีย เพื่อนชาวเลบานอนซึ่งร่วมห้องทำงานเดียวกันที่โรงเรียน

            เช้าอย่างนี้ ดอนเนียคนขยันมาถึงโรงเรียนเรียบร้อยดังคาด

             “ฝากอาจารย์ให้ด้วย ว่าวันนี้ฉันมาโรงเรียนไม่ไหว เป็นไข้หวัดน่ะ คิดว่าพักสักวันสองวันก็คงหาย”

             “ไม่เป็นไร ฉันจะบอกให้...ขอให้หายเร็วๆ นะ พักเยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ ด้วย”

            ดอนเนียย้ำบอกให้วามนอนมากๆ ดื่มน้ำมากๆ และห้ามลุกมาทำงานอย่างเด็ดขาด ซ้ำไปมาอยู่อีกสองสามรอบก่อนวางหูไปเมื่อวามอุทธรณ์ว่าไม่มีแรงจะพูดด้วยแล้ว...

            หลังจากนอนซมอยู่อีกพักใหญ่ วามก็พยายามลุกขึ้นมา เข้าห้องน้ำ ฝืนกายฝืนใจปฏิบัติตามกิจวัตรประจำวันอย่างเคย เริ่มต้นด้วยการอาบน้ำอุ่นจัด เพียงแต่เมื่ออาบน้ำเสร็จ วามไม่ได้แต่งตัวอย่างรัดกุมเพื่อที่จะไปโรงเรียนอย่างทุกวัน...วามหยิบกางเกงขาวเลสีน้ำตาลเนื้อบางกับเสื้อยืดคอเต่าแขนยาวสีขาวตัวหลวมสวมสบายมาใส่แทน แม้อากาศข้างนอกจะเยือกเย็นและมีฝนโปรยแทบทุกวันในช่วงการเปลี่ยนฤดูกาล อากาศในห้องนอนกลับอุ่นสบาย เพราะวามเปิดเครื่องทำความร้อนในห้องในระดับพอเหมาะเอาไว้ตั้งแต่ตอนนอนเมื่อคืน...

            เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย วามก็เดินเข้าห้องครัว ครัวที่บ้านโล่งกว้างและสะอาดสะอ้านค่าที่ทั้งวาม ทั้งเพื่อนร่วมบ้านที่เป็นชาวเกาหลี ต่างก็ไม่มีเวลาจะทำกับข้าวทานเอง วันๆ หนึ่งแทบไม่เจอหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ วันนี้ก็เช่นกัน ห้องทางฝั่งเจ้าหล่อนปิดประตูเงียบเชียบ มีร่องรอยว่าเจ้าของห้องออกไปโรงเรียนก่อนวามตื่นเสียอีก

            วามต้มน้ำร้อน ชงชาสมุนไพรรสอมเปรี้ยวของกระเปาะกุหลาบ แล้วเติมน้ำผึ้งลงไป...รุ่นพี่คนหนึ่งเคยสอนให้วามดื่มชาแบบนี้วันละหลายๆ ถ้วยในเวลาที่ไม่สบาย...

            แล้ววามก็รู้สึกว่า ตัวเองคงต้องทานอาหารเช้าสักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอเกินไป...ทั้งที่ปกติแล้ว อาหารเช้าของวามคือกาแฟใส่นมสด รสขมเข้มสองถ้วยรวด ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงานอย่างคร่ำเคร่งในแต่ละวัน...

            เมื่อเปิดตู้เก็บของมองหาสิ่งที่จะมาเป็นอาหารเช้า วามก็ต้องทอดถอนใจ ค่าที่มันไม่มีอะไรที่ดูจะเหมาะกับคนไม่สบายเอาเสียเลย...โชคดี ที่บ้านหรืออันที่จริงเป็นแฟลตที่วามอยู่นั้นใกล้กับศูนย์การค้าของย่านเพียงแค่ข้ามถนน...วามหยิบเสื้อผ้าร่มอย่างที่กันได้ทั้งความหนาวและลมฝนมาสวมทับ ส่วนเจ้ากางเกงเลเนื้อบางที่วามนุ่งอยู่นั่นก็ช่างเถิด วามคิดพลางหยิบกุญแจบ้านค่อยๆ กระปลกกระเปลี้ยเดินลงบันได แล้วยังต้องพยายามวิ่งตื๋อหลบฝนข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ฝนที่นี่เย็นเยียบจนทำเอาวามสะดุ้งเมื่อโดนเนื้อตัว

