เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. ต้นกล้าของ อุบล สรรพัชญพงษ์ ฉบับที่ ๒๕๐๕
๒. บาดแผลชีวิต ของ จิราภา ฉบับที่ ๒๕๐๖

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๐๔

"รหัสหอยโข่ง"

โดย ธาร ธรรมโฆษณ์

             ท้ายวัดริมกำแพง ทุกทุกวันยามพลบขณะที่ผีฟ้ากำลังออกมาตากผ้าอ้อมสีแดงเลือดนก ณ ราวขอบฟ้า ตาคล้อย ผู้ซึ่งมีผมเผ้าขาวโพรน ตามเนื้อตัวปูดโปนไปด้วยเส้นเอ็น อันเป็นประหนึ่งว่ามันคือสักขีพยานแห่งการกรำงานหนักเบามาอย่างโชกโชนชั่วชีวิตของแก ต้องมายังที่นี้ ที่ที่ความทรงจำของแกจะเด่นชัดโชติช่วง เหมือนกับว่ามันเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน

             “พ่อครับเดี๋ยวนี้มันยุคอะไรแล้วครับ พ่อยังเชื่อเรื่องเหลวไหลไร้เหตุผลอยู่อีกหรือ”

            ลูกชายคนโตซึ่งเป็นนักศึกษาหนุ่มวัยแตกพานพูดกับพ่อด้วยวาจาคล้ายระอาเต็มทีต่อคู่สนทนา

             “ยุคนี้เขาไปเหยียบดาวอังคารกันแล้ว พ่อยังเชื่อเรื่องบ้าๆ บอๆ ไร้สาระอยู่อีกหรือ กับแค่ไอ้ไข่หอยโข่งตัวหนึ่งเท่านั้น กลัวไปได้ ถ้าพ่ออยากจะอพยพไปอยู่บนภูเขาก็ขอให้พ่อไปคนเดียวเถอะ ผม น้อง และแม่จะไม่ไปกับพ่อหรอก”

            เขาจนใจที่จะชักชวนลูกๆ สองคน ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าคนหัวปี ซึ่งแกเคยเป็นคนพาไปที่วัดในหมู่บ้านให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสตั้งชื่อให้ตอนเกิดได้สองอาทิตย์ โดยหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ดูตามฤกษ์ยามที่เกิดและชื่อที่เป็นสิริมงคลที่สุดตามตำราโหราศาสตร์ จั้งตั้งชื่อให้ว่า “บุญแรก” เพราะเกิดวันอังคาร ตัวอักษรที่เป็นสิริมงคลคือ ตัวอักษร บ. อีกทั้งเป็นลูกคนหัวปี จึงตั้งชื่ออย่างนั้น และแกก็ชมชอบเป็นหนักหนากับชื่อนี้ แต่เมื่อปีที่แล้วนี้เองเจ้าลูกคนหัวปีได้มาบอกว่า ตนได้ไปเปลี่ยนชื่อใหม่แล้วที่อำเภอ โดยอ้างเหตุผลว่า เชย เป็นที่ตลกขบขันของเพื่อน บ่งบอกถึงความเป็นคนบ้านนอก ซึ่งแกก็ได้แต่นั่งรับฟังด้วยแววตามัวๆ เฉยๆ อย่างทุกครั้งที่ได้สนทนากับเจ้าลูกคนหัวปีคนนี้

             “แล้วแกจะเปลี่ยนเป็นอะไรละ” จำได้ว่านี่คือประโยคเดียวที่หลุดออกจากปากเขาในตอนนั้น เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาคัดค้าน

             “จักรพงศ์” และนี้คือประโยคเดียวเหมือนกันที่หลุดออกมาจากปากของเจ้าคนหัวปีลูกชายของเขา

            เจ้าลูกชายคนหัวปีคนนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยหนึ่งของรัฐที่มักจะพูดอะไรใหม่ๆ ที่เขาไม่ค่อยจะรู้เรื่องให้ฟังเป็นประจำ และเมื่อเขาไม่รู้เรื่องก็มักถูกต่อว่าเหน็บแนมจากลูกคนนี้เสมอ

             “สมัยพ่อมันเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปตั้งแต่เขาเอาโรงเรียนออกจากวัดโน้นแนะ ยุคนี้มันยุคของผม ยุคแห่ง KFC ไม่ใช่ขนมกริมไข่เต่าอย่างยุคพ่อ”

