เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๐๕

"ต้นกล้า"

โดย อุบล สรรพัชญพงษ์

           

            วันนี้เป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่ดวงรู้ผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้เรียนแผนก ออกแบบอุตสาหกรรมหรือที่นิยมเรียกตามภาษาอังกฤษว่า “ไอดี” คำนี้เป็นตัวย่อของ industrial Design ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นความใฝ่ฝันที่ดวงมุ่งมั่นจะให้เป็นจริง เตรียมตัวล่วงหน้าเป็นปีและเรียนความถนัดทางสถาปัตยกรรมเสริมเพื่อสอบวิชานี้ก่อนการสอบรวมวิชาหลักๆ ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

            แม้กระนั้นทั้งก่อนสอบและสอบเสร็จแล้วดวงก็ไม่เป็นอันกินอันนอน เป็นกังวลกลัวจะสอบไม่ติด กลัวเคว้งคว้าง ถ้าพลาดดวงคงใจเสีย เสียความเชื่อมั่นในตัวเองและหมดกำลังใจไปอีกนาน

            อาการเครียดเช่นนี้ฉันไม่เคยเห็นดลแสดงออก ดลสุขุม เก็บความรู้สึกได้ดีและมีความเป็นผู้ใหญ่สมกับที่เป็นพี่ชาย ความเข้มแข็งหนักเอาเบาสู้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้น้อง ทำให้ความอยุติธรรมอันเกิดจากการเลือกที่รักมักที่ชังและความงมงายของญาติผู้ใหญ่ไม่มีผลต่อความรักความเข้าใจของพี่และน้อง ช่วยให้เราไม่ปริวิตกเรื่องของจิตใจลูกเกินไป

            เรามีลูกสองคนแต่เขาต่างกันไม่เพียงแต่เป็นเพศชายเพศหญิงเท่านั้นหากแต่ต่างกันทั้งความคิดและวุฒิภาวะแม่ฉันเคยบอกว่า “ลูกเราเหมือนต้นกล้านะบัว เราต้องเลี้ยงเขาตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ ถ้าอยากให้แกร่งเหมือนไม้ยืนต้นเราก็ต้องอดทนที่จะรอให้เขาแตกจากเมล็ดมาเป็นต้นกล้า เขาจะได้มีรากแก้วที่หยั่งลึกลงในดิน แข็งแรงและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ถ้าเขาอ่อนแอเหมือนไม้ดอกส่วนใหญ่ก็ต้องใส่ใจดูแลให้เขาได้มีโอกาสแย้มบาน สวยงาม และเป็นสีสันแก่ชีวิต”

            แม่สอนฉันและเลี้ยงพวกเรามาด้วยวิธีการที่แตกต่างกันแต่มีความรักและความเข้าใจเป็นหลัก

            ดวงเรียนกวดวิชา ติวเข้มและต้องการกำลังใจตลอดเวลา เราต้องคอยบอกว่า “ดวงเก่ง ดวงมีความสามารถดวงต้องสอบได้” ต้องพูดสาธกยกนิทานสารพัดรูปแบบมาปลอบจนเหนื่อยมากๆ เข้าก็ต้องเอาชื่อมาล้อให้การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการวัดดวงและเสี่ยงดวงแทนการวัดความสามารถไปในที่สุด

            การประกาศผลการสอบในปัจจุบันมีหลายทาง ดวงเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ถามหน่วยบริการของทบวงมหาวิทยาลัย และคอยหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรทางจดหมาย ดังนั้นบุรุษไปรษณีย์ที่มากดออดส่งเมล์ช่วยเช้าจึงเสมือนนำลิขิตมาจากสวรรค์ นำความปลื้มปิติและความโล่งใจมาสู่ทุกคนในบ้าน เดือนพฤษภาคมอากาศยังคงร้อน บางวันก็ร้อนพอๆ กับอุณหภูมิในเดือนเมษายน เขาว่าฝนฤดูร้อนหรือฝนหลงฤดูในร้อนหรือฝนหลงฤดูในยามที่คนต้องการน้ำให้ความฉ่ำเย็นมีค่าแก่จิตใจยิ่งนัก วันนี้ฉันตระหนักแล้วว่าฝนทิพย์แห่งความสมปรารถนา ยิ่งใหญ่กว่า เพราะมันนำมาทั้งความเปรมปราโมทย์และสัญญาที่มีวันอันเรืองรองอยู่ข้างหน้า ดวงจะเป็นนิสิต จะได้เป็นนักออกแบบ จะได้ทำงานที่ดวงรัก พ่อแม่และดลล้วนแต่จบมาจากสถาบันในดวงใจของดวง วันนี้นอกจากดวงจะได้เรียนสถาบันเดียวกับทุกคนในบ้านแล้ว ดวงยังทำให้เราเรียกบ้านเล็กของเราได้ว่า “บ้านนี้สีชมพู”

             “แม่คะ เพื่อนน้องหลายคนเขาได้รับจดหมายก่อนน้องตั้งหลายวันแล้วนะ น้องอยากจะดูชื่อที่บอร์ดอีกที แม่ช่วยพาน้องไปดูผลที่เกษตรได้ไหม น้องยังประสาทอยู่น่ะจ้ะ”

             “ด้วยความเต็มใจเลยลูก ชวนพ่อกับพี่ดลไปด้วยไหม เผื่อจะได้แวะส่งข่าวย่าด้วยไง”

             “ไม่ต้องมั้ง น้องอยากไปกับแม่สองคน ให้พี่ดลอยู่กับพ่อนั่นแหละ ส่วนย่า...ขอเป็นวันอื่นก็แล้วกัน ไม่งั้นแม่ก็โทร.ไปบอกแทนทีนะ...นะ...นะ”

             “แม่ตกลงไปกับดวงสองคน แล้วซื้ออะไรมาฉลองกันที่บ้าน พรุ่งนี้ดวงไปหาย่านะจ๊ะ”

             “ย่าคงไม่ดีใจหรอกแม่ น้องไม่ใช่คนโปรดเหมือนพี่ดล และแผนกที่น้องชอบย่าก็คงไม่รู้จัก”

            ดวงกล่าวอย่างน้อยใจ เพราะรู้ว่าครอบครัวพ่อซึ่งมีเชื้อสายจีนไม่ชอบเด็กผู้หญิง และไม่สนับสนุนให้เรียนสูงๆ ขณะนี้อาม่าหรือคุณย่าซึ่งเป็นเสมือนผู้บัญชาการของบ้านรวมทั้งสมาชิกในบ้านใหญ่คิดว่าลูกสาวนั้นพอโตขึ้นก็เหมือนมี “ส้วมอยู่หน้าบ้าน” เป็นลูกที่รอเวลาไปเป็นสมบัติของครอบครัวสามี แม้กาลเวลาเปลี่ยนไปแต่ความคิดของครอบครัวนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

            ครอบครัวเล็กๆ ของเรามีสมาชิก ๔ คน พ่อ แ และลูกชายหญิง ตอนที่ดวงเกิด แม่ชาวอเมริกันเขียนจดหมายมาแสดงความยินดีว่าเราเป็นครอบครัวเงินล้าน ซึ่งหมายถึงเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ แม่ฉันขอให้ฉันเลี้ยงลูกสาวให้ดีๆ ลูกสาวจะแตกต่างจากลูกชาย แต่เขาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของแม่ ทุกคนยินดีและอวยพรแก่เรา เราแยกจากบ้านใหญ่ “กงสี” ของตระกูลธันวา สามีฉัน มาสร้างบ้านเล็กเมื่อดลเรียนชั้น ม.๖ และสอบเข้ามหาวิทยาลัยชุดแรกไปแล้ว ส่วนดวงเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ดวงมีปัญหากับย่าและผู้หญิงทุกคนในบ้านใหญ่เพราะไม่ยอมให้ใครว่ากล่าวถ้าไม่มีเหตุผลและไม่ยอมคิดว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของผู้ชาย และผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะเก่งหรือดีกว่าผู้ชาย ฉันพยายามยกความมีอาวุโสและประเพณีของคนไทยที่ต้องเคารพผู้ใหญ่โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ ให้ดวงอดทน แต่ไม่ค่อยได้ผลเอาเสียเลย ดลก็ช่วยปลอบน้องและเอาใจใส่น้องรวมทั้งรักดวงมากขึ้น นอกจากธันที่เข้าใจและเห็นใจฉันแล้ว โดยส่วนตัดดลก็เป็น “ฉัตรแก้วกั้นเกศ” ให้ฉันอยู่เย็นเป็นสุขในบ้านใหญ่ได้ดีกว่าสะใภ้คนอื่นๆ ที่ตอนนั้นมีแต่ลูกสาว

            เมื่อดวงไม่ยอม “ลง” ใครมากขึ้น ธันจึงหาทางขยับขยายออกจากบ้านใหญ่และซื้อบ้านหลังเล็กผ่อนได้นาน มีบริเวณมีสาธารณูปโภคและความปลอดภัย บัดนี้เราพูดได้อย่างเต็มปากว่า “บ้านคือวิมานของเรา” ชีวิตครอบครัวมีความสุขและมีอิสระ ทุกคนพอใจ และช่วยเหลือแบ่งหน้าที่กันทำงาน วันว่างๆ เราก็ปลูกต้นไม้ดูแลบริเวณบ้าน เพื่อนของลูกมีสิทธิ์จะมาพักค้างคืน เราจัดงานสังสรรค์ในหมู่เพื่อนสนิทเป็นครั้งคราวและอยู่ดึกแค่ไหนก็ได้ วันไหนพร้อมใจกันไปทะเล เราก็ฝากบ้านไว้กับเทวดาฟ้าดิน ไม่มีเวลาทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก็ไม่กังวลว่าจะถูกใครต่อว่า

            ฉันสอนดลและดวงให้ปลูกต้นไม้ เล็มกิ่ง ใส่ปุ๋ยไม้ใบ ไม้ดอก และไม้ผลหลายชนิด นับตั้งแต่เราย้ายมาอยู่บ้านเล็กนี้ เด็กทั้งสองเริ่มรักต้นไม้เหมือนที่ฉันอยากให้รัก รู้จักพันธุ์ไม้หลากหลายอย่าง วันหยุดเราไปดูพันธุ์ไม้สวยๆ และเลือกซื้อมาแต่งบริเวณบ้านจากที่ต่างๆ ทั้งบางบัวทอง เทเวศ และสวนจตุจักร จนบ้านแทบไม่มีที่ปลูกอะไรอีก เมื่อครั้งที่เพื่อนฉันเอาเมล็ดจันท์ผา ไม้สงวนของกรมป่าไม้ให้ลองเพาะดู เราก็ช่วยกันฝังเมล็ดไว้ในกระถาง รดน้ำ คอยดูแลตามคำแนะนำจนจันทร์ผาผลิใบแซมยอดเขียวอ่อนขึ้นมารำไร และแตกเป็นกอ เป็นหน่อ ชูใบอย่างเข้มแข็งและน่ามหัศจรรย์เป็นที่ชื่นใจของคนรอคอย ดลและดวงได้เห็นการเติบโตของพันธุ์ไม้หลายชนิด ช่วยกันรดน้ำพรวนดิน ให้การดูแลเอาใจใส่ ไม้ต่างพันธุ์ต้องการดิน น้ำ และปุ๋ยแตกต่างกัน มะลิชอบน้ำมากกว่าจันท์ผา บานเย็นชอบให้พรวนดินและจะระบัดใบรับละอองน้ำที่เหมือนฝนโปรย รากของมันมีปุ่มปม ถ้าปลูกหลากสีในร่องเดียวกันจะสวยมาก ต้นเทียนต้องการปุ๋ยและแสงแดด แพรเซี่ยงไฮ้ชอบดินร่วนแต่ก็ขึ้นได้ทุกแห่ง โตง่ายและไม่งอแงยิ่งถ้าขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ หรือเป็นแถวยาวแล้ว พอบานดอกจะเหมือนแพรสีสดที่ธรรมชาติปูไว้อย่างงดงาม ทำให้บ้านของเราแจ่มจรัส แพรดอกไม้สีฉูดฉาดแซมใบเขียวมองแล้วจิตใจเบิกบานและสดชื่น

            ที่บ้านใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับที่ฉันเอ่ยมานี้ไม่มีใครปลูก หรือถ้าบังเอิญพลัดหลงเข้าไปงอกที่ส่วนใดส่วนหนึ่งในสนาม อาม่าก็จะถอนทิ้งทันที ถ้าเป็นต้นไม้ดอกที่ใครขืนเอามาปลูกแล้วไม่ถูกใจ อาม่าก็จะค่อยๆ ริด ค่อยๆ เล็มและตัดทิ้งจนมันล้มหายสลายพันธุ์ไปจากสนามซึ่งขณะนี้ลาดซีเมนต์ไปเรียบร้อยแล้ว

            วันไปส่งข่าวบ้านย่า ดวงตื่นมาเก็บดอกไม้กับฉันแต่เช้า ดวงตัดมะลิซ้อนติดก้านยาวมาหลายสิบดอก ทำกรวยใบตองมาใส่ ตัดส่วนปากกรวยเป็นรอยหยัก แล้วใช้โบว์เกลียวทองสลับเงินผูกทับอีกทีหนึ่ง ทำให้กรวยส่วนบนเป็นจีบสวยงาม ดวงตัดกระดาษสีชมพูอ่อนเป็นรูปหัวใจและเขียนข้อความมอบให้ย่าสั้นๆ แม้อาม่าจะไม่ปลูกดอกไม้ แต่อาม่าก็ชอบมะลิมากที่สุด เมื่อป่ายังอยู่ป๋าปลูกมะลิกอใหญ่ไว้บริเวณสองข้างประตูเข้าบ้าน อาม่าไม่กล้าขัดขวาง พอป๋าเสียอาม่าก็ให้ถอนมะลิทิ้งปลูกชมพู่แทน

            หน้านี้มะลิซ้อนบ้านเรามีดอกดกส่งกลิ่นหอมไปทั่วและลอยลมให้ได้ดมดอมหอมหวลเข้าไปถึงในบ้าน

             “คุณย่าคะ ดวงมีดอกไม้มาฝาก”

            ธันลุ้นให้ดวงเดินเข้าไปก่อนและมอบดอกไม้เป็นในเบิกทาง

             “อืมม...! มากันพร้อมหน้านี่ มาขอค่าเล่าเรียนหรือเปล่า” อาม่าทัก

             “ดวงมาเรียนคุณย่าเรื่องสอบมหาวิทยาลัยได้แล้วน่ะค่ะ”

             “อ้าว! คิดว่าสอบปีที่แล้ว อ้อ! ลืมไปนั่นมันลูกเจ้าทวนคนขับรถ มันก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ แล้วได้ที่ไหนล่ะเราน่ะ”

             “ที่เดียวกับพี่ดลนั่นแหละ” ดวงเริ่มเสียงแข็งเพราะอาม่าก็ถามอย่างเย็นชา แถมลืมเรื่องของดวง ลืมวันสำคัญที่สุดในชีวิตไม่พอ ยังเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอีก ดวงก็เลยชักสีหน้าและหยุดพูดไว้แค่นั้น อาม่าถามอะไรอีกดวงก็ไม่ยอมเอ่ยปากตอบแม้แต่คำเดียว

            อาม่าหันมาชมดล จับไม้จับมือถามสารทุกข์สุกดิบ

             “เรียนจบแล้วให้ย่าหาแฟนให้ไหมนี่ งานการก็ดี ย่าภูมิใจดลนะ ยัยดวงน่ะยังเหมือนเดิมจะเป็นนิสิตอยู่รอมร่อแล้วยังทำตัวเป็นเด็ก แถมมารยาทก็แย่!”

             “ย่านั่นแหละมารยาทแย่และไม่ยุติธรรมอีกต่างหาก”

            ดวงพึมพำอยู่ข้างฉันและธัน

            อาม่าคุยเรื่องหลานชายคนใหม่อีกคนหนึ่งเป็นคุ้งเป็นแคว หลานคนนี้เป็นลูกน้องชายธัน เป็นหลานคนเล็กสุดในบ้านและขณะนี้เป็นหวานใจของว่าด้วย อาม่าไม่ได้เอ่ยถึงหลานสาวคนไหนเลย แต่เมื่อลากลับอาม่าก็ยื่นซองสีแดงมาให้ดวง ดวงรับและวางคืน เหตุการณ์ทำท่าจะบานปลาย ดลก็เลยหยิบซองมาแทนและกอดย่าขอบคุณแทนดวง

             “ยัยดวงนี่มันจองหองจริงๆ ฉันไม่เคยเห็นมันเปลี่ยนเล้ย เล็กๆ ก็ชี้อ้อน ขี้แย ร้องไห้เก่งที่หนึ่ง ถามแม่แกดูซีมันให้โอ๋ทุกวัน บัวมิต้องโอ๋มันหน้ามหาวิทยาลัยรึ”

            คำพูดของอาม่าทำให้ฉันนึกถึงวันที่ดวงเข้าเรียนอนุบาล จำได้ว่าดวงตัวเล็กมากและอายุน้อยที่สุด อายุ ๒ ขวบกับอีกแปดเดือนเท่านั้นเอง แต่ความจำเป็นเรื่องการเลี้ยงดูที่บ้านและความขัดแย้งในการอบรมหลายประการทำให้เราต้องหาทางเลือกที่ไม่มีทางเลือก ดวงจึงต้องเข้าโรงเรียนที่เราสืบเสาะแสวงหาแล้วว่าจะดูแลลูกของเราได้ดีกว่าให้อยู่บ้าน ตอนนั้นเท้าของดวงยังเล็กๆ สีชมพู ตัวน้อยๆ แต่งชุดนักเรียนแล้วเหมือนตุ๊กตา ก่อนออกจากบ้านก็ต้องให้แม่กอดและโอ๋ ต้องพูดว่า “โอ๋” เป็นสิบๆ ครั้ง ต้องกอดแน่นๆ และหอมแก้ม โอ๋ได้นานเท่าไรดวงจะยิ่งว่าง่าย บางวันพ่อไปส่งแม่ไปรับ บางวันพ่อไปรับแม่ไปส่ง บางวันก็งงๆ ไม่รู้ให้ใครไปส่งไปรับดี คุณครูดูแลดวงอย่างดี และเรียนรู้วิธีโอ๋จากดวงด้วย ดวงจึงรักครูต่อมากที่สุด ครูอนุบาลคนนี้อยู่ในใจทุกคนในครอบครัวเรา อยู่ในความรักและระลึกถึง เป็นน้ำใสไหลเย็นที่แผ้วพานเข้ามาในชีวิตวัยเยาว์ของต้นกล้าชื่อดวง

             “ลงจากรถ ฉันบอกว่าให้ลงจากรถไง แล้ววันนี้ไม่ต้องให้แม่โอ๋อีก บัวไม่ต้องไปโอ๋มัน ลูกสาวน่ะตามใจมากไม่ได้นะ โตขึ้นมาจะเหลิง เอาแต่ใจตัวเองแล้วจะรั้งไม่อยู่ ให้มันเดินเข้าโรงเรียนเอง ดูตอนดลซิมันก็อยู่โรงเรียนนี้ พ่อมันมาส่งวันแรกมันวิ่งปร๋อเข้าโรงเรียนไปเลย ข้าวของมันก็หิ้วเอง ลงไปดวง ไม่งั้นย่าจะไม่ให้เรียนหนังสืออีก ออกไปเลี้ยงควายอยู่กับ...ที่บ้านนอกโน่น” อาม่าบัญชาการเมื่อไปส่งดวงที่โรงเรียนอนุบาลในอาทิตย์ที่สอง คำว่า “ออกไปเลี้ยงควายกับ...อยู่กับบ้านนอกโน่น” ถ้าอาม่ายั้งปากไม่ทันก็คงพูดว่า “กับยายแก่ที่บ้านนอกโน่น” เป็นแน่แท้

            วันนั้นทำอย่างไรดวงก็ไม่ลงจากรถ ฉันค่อยๆ จูงมือลูกและปลอบให้เดินไปด้วยกัน ขณะที่อาม่าบ่นพึมพำไล่หลัง

             “แม่โอ๋น้องหน่อย” ดวงสะอื้นมองฉันอย่างวิงวอน

             “ตะกี้ย่าโอ๋หนูแล้วไม่ใช่หรือลูก” ฉันมองดวงเต็มตาและอุ้มขึ้นมากอด ร่างเล็กๆ สะท้านเพราะแรงสะอื้นและน้อยอกน้อยใจ

             “ย่าโอ๋ไม่จริงใจ” เป็นคำพูดที่พรั่งพรูความรู้สึก ทั้งน่าขำที่ตัวน้อยๆ แค่นี้มาใช้คำที่แสนจะเป็นผู้ใหญ่ คำซึ่งอธิบายได้ทั้งความรู้สึกคนโอ๋ และเด็กตัวเล็ก แม่ต้นกล้าพันธุ์ไม้ดอกของมัน

             “น้องรักแม่นะ น้องไม่อยากไปโรงเรียน น้องคิดถึงแม่ กลัวแม่หายด้วย” ดวงสะอื้น

             “โอ๋ แม่รักน้องมากที่สุด อย่าร้องไห้ แม่ไม่หายไปไหนหรอก ไปเรียนนะลูก ครูต๋อยเขารักน้อง เดี๋ยวเดียวโรงเรียนก็เลิกแล้ว หนูมีเพื่อนคอยอยู่เยอะแยะเลย เขาอยากเล่นกับดวงนะ ดูซิจิ๊บก็มาแล้ว มีตุ๊กตาตัวโตมาด้วย ดวงเอาดอกมะลิมาฝากครูต๋อยไม่ใช่หรือ แล้วก็คุกกี้ฝากแมวไง ถ้าหนูไม่เข้าห้องเรียนจิ๊บก็ไม่ได้เล่นตุ๊กตากับดวง คุณครูก็ไม่ได้ดอกมะลิ แล้วแมวก็อดหัวโต ไปนะคนดีของแม่ โอ๋ๆ โอ๋ๆ แม่จะอยู่กับดวงก่อน ดวงเลิกร้องไห้แล้วแม่ค่อยไปดีไหม”

             “แม่ไปเถอะเดี๋ยวไปทำงานไม่ทัน เดี๋ยวแม่ถูกไล่ออกนะ” ดวงรู้สึกดีขึ้นแล้วและเริ่มแย้มทั้งน้ำตาเปื้อนหน้า เมื่อเล็กๆ ดวงเรียกร้องความรักและช่างออดอ้อน ธันและฉันต้องหอมแก้มดวงและสวัสดีกันแล้วสวัสดีกันอีกอยู่หน้าโรงเรียนทุกวัน แม้วันนี้จะไม่ต้อง “โอ๋” แต่สำนวน “โอ๋ ไม่จริงใจ” ก็เป็นเรื่องล้อเลียนดวงและเรียกเสียงหัวเราะจากเราได้ทุกครั้ง ดวงยังคงให้แม่หอมเมื่อไปโรงเรียนไม่งั้นจะเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องทั้งวัน ดวงอ่อนโยนและอ่อนไหว ทำให้ธันและฉันห่วงใยและดูแลดวงต่างจากดล

            คืนก่อนเปิดเรียนดวงจัดเสื้อผ้าเตรียมไว้พร้อมพรัก ทุกคนพลอยตื่นเต้นไปด้วย เครื่องแบบนิสิตน้องใหม่ที่เราเคยเห็นเจนตา กลายเป็นสิ่งพิเศษ รองเท้าขาวของดวงส้นตันสูงประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง ถุงเท้าไนล่อนสีเดียวกันดูบางเบาและแนบเนื้อกว่าถุงเท้าสมัยแม่ กระโปรงมีความยาวหลายระดับ แต่ธันขอร้องให้ดวงใส่กระโปร่งยาวหน่อย และถ้าสั้นก็อย่าเลือกที่ผ่าสูงจนเกินงาม ดวงฟังคำวิจารณ์ที่พ่อถ่ายทอดมาสาธยายความคิดของนิสิตชายและคนทั่วไปเมื่อเห็นนิสิตหญิงแต่งตัวไม่เหมาะสมแล้วก็เลือกเสื้อผ้าที่พ่อ “เป็นปลื้ม” นัดแนะเวลากลับบ้านกันกระหนุงกระหนิง

             “พรุ่งนี้จะให้พี่ดลหรือพ่อไปส่งจ๊ะดวง” ธันโอบไหล่ลูกสาวและมองดวงด้วยแววตาท่าทางภาคภูมิใจล้นอก

             “น้องนัดพี่วาวให้มาที่บ้าน พี่เค้าอยากมารับน้องน่ะ บ้านเค้าอยู่ซอยเจ็ดเองจ้ะ” ดวงพูดพลางก็เบี่ยงตัวจากแขนพ่อ ดวงเริ่มมีทีท่า “หวงตัว” มากขึ้นเมื่อเรียนมัธยมปลาย

             “พี่วาว...อ๋อ พี่ที่ติววิชาลายเส้นน่ะเหรอ อืมม...! ดวงก็โทร.ไปบอกซีว่าจะไปกับพ่อ” ธันต่อรอง

             “อิจฉาน้องใหม่จริงๆ มีแต่คนอาสาพาส่ง” ดลเย้า

             “ตอนเช้าขอน้องไปกับพี่วาวน่านะ แล้วเย็นกลับพร้อมพ่อนะจ๊ะ”

             “ก็ได้ ดวงนั่งรถไฟฟ้าไปหาพ่อที่ทำงานนะ พ่อจะได้...”

             “โชว์ลูกสาว เพราะคุยโม้ไว้เยอะ” ฉันต่อให้

             “ดูซิมีพ่อคนเดียวไม่เคยอิจฉาดวง นอกนั้นพวกตกกระป๋องตาร้อนผ่าวกันไปหมด” ธันสรุป

            ๖ โมงตรง “พี่วาว” ก็มารับดวง ดวงเอียงแก้มให้แม่หอม แล้วส่งกระดาษสีหวานพับเป็นรูปซองจดหมายให้

             “น้องแต่งเอง แม่เก็บไว้อ่านนะ เขียนเสียหลายวันเลยจ้ะ”

             “ของพ่อล่ะ” ธันทวงบ้าง

            ดวงเอามือยันพุงพ่อที่ทำท่าจะเข้ามาโอบ

             “พ่ออ่านด้วยกันกับแม่เถอะ”

             “น้ำเน่าแน่เลย” ดลว่า

            ดวงทำจมูกย่นใส่ดล แล้วรีบขึ้นรถ โบกมือหยอยๆ ไปกับสาวน้อยรุ่นพี่ เรามองดวงจนไฟท้ายรถเลี้ยวลับไปจากซอย จึงกลับเข้าบ้านและเก็บของอีกสองสามอย่าง ก่อนไปทำงานฉันอดคลี่กระดาษแผ่นน้อยออกมาอ่านไม่ได้ ดวงเขียนว่า

             “ฉันคือต้นกล้า

            แตกกอหนึ่งมาแย้มดินอุ่น

            หอมความรักเมตตาการุณ

            ซึ้งหัวใจขอบคุณอยู่เต็มใจ

            วันพรุ่งนี้จากนี้ก็พรุ่งนี้

            ต้นกล้าแห่งชีวิตจะเติบใหญ่

            จากใบหนึ่งกึ่งหนึ่งเป็นหมื่นใบ

            จากดอกไม้สดใสเป็นผลงาม...”