เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. รหัสหอยโข่ง  ของ ธาร  ธรรมโฆษณ์  ฉบับที่ ๒๕๐๔
๒. ต้นกล้า  ของ อุบล สรรพัชญพงษ์  ฉบับที่ ๒๕๐๕
๓. บาดแผลชีวิต   ของ จิราภา  ฉบับที่ ๒๕๐๖

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๐๓

"ขาที่หักพับ (ตอนจบ)"

โดย ศิลา โคมฉาย

            ปานบัวเริ่มทำความรู้จักกับภูมิประเทศบนที่ราบในหุบเขา หมู่เรือนไม้ใต้ถุนสูงเด่นงามสง่าอยู่ในดงไม้ ปลายสวนด้านหลังเป็นป่าไผ่ ค่อยลาดลงสู่ธารน้ำใสสะอาด ทางตะวันออกพ้นจากแนวไม้เป็นไร่ข้าวโพดหลายผืนต่อเนื่องไปจรดตีนเขา ด้านตะวันตกไกลออกไปเป็นลาดเนินบนยอดนั่นยังเป็นป่าดงหนา มีวัดป่าของพระนักปฏิบัติธรรม

            เธอกำลังทอดน่องอยู่บนทางโรยกรวดหน้าบ้าน ที่หันไปทางทิศเหนือ ทางตัดคั่นกลางสระเก็บน้ำแนวยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทอดตัวคดเคี้ยว ไต่ขึ้นสูง ผ่านสวนผลไม้ แปลงสวนไม้อก แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไปบรรจบกับทางหลวง

            ปานบัวหยุดชื่นชมดอกบัวแดงในสระ แข่งกันเบ่งบานสลอน ดอกคลี่โตขนาดสองฝ่ามือกลีบสีแดงอมชมพูสดเข้มจัดจ้าน สวยจนในป่วนไหว รองรับด้วยกลีบใบสีเขียวแกมน้ำตาลแดง เช่นเดียวกับใบทรงกลมที่แผ่ลอยบนผิวน้ำ เกิดจังหวะของความงามกลมกลืน เธอคิดถึงการถ่ายภาพ เพราะจะเป็นเสมือนการบันทึกอารมณ์ปีติขื่นชมแบบฉับพลัน

            เธอย้อนกลับมาสู่ลานบ้าน เพื่อเอากล้องถ่ายรูปจากห้องพัก เห็นเด็กหญิงผิวขาวซีดกำลังเขย้อเขย่ง เก็บดอกซะบาแดงสดจากปลายกิ่งสูงเพรียวเกินเอื้อม แม่หนูโน้มโก่งลงมากำลังจะคว้าได้ดอก กลับเสียหลักจากการยืนบนปลายเท้า มือกระชากลำต้นหักพับลง

             “ทำต้นไม้หักแล้ว!” ปานบัวเสียงเข้ม ห้วน กระด้างน่าเกลียดจนเด็กหญิงสะดุ้งวาบ หันมองตื่นๆ ปากคอสั่นเหมือนจะพูด แต่ถูกแววตาแข็งกร้าวพุ่งปะทะกำราบสะกดจนเบื้อใบ้

             “ดี...ดี เอ้ย!...” เสียงแม่ของเด็กหญิงตะโกนเรียกมาจากท้ายสวน เด็กหญิงขานรับแล้วฉวยโอกาสนั้นก้มลงเก็บดอกอัญชัน ชมนาด ตะแบก คุณนายตื่นสาย เฟื่องฟ้า และอื่นๆ หลากสีวางกองกับพื้น...กองมันไว้ในอุ้งมือวิ่งตื้อออกไป

            ปานบัวมองนิ่งอยู่ที่กิ่งซะบาหักพับ ถอนหายใจหนักๆ เมื่อใจคอสงบลง กังวลกับการแสดงออกที่ดูก้าวร้าวของตนเอง มันเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ไม่อาจควบคุมได้ เหมือนเป็นการโต้ตอบโดยอัตโนมัติ ไม่ทันตั้งสติยั้งคิด เป็นเช่นนี้มานานนักแล้ว และมักทำให้เธอเป็นทุกข์ทุกคราวไป...เธอคิดถึงต้นราชาวดีของพ่อ ในครั้งกระโน้น เด็กชายเพื่อนเล่นเพื่อนบ้าน ทำมันหักพับเพราะความซุกซน พอทักท้วงต่อว่ากลับพาลเข้าเตะ-ต่อยทำร้าย เธอเดือดดาลสุดขีด สู้สุดฤทธิ์ป้องกันตนเอง ช่วงที่คว้าแขนเจ้าเด็กเกเรได้จึงกัดขย้ำสุดแรง ฝังรอยฟันห้อเลือด บวมช้ำแผลใหญ่ แม่นออกจากจะไม่ปกป้องเธออย่างที่แม่ของเด็กชายทำ กลับเฆี่ยนตีเสียแตกยับ ขณะที่เธอยังเป็นเด็กวัยแค่แปด-เก้าขวบ...

            ปานบัวยังคงจับตาตรงจุดเดิม แต่คล้ายจะมองไม่เห็นสิ่งใดอีก มีอาการปั่นป่วนในหัวปวดหนึบตรงขมับราวปมประสาทถูกบีบเค้น ในโพรงกระโหลกภาพบางภาพพรั่งพรูออกมา...ตุ๊กตาตัวโปรดเพื่อนเล่นกอดนอน คอหักพับ เพราะแม่จับมันขว้างทิ้ง แค่เธอลืมวางทิ้งเกะกะบนโซฟาห้องรับแขก...จักรยานคอหักพับ ถูกแม่ที่ดื่มพอตึงๆ ถอยรถชนแบละทับพับยับ รถแม่เป็นรอยขูด เธอจึงถูกตีมีรอยแผลไว้เตือนใจ...ในชีวิตแทบไม่เคยเห็นแม่อารมณ์ดี เธอเติบโตกลางเสียงตะคอกกระด้าง และการลงโทษซ้ำซาก

            แต่นั่นไม่ใช่เหตุผล ถูกต้องชอบธรรมเลย หากจะโยนความกดดันเหล่านั้นเข้าใส่เด็กหญิงผิวขาวซีด

            ปานบัวว้าวุ่นจนตัวสั่น ไม่อาจอยู่เฉย เหลียวหา ชะเง้อชะแง้ สอดส่อง แล้วออกเดินตามหาไปทางท้ายสวน พบเด็กหญิงนอนคว่ำหน้าอยู่บนแคร่ใต้ร่มมะม่วง มือง่วนกับการละเลงดอกไม้ใส่กระดาษ เมื่อเข้าใกล้ ปานบัวได้เห็นว่าแม่หนูกำลังระบายสีให้ภาพครอบครัว บ้าน วัด ผืนไร่ และภูเขา โดยใช้สีจากกลีบดอกไม้หลากชนิด แต้มระบายตามแต่ใจคิด องค์ประกอบภาพเรื่องราว ดูดีมีชีวิตชีวา แม้สีจากดอกไม้จะจำกัด ไม่สม่ำเสมอ มีรอยกดบี้ รอยกระดำกระด่างรอยลากปาดหยาบๆ เลอะเทอะ กลับเร้าอารมณ์ให้ความรู้สึกถึงความสดและกล้าหาญ

             “โอ...สวยจัง” ปานบัวร้องเสียงใส ชื่นชมจากใจจริง

             “คุณไม่โกรธแล้วเด็กหญิงถาม ขณะยังคงนอนคว่ำ เชิดหน้าเบิกตากลมโตจ้องมองเธอ

             “ใช่...มันหักพับ แต่หนูก็ทำเพื่อสร้างสรรค์นี่นา...”

             “ถ้าคุณชอบ หนูจะยกให้คุณเลย” แม่หนูลุกขึ้นยิ้มแย้ม อวดความบริสุทธิ์แจ่มใสทั้งที่ปาก แก้มและดวงตา

            ปานบัวรับภาพเขียนมาเพ่งพินิจอย่างชื่นชม รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ราวสลัดหลุดจากพันธนาการบางอย่าง...

 

            ยามเย็นฟ้าเบื้องบนเหนือฝืนไร่ กว้างไกลครอบคลุมไปถึงทิวเขาทางตะวันออกเป็นสีขาวเรือง นกฝูงใหญ่แปรขบวนขยายแนว เป็นเส้นโค้