            ในศูนย์การค้าเล็กๆ นี้ มีร้านขายของชาวเกาหลี ที่มีของจากบ้านเราและเพื่อนบ้านใกล้เคียงขายอยู่ด้วย วามเลือกโจ๊กซองของไทย เชื่อว่ายามนี้ไม่มีอะไรดีเท่าการได้ทานอะไรที่คุ้นลิ้น แล้วก็เดินออกมาจ่ายเงินด้านหน้า...ทันใดก็รู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียน...นี่วามอาการย่ำแย่ถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ

            วามก็เลยพาตัวเองไปหาหมอที่คลินิกเล็กๆ ในศูนย์การค้านั่นเอง...อย่างที่บอกหมอที่นี่หวงยา...หรืออันที่จริงแล้ว การฟ้องร้องหมอที่นี่เกิดขึ้นเป็นประจำเสียจนหมอไม่อยากเอาเข็มฉีดยาไปจิ้มก้นใครเขาง่ายๆ หากไม่จำเป็น วามก็เลยได้ยาแก้หวัดชนิดเดียวกับที่วามสามารถเดินเข้าไปซื้อจากร้านได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาของหมอ และไม่ต้องเสียค่าปรึกษาหมอตั้ง ๕๐ เหรียญ เพื่อให้หมอบอกในสิ่งที่วามก็รู้อยู่แล้ว

            การอยู่ที่นี่ต้องมีการประกันสุขภาพ ซึ่งเจ้าของทุนของวามเขาจ่ายให้แล้วล่ะ...ค่าปรึกษาหมอที่ว่า จึงสามารถเบิกคืนได้จากบริษัทประกันสุขภาพ...ถ้าใครไม่มีบัตรประกันสุขภาพ หมอบางคนอาจจะไม่รับตรวจก็ได้ เพราะคำถามว่าเรามีบัตรประกันสุขภาพหรือไม่ จะเป็นคำถามแรกจากหมอเลยเชียวล่ะ

            เมื่อวามกลับถึงบ้าน...จัดแจงต้มโจ๊ก ทานยา จากนั้นก็ซุกตัวลงบนที่นอนอุ่น...วามเปิดสวิตซ์เบอร์ต่ำสุดของผ้าห่มไฟฟ้าเอาไว้ทั้งคืนอยู่แล้ว ในยามอากาศเย็นเยียบ ฝนพรำ ฟ้าดูหมอง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้นอนบนที่นอนอุ่นๆ อย่างที่วามกำลังทำอยู่ วามปล่อยให้แสงไฟสีส้มจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานสว่างอยู่อย่างนั้น ด้วยรักในสีส้มสว่างเรื่อเรืองของมัน สีในโทนร้อนมีส่วนช่วยขับไล่ความหนาวเย็นในจิตใจได้เป็นอย่างดี

            วามหลับตาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย วูบหนึ่งก็รู้สึกเศร้าเหงาหงอยเสียจนน้ำตาหลั่งริน...ถ้าวามอยู่บ้านเรา วามจะไม่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างนี้เลย...แม่วามที่เป็นพยาบาลจะคอยดูแลปัดเป่าอาการป่วยให้บรรเทา จัดแจงดูแลเช็ดตัว และจัดยาให้ทาน ป้าจะยกข้าวต้มหมูสับหอมอร่อย ที่ปรุงจนเหมาะเจาะเหมาะลิ้นวามมาให้ถึงเตียง...นี่วามต้องทำเองทุกอย่าง แม้จะป่วยแสนป่วย ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง...ต้องตะเกียกตะกายฝืนตัวเองหาหยูกยามดหมอ...ต้องไปเดินหาซื้ออาหารเอามาทำเอง...ต้องดูแลตัวเองไปทุกสิ่งอัน...ไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านเราเลย...

            เพื่อไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ วามก็เลยหยิบสำเนาบทความวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งไปค้นมาจากห้องสมุดในวันก่อนขึ้นมาเปิดอ่าน...มันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของวามด้วย ที่ต้องคอยอ่านบาทความของงานในแง่คล้ายๆ กันที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เพื่อจะได้รู้ว่าใครเขาทำอะไรไปถึงไหนกันแล้ว และสิ่งที่เขาค้นพบเหมือนหรือต่างจากที่เรากำลังทำอยู่แค่ไหนอย่างไร...