            และทุกครั้งที่ลูกชายคนหัวปีต่อว่าเขา สิ่งเดียวที่เขาจะกำราบความพยศของเจ้าลูกคนนี้ได้คือ ความนิ่ง นิ่งให้สมกับที่ลูกมันว่า “คนตกสมัย”

             “หรือว่าเราตกสมัยจริงๆ” เขาคิดในวันหนึ่ง ขณะกำลังเดินผ่านปากทางขึ้นภูเขาแล้วยกมือไหว้ศาล เจ้าภูเขา ที่ตั้งแต่เด็กจำความได้ คนเฒ่าคนแก่ ตลอดจนเด็กๆ รวมทั้งเขาด้วยในขณะนั้นจะยกมือไหว้ทุกครั้งที่เดินผ่านมาทางหน้าศาล เพื่อที่จะบอกกล่าวขอผ่านทางต่อเจ้าผู้ครองภูเขาแห่งนั้น และสำนึกในบุญคุณของภูเขาที่เป็นแหล่งหาอาหารต่างๆ มาประทังชีพ รวมทั้งเป็นต้นน้ำลำธารให้ดื่มกินมาแต่บรรพบุรุษ

            แต่มาบัดนี้ดูเหมือนว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่มีชีวิตอยู่ ที่ยังเมื่อผ่านมาทางหน้าศาลเจ้าภูเขาแห่งนี้ซึ่งจวนเจียนจะจำสภาพไม่ได้ว่าคือ ศาลเจ้า จะยกมือไหว้ทำความเคารพ ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวที่คนสมัยนี้ไม่ทำอย่างเขานั่นก็คือ การทำอย่างนั้นมันงมงาย ตกสมัย ไร้การศึกษา ซึ่งเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การเป็นคนมีการศึกษาเขาวัดกันตรงไหน หรือว่าวัดกันที่คนมีการศึกษามีความสุขกว่าคนไม่มีการศึกษา ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะจำได้ว่ายุคของเขา ห้าสิบกว่าปีโน้น คนส่วนมากก็ไม่มีการศึกษากันทั้งนั้น อย่างดีก็จบ ป.สี่ แต่ส่วนมากก็ไม่จบสักป. อย่างเขาเป็นต้น แต่ดูคนสมัยนั้นก็มีความสุข และดูเหมือนว่าจะมีความสุขกว่าในยุคสมัยนี้ไปด้วยซ้ำ มีรอยยิ้ม มีความสุขดีกินดี ไม่วุ่นวายสับสน เก่งแย่งกันอย่างยุคการศึกษาแพร่หลายเหมือนดังยุคปัจจุบัน ที่ต้องยื้อแย่งกันตลอด ไม่ว่าอะไร หรือว่า คนมีการศึกษาจะวัดกันที่สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ ข้อนี้เขาก็ว่าไม่น่าจะใช่อีกนั้นแหละ เพราะในยุคของเขา ไม่เคยเห็นมีข่าวการฆ่าตัวตายอย่างกับยุปัจจุบัน และคนฆ่าตัวตายในยุคปัจจุบันก็ล้วนแล้วแต่มีความรู้เป็นปัญญาชนทั้งนั้น บางรายก็เป็นถึงนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยดัง หรือว่า หรือว่า...ในวันหนึ่งเขานั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องคนมีการศึกษาว่าเขาวัดกันที่ตรงไหน แต่คิดอย่างไร ก็คิดไม่ออก “หรือเรามันคนไม่มีการศึกษา เลยคิดไม่ออก” ในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ และเลยเลิกคิดอีกต่อไป

            ลูกคนที่สองของเขาเป็นลูกสาว ซึ่งอยู่ในวัยแรกรุ่น (ปัจจุบัน) ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า ถ้าเป็นสมัยเขา เด็กในวัยนี้ก็ยังถือว่าเป็นวัยเด็ก ยังวิ่งเล่นแก้ผ้าอาบน้ำรวมกันเป็นฝูงกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้าน ลูกสาวคนนี้วันไหนไม่ไปโรงเรียนก็มักจะใช้เวลาให้หมดไปกับการดูนักร้องคนโปรดทางรายการทีวี ซึ่งมีเกือบทุกช่อง และมีเกือบทุกเวลาด้วย ไม่เว้นแม้แต่ยามดึกซึ่งเป็นยามที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาหลับนอนกันก็ยังมี

            นับวันลูกสาวคนนี้ก็มีทีท่าว่าจะมีนิสัยคล้ายๆ เจ้าพี่ชายขึ้นทุกวัน ที่เห็นเขาเป็นคนล้าสมัย ยึดถืออยู่กับความเชื่อโบราณๆ อันไร้เหตุผล

             “เชื่อพ่อเถอะลูก มันแปลกจริงๆ มันบ่งบอกถึงลางร้าย ทวดของพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า หอยโข่งมันเป็นสัตว์ที่หยั่งรู้ฟ้าดิน” เขายังไม่ลดความพยายามที่พูดโน้มน้าวใจของลูกๆ ของเขาให้เชื่อตาม

             “พอทีเถอะพ่อ” เจ้าลูกชายคนโตเริ่มขึ้นเสียง

             “ไอ้เจ้าหอยโข่งมันจะมาวิเศษ รู้ดีไปกว่ากรมอุตุวิทยาไปได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างพ่อว่า น้ำจะท่วมใหญ่จริง ป่านี้กรมอุตุเขาต้องประกาศข่าวเตือนล่วงหน้าแล้วละ”

            คืนนั้นหลังล้มตัวนอนก่อนที่จะหลับ เขาไม่วายที่จะย้อนรำลึกถึงไข่หอยโข่งตัวนั้น

             “เอ็งว่ามันแปลกไหมแม่ ตั้งแต่ข้าเกิดมาเพิ่งเคยเห็นครั้งนี้แหละครั้งแรก หอยโข่งนะ ปกติมันจะวางไข่พ้นน้ำแค่คืบเดียว แต่นี้มันวางไข่จนถึงยอดต้นไผ่เลยทีเดียว ข้าเคยได้ฟังจากปู่ข้าว่า หอยโข่งนะมันเป็นสัตว์หยั่งรู้ฟ้าดิน มันจะรู้ระดับของน้ำ คนโบราณเขารู้ปริมาณของน้ำว่าจะมากจะน้อยก็ด้วยการสังเกตจากเจ้าไข่หอยโข่งนี้แหละ นี่หอยโข่งวางไข่บนยอดไม้ไผ่ แสดงว่าปีนี้น้ำต้องท่วมหนักแน่” ก่อนที่จะนอนเขาพยายามที่จะบอกความในใจของตัวเองให้กับภรรยาฟัง

             “พ่อก็อย่าวิตกให้มากไปเลย เชื่อลูกมันเถอะ มันมีความรู้ ถ้าหากปีนี้ฝนตกหนักว่าทุกปีจริง กรมอุตุเขาประกาศเตือนเองแหละ”

             “แต่ข้าวันกันเอาไว้ก่อนดีกว่านะ พระท่านสอน ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ถ้ายังไงเราย้ายไปค้างที่ขนำในสวนบนเขาสักพักเถอะ กันเอาไว้ก่อน ข้าสังหรณ์ยังไงๆ ไม่รู้”

             “เถอะน่า...เชื่อลูกมันเถอะ”

             “......”

            ครอบครัวบุญประกอบ และทุกครั้งที่ริมกำแพงท้ายวัด ตาคล้อย จะมาหยุดตรงโกศที่จารึกชื่อนี้ เอื้อมมือที่ปูนโปนไปด้วยเส้นเอ็นของแก ไปลูบเบาๆ ที่ป้ายชื่อ โดยประหนึ่งว่าป้ายชื่อหินอ่อนอันปราศจากวิญญาณแผ่นนั้นจะเป็นใบหน้าของลูกๆ และ แม่ซึ่งครั้งหนึ่งแกเคยเรียกภรรยาของแกอย่างนี้ อย่างแผ่วเบาและลูบอยู่อย่างนี้ จนผีฟ้าเก็บผ้าอ้อมหมด ตะวันลับต้นประดู่ที่ยืนต้นมาช้านานที่ริมกำแพงวัดแห่งนี้ และนั่นและแกจึงจะจากไป จากไปเพื่อจะกลับมาลูบใหม่ในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง