เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. นางงามจักรวาลคนที่สาม ของ พงศกร ฉบับที่ ๒๕๐๗
๒. รู้สึกสบายดี ของ "ดวงลดา" ฉบับที่ ๒๕๐๘

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๐๖

"บาดแผลชีวิต"

โดย จิรภา

             “เงินทองต้องประหยัดใช้หน่อยนะลูก ค่าจ้างซักรีดน่ะไม่มากมายอะไร เงินเดือน นายดาบของพ่อก็ไม่กี่ตังค์”

              แม่พูดพลางควักธนบัตรออกมานับ เช้านี้แม่จะพาแป๋มไป

มอบตัวที่มหาวิทยาลัย วันนี้ต้องจ่ายค่าหน่วยกิจ ค่าหอพักและอะไรๆ อีกจิปาถะ รวมแล้วหมื่นบาทเศษ ไม่รวมเสื้อผ้า รองเท้าที่ต้องซื้อใหม่หมด แป๋มรู้ว่าพ่อแม่ดีใจขนาดไหนที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ในคณะที่คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆ พ่อคุยไปสามบ้านแปดบ้าน อวดลูกสาวว่าเรียนเก่ง แป๋มเองก็ดีใจอยู่หลายวัน แต่ความดีใจก็ลดระดับลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นเพื่อนๆ ที่สอบเอ็นทรานซ์ได้เหมือนกัน แถมบางคนได้คณะไม่เด่นดังนักได้รับของขวัญราคาแพงจากพ่อแม่ เป็นต้นว่าโทรศัพท์มือถือ เพจเจอร์ เครื่องประดับมีราคาถึงจะไม่มีใครได้รถยนต์เป็นของขวัญเหมือนคุณหนูไฮโซตามโรงเรียนดัง แต่แป๋มก็แอบคิดน้อยใจอย่างน้อยเพจเจอร์สักเครื่อง ราคาก็ไม่ได้แพงอะไรนัก พ่อแม่น่าจะซื้อให้ได้

             “พ่อดีใจมากที่สุดเลยนะที่ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยใคร แต่รางวัลนี่ขอเวลาพ่ออีกหน่อยนะ” พ่อบอกอย่างอ่อนโยนเมื่อแป๋มทวงถามรางวัล

             “เมื่อไหร่คะ”

             “สักพัก” พ่อยิ้มอย่างขอไปที พลางลูบศีรษะแป๋มเป็นการปลอบใจ

            แป๋มได้เจ้าเป็นน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยสมความตั้งใจของพ่อแม่และแป๋มทุกประการ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยคืออาณาจักรแห่งเสรีภาพที่แป๋มไม่เคยสัมผัสมาก่อน นักศึกษาต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีอาจารย์คอยเช็คชื่อเช็คเวลาเรียนอีกแล้ว ไหนจะชั่วโมงว่าง ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีค่าสำหรับแป๋มจริงๆ

            สองเดือนผ่านไป แป๋มเกือบลืมของขวัญที่เคยทวงพ่อ บ่ายวันนั้นพ่อมาหาที่คณะด้วยชุดเครื่องแบบของพ่อ พ่อยื่นกล่องเล็กๆ ให้แป๋ม

             “แหวน” แป๋มตื่นเต้นจนมือสั่นเมื่อหยิบแหวนวงเล็กๆ ออกมา “ขอบคุณค่ะพ่อ”

             “แหวนนามสกุล” พ่อโอบศีรษะแป๋มแนบไหล่อย่างรักใคร่ “มันหมายถึงว่าแป๋มคือผู้ที่เชิดชูวงศ์ตระกูลของเราให้สูงเด่นและมีเกียรติ ขอให้แป๋มรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลของเราไว้ตลอดไป”

             “ค่ะพ่อ” แป๋มรับคำอย่างปลื้มปิติ

 

            มนเป็นเพื่อนสนิทคนแรกของแป๋มในมหาวิทยาลัย มนกับแป๋มเรียนคณะเดียวกัน แต่มนอยู่หอพักนอกมหาวิทยาลัย นานวันเมื่อสนิทกันมากขึ้นมนก็กล้าถามเรื่องส่วนตัว

             “แป๋ม เธอได้เงินเดือนละเท่าไหร่นะ”

             “สี่พัน” แป๋มตอบตามความจริง

             “แล้วพอรึ ขอโทษนะไม่ได้ดูถูก”

             “ไม่เป็นไรจ้ะ ใช้ประหยัดหน่อยก็พอ ค่าอาหารวันละร้อย มื้อเช้าปกติแป๋มไม่กินอยู่แล้วนี่ เดือนหนึ่งก็พอ เหลืออีกพันหนึ่งใช้ส่วนตัวนิดหน่อย” แป๋มอยากได้รองเท้าหรูๆ สักคู่ ไม่ต้องถึงขนาดมีแบรนด์หรอก แค่เป็นคู่ใหม่อีกเท่านั้น อ้อ มือถือก็อยากได้ มันสะดวกเหลือเกิน อยากคุยกับเพื่อนเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องเดินไปหาตู้โทรศัพท์ให้เหงื่อตกเหมือนทุกวันนี้ แต่แม่ก็บอกว่าการเงินตึงตัวเหลือเกิน น้องชายเรียนมัธยมก็ขอเรียนพิเศษอีกสี่ห้าพัน แป๋มแผลอถอนใจ

             “อยากหาเงินใช้เองไหม” มนถาม

             “งานอะไรล่ะ”

            มนยิ้มแปลกๆ ก่อนจะตอบ “งานที่ต้องแลกอะไรไปบ้างนิดหน่อย “แต่รับรองว่าเงินดี”

            แป๋มสะดุ้ง “หมายความว่า”

            มนพยักหน้า “มนทำมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ตอนนี้มนมีทุกอย่างที่อยากมี มือถือ เสื้อผ้ามีแบรนด์แพงแค่ไหนมนก็มีเงินซื้อ ปลายปีนี้คิดว่าจะซื้อรถยนต์สักคัน อยากได้มานานแล้ว”

             “แล้วมนไม่คิดถึงเอ้อ” แป๋มพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้าเพื่อนสนิท

             “เรื่องอะไรล่ะ ความบริสุทธิ์ผุดผ่องเหรอ...สมัยนี้ไม่มีใครพูดถึงพรหมจรรย์อีกแล้ว ขอให้ท้องเราอิ่ม เรามีทุกอย่างที่ต้องการก็พอ” มนตอบเหมือนนั่งอยู่กลางใจแป๋ม

            จริงซีนะ “มนมีทุกอย่างที่อยากมี ไม่ต้องเขียนไม่ต้องประหยัดทุกบาทเหมือนแป๋ม อยากซื้อน้ำหอมขวดละสองพันก็ซื้อได้ ขณะที่แป๋มต้องพยายามบังคับตัวเองไม่ให้จ่ายเงินเกินร้อยบาทในหนึ่งวัน

             “หน้าตาอย่างแป๋มนะ รับรอง “มนพูดยิ้มๆ “อ้อ แป๋มจ่ายค่าเสื้อคณะหรือยังล่ะ แปดร้อยบาทน่ะ”

            แป๋มส่ายหน้าแทนคำตอบ เดือนนี้แป๋มเผลอใช้เงินเกินไปหน่อยเพราะอยากได้กางเกงยีนส์มานานแล้ว ตอนนี้ยังไม่สิ้นเดือนเสียด้วย พ่อแม่คงยังไม่มีแน่นอน

            มนเปิดกระเป๋าถือหยิบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กแต่ราคาไม่เล็กออกมา กรีดนิ้วหยิบธนบัตรใบละหนึ่งพันออกมาหนึ่งใบ “เอ้าทนให้ยืม คืนเมื่อไหร่ก็ได้ ความจริงอยากให้เลย แต่กลัวแป๋มจะว่าดูถูก”

            แป๋มนอนคิดอยู่หนึ่งคืนถึงสิ่งที่มนเป็นและสิ่งที่มนชอบ แล้วก็ได้คำตอบ

             “มนมีลูกค้าอยู่คน อยากให้แป๋มไปพบเขา สี่พัน สนใจไหมแป๋ม อ้อต้องมีบัตรนักศึกษาไปด้วย ยืนยันว่าของแท้ไม่ได้ปลอมมา” มนพูดนำเสียงปกติ เหมือนกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

             “จะดีหรือมน”

             “ไม่รู้ซี แต่มนอยากให้แป๋มมีอย่างมนบ้าง สังคมอาจตรงหน้าเรา แต่ชีวิตเป็นของเรา พอเราเรียนจบเราก็หางานทำ ใช่จะทำไปตลอดชีวิตเมื่อไหร่เล่า ดีเสียอีก ช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายทางบ้าน แม่มนมีลูกสี่คน มนไม่เคยได้ของราคาแพงที่อยากได้มาก่อนเลย จนกระทั่งมาทำงานนี้แหละ”

            จริงสิ ชีวิตเป็นของเรา แป๋มพยายามท่อง ราวจะใช้เป็นคาถาให้ตัวเองเข้มแข็งหรือเป็นการปลอบใจตัวเองไปด้วย เมื่อเรียนจบแป๋มจะหางานทำ งานที่แป๋มเล็งๆ ไว้แล้ว บริษัทใหญ่โตแห่งนั้น ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปเป็นพนักงานจะโก้สักแค่ไหน”

            แป๋มคิดถึงครั้งแรกที่ขายตัวให้กับนักธุรกิจคราวพ่อคราวลุงแล้วยังนึกขยะแขยงไม่หาย ผู้ชายอ้วนพุงพลุ้ยผมบางจ๋อย หน้าตาดุดัน แป๋มเกือบจะวิ่งหนีออกมาแล้วแต่นึกถึงเงินในกระเป๋าสี่พันแล้วแป๋มก็หลับหูหลับตานอนกับผู้ชายคนนั้นจนได้ มันคุ้มกันไหมนะความเจ็บปวดทรมานจากการเสียพรหมจรรย์กับเงินสี่พันบาท เช้าวันรุ่งขึ้นแป๋มนอนซมไม่ยอมไปเรียน

            เมื่อมีครั้งแรกก็มีครั้งที่สองตามมาเรื่อยๆ แม้รู้สึกไม่เต็มใจ แต่แป๋มก็พ่ายแพ้แก่ค่านิยมทางวัตถุ แป๋มมีโทรศัพท์มือถือ แต่ต้องระวังไม่นำติดตัวไปเวลากลับบ้าน แป๋มไม่ใช้เงินทางบ้านอีก เธอหลอกพ่อกับแม่วามีงานพิเศษทำที่มหาวิทยาลัย ไม่มีใครสงสัยไต่ถามอีก แม่ก้มหน้าก้มตารีดผ้าส่งลูกค้า จนไม่ได้สังเกตว่า แป๋มสวมเสื้อผ้าราคาแพงขึ้น รวมทั้งกระเป๋ารองเท้า

            สี่ปีผ่านไป แป๋มจำหน้าค่าตาลูกค้าไม่ได้และไม่อยากจำ มันเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นและจบในชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก็จริง แต่แป๋มก็คิดจะเลิกทำ บางคนติดใจแป๋มก็ขอนัดอีกเป็นครั้งที่สองที่สาม บางคนขอเลี้ยงดูแป๋มเป็นเมียเก็บแต่เธอปฏิเสธทันที อนาคตที่คิดไว้รออยู่ข้างหน้า แป๋มจะทำงานบริษัท ผลการเรียนของแป๋มค่อนข้างดี พวกกับรูปร่างหน้าตาด้วยมันน่าจะเป็นใบเบิกทางที่ดี แป๋มควรเป็นต่อผู้สมัครรายอื่น แป๋มคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง

 

            วันรับปริญญาพ่อกับแม่มองใบปริญญาแล้วเข้ามาโอบกอดแป๋มไว้แน่น น้ำตาแม่ไหลออกมาคลอเบ้า พ่อพูดไม่ออกเป็นครู่ นอกจากลูบศีรษะไปมาเหมือนที่ชอบทำเสมอ

             “แม่มีความสุขที่สุดลูก ป้อง เอาอย่างพี่นะลูก ตั้งใจเรียนได้ดีอย่างพี่” แม่หันไปบอกน้องชายของแป๋มที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

             “ถ้าแป๋มมีงานทำ พ่อลาออกจากตำรวจนะพ่อนะ” แป๋มบอกพ่อ

             “เถอะน่ะ เอาไว้มีงานจริงๆ ก่อนๆ อีกอย่างพ่อก็ยังไม่แก่ ยังเป็นตำรวจได้อีกหลายปี” สีหน้าของพ่อเปี่ยมล้นด้วยความสุข

            แป๋มตรงไปสมัครงานยังบริษัทที่หมายตาไว้ทันที หลังจากนั่งรถอยู่เกือบชั่วโมงที่หน้าห้องผู้จัดการเพื่อสอบสัมภาษณ์ แป๋มสูดลมหายใจอย่างจะเรียกความมั่นใจ ฝ่าฟันมาถึงขั้นนี้แล้ว ความสำเร็จรออยู่แค่เอื้อม การสอบสัมภาษณ์คงไม่ยากเย็นเกินความสามารถของเธอไปได้

            แป๋มผลักบานประตูหนักเข้าไป กระทบไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศจนเย็นวูบ ชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐานนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวยาวเป็นมันปลาบ

             “สวัสดีค่ะ” แป๋มย่อเข่ากระพุ่มมือไหว้อย่างสวยงาม พยายามให้อีกฝ่ายประทับใจตั้งแต่แรก ผู้จัดการเงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า เขามีอาการสะดุ้งอย่างเห็นได้ชัด เปลี่ยนอิริยาบถจากพิงพนักเก้าอี้เป็นนั่งหลังตรงทันที

            แป๋มนั่งอย่างสำรวมระวัง และเริ่มอึดอัดเมื่อผู้จัดการวัยกลางคนตรงหน้าไม่ปริปากซักถามอะไรสักที อึดใจใหญ่ๆ เสียงทุ้มๆ จึงกังวานขึ้น

             “คุณจำผมไม่ได้จริงๆ หรือ”

             “คะ หนูขอประทานโทษค่ะ จำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยพบท่าน” แป๋มตอบอย่างนอบน้อม สมองพยายามคิดว่าเคยพบคนคนนี้ที่ไหน

             “ผมเป็นลูกค้าของคุณ อะไรกันอุตส่าห์เรียกใช้บริการตั้งสองครั้ง น่าจะจำได้”

            ความแสบชาแล่นปราดไปทุกอณูเนื้อ แป๋มรู้สึกหูอื้อ ปากคอเหมือนจะบวมเห่อ คล้ายตอนเป็นเด็กเผลอไปเอาต้นบอนมาหั่นเล่นแล้วลองกัดกิน ประโยคต่อไปของเขาผ่านหูแป๋มไปแว่วๆ เหมือนดังมาจากที่แสนไกล

             “บริษัทของเราไม่มีนโยบายรับพนักงานที่มีประวัติแบบนี้ เสียใจด้วยคุณตกสัมภาษณ์แล้ว”

            แป๋มลูบแหวนนามสกุลของพออย่างไม่ตั้งใจเมื่อเดินออกมาสู่ความร้อนระอุของถนนภายนอก