            พอขมวดคิ้วอ่านไปสามสี่หน้าแล้ว วามก็รู้สึกมึนหัวมากไปกว่าเดิม ก็เลยต้องวางมือแล้วม่อยหลับไปหลังจากนั้นไม่นาน...ตัวที่เริ่มจะร้อนขึ้นมารุมๆ บวกกับอาการคัดจมูกทำให้วามนอนไม่สนิทสบาย...วามฝันอะไรต่อมิอะไรปนเปวุ่นวาย ล้วนแต่เป็นฝันร้ายเรื่องงาน...เครื่องมือพังบ้างล่ะ งานทำมาผิดพลาดบ้างล่ะ สุดท้ายต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด...

 

            วามสะดุ้งตื่นเหงื่อโซมตัว ห้องที่เคยอุ่นสบายด้วยเครื่องทำความร้อน ตอนนี้ดูเหมือนร้อนเกินไปแล้ว...วามโผเผลุกขึ้น มือคว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเช็ดตัวให้รู้สึกสบายขึ้น...แล้วก็เลยอาเจียนเสียไม่มีดี...

            วามต้องลงไปนอนเหยียดยาวกับพื้นห้องน้ำอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงด้วยไม่มีแรงเหลือเอาเสียเลย เนื้อตัวเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและน้ำในตอนต้น กลายเป็นสิ่งที่ทำให้วามต้องนอนหนาวสั่นอยู่กับพื้นห้องน้ำที่เย็นชืดในตอนนี้

            วามนอนปากคอสั่นอยู่เป็นครู่ใหญ่ หลับตาคิดไปเรื่อยเปื่อย...นี่วามจะจอดไม่ต้องแจวเอาแถวนี้หรือไงกัน...โธ่ วาม...ยังไม่ได้เที่ยวทั่วออสเตรเลียอย่างที่หมายมั่นปั้นมือเมื่อเรียนจบเลย แถมที่ทางมีตั้งเยอะแยะดันเกิดจะมาเลือกชี้แหงแก๋เอาในห้องน้ำ...อารมณ์ขันที่วามยังอุตส่าห์มีอยู่ในเวลารันทดอย่างนี้ พลอยทำให้วามนึกภาพตัวเองเป็นข่าวหน้าหนึ่ง พร้อมพาดหัวข่าว... “นร.ไทยป่วยตายอนาถในห้องน้ำ”...แหม ตอนรายงานยมบาล คงเสียเกียติประวัติน่าดู

            วามก็เลยกัดฟันลุกขึ้น เช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูอีกครั้ง จากนั้นจึงประคองตัวเองกลับมาที่เตียงได้สำเร็จ วามล้มตัวลงนอนนิ่ง...ระโหยโรยแรงไปหมด ปากคอขมขื่นเสียจนไม่อยากจะทานอะไร...ความไม่สบายนี่ช่างร้ายกาจจริงๆ มันทำให้คนเราไม่สบายได้ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะยามหลับ ยามตื่น ยามหิวหรือยายอิ่ม...และในยามอย่างนี้ คนเราไม่ได้ต้องการอะไรเลย ไม่ว่าข้าวของเงินทอง ลาภยศชื่อเสียงความสำเร็จ หรือแม้แต่ใบปริญญาที่วามอยากได้ ตอนนี้วามอยากหาย อยากสบายดี...

            เมื่อได้นอนพักอยู่เป็นครู่ใหญ่ อาการไข้ก็รู้สึกจะทุเลาลง แม้จะยังรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แต่ในแง่ความรู้สึกนั้นยังทั้งหงอย ทั้งจ๋อย เสียจนวามไม่อยากให้ทั้งบ้านเงียบงันไปอย่างนี้ มือจึงหยิบรีโมทเครื่องเสียงข้างตัวขึ้นมากดเปิดเพลงจากแผ่นซีดีที่เสียบค้างไว้ในเครื่อง

             “ร้องเถิดร้องเพลง ถ้าอยากจะร้องจงร้องไป
            ร้องเถิดร้องไห้ ถ้าได้ร้องแล้วลืมมัน
            เผลอไปรักใคร เขาไม่รักไม่ยักมัน
            แล้วก็แล้วกันบอกว่าตัวฉันสบายดี...
            ...ถนนก็สีเทา เขม่าควันพิษก็สีเทา
            หิวก็หาเอา ป่วยตัวร้อนก็นอนไว
            เหงาก็คบคน โลกสับสนมีเยอะไป
            เพลียก็ตรงไป เก็บโลกสดใสไว้บนเตียง...”

            เนื้อหาเพลงไทยจากวงโปรดของวามที่อุตส่าห์หอบหิ้วเอาแผ่นซีดีข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยนั่นเอง...วามหลับตา นอนคิดไปกับเพลง...และพลันก็รู้สึกดีขึ้น...

            การเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้คนเราได้มีโอกาสนอนพักหลับตา และได้มีเวลาคิดอะไรๆ ที่เรามักจะลืมคิดเวลาที่เราสบายดี...ไม่อย่างนั้น วามก็คงใช้เวลาหมกมุ่นครุ่นคิดอย่างคร่ำเคร่งกับเรื่องงาน งาน งาน...และทั้งหมดที่ทำไป ก็เพื่อประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับนับถือในความเก่งกาจสามารถ แล้วก็หอบใบประกาศความสามารถอันนั้นกลับไปชื่นชมยินดีกันต่อที่เมืองไทย...วามคิดว่า ตอนนั้นวามจะต้องกลายเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยทีเดียว

            นั่นทำให้วามเลือกที่จะยอมลำบากตรากตรำในวันนี้ เพื่อจะได้มีความสุขในวันหน้า...ทั้งๆ ที่บางที ความสุขจะอยู่ในวันหน้าจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้...นึกไปนึกมา วามก็นึกไปถึง ม้าแกลบที่คนขี่เอาหัวผักกาดผูกเชือกล่อให้เดินไปข้างหน้า เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักกะที...วามเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก

            ดูเอาเถิด ความต้องการของคนในยามที่แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ล้วนแต่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งยังมากมายไม่สิ้นไม่สุด แล้วยังก่อทุกข์ให้กับกายใจตัวเองไม่สิ้นไม่สุดอีกด้วยสิ...เหมือนม้าไง เดินจนเหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก เดินก้าวหนึ่ง หัวผักกาดก็ถอยห่างออกไปก้าวหนึ่ง

            ความสุขจริงแท้จึงอยู่ที่การรู้จักที่จะหยุดเดินเสียบ้าง รู้สึกที่จะทำความต้องการของตัวเองให้ง่าย ไม่ซับไม่ซ้อนอย่างที่เพลงบอกนั่นไงล่ะ...

             “...หิวก็หาเอา ป่วยตัวร้อนก็นอนไว

            เหงาก็คบคน โลกสับสนมีเยอะไป

            เพลียก็ตรงไป เก็บโลกสดใสไว้บนเตียง”

            แล้วความสุขจะอยู่ที่วันนี้...ไม่ได้อยู่ที่วันหน้า ไม่ได้ขึ้นกับใบปริญญา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จ...แต่ขึ้นอยู่กับใจ...ใจที่รู้จักการใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมา...ใจที่มองอะไรๆ ในโลกนี้ด้วยความสบาย...

            จริงสินะ วามยังสามารถเป็นคนขยัน ทำงานแสนหนัก เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายได้เช่นเดิม แต่วามต้องไม่ลืมที่จะ “รู้สึกสบายดี” กับชีวิตของตัวเองไปพร้อมกันด้วย

            วามนึกถึงที่เรขาพยายามชักชวนวามให้ไปพักผ่อนสมองเสียบ้าง...วามก็เลยยกหูโทรศัพท์โทร.หาเรขาที่บ้าน...แล้วฝากข้อความไว้กับเครื่องตอบรับ

             “นี่วามพูด ถ้าเสาร์ที่จะถึงอากาศดีล่ะก็ เราไปปิ้งบาร์บีคิวกันที่ชายหาดกันไหม”

            ตอนเรขาเปิดฟัง คงสะดุ้งแปดกลับ เพราะนึกว่าวามป่วยหนักจนโทร.มาเพ้อ...วามคิดอารมณ์ดี...แปลกดี ที่ตอนนี้ วามลืมความไม่สบายทั้งกายทั้งใจไปจนหมด...กว่าจะถึงวันเสาร์ วามต้องหายดีแล้วแน่นอน

             “...ฟ้าที่แสนไกล จ้องตรงไหนก็โสภี ดูซิ ดูซี ว่าโลกใบนี้ช่างดีจัง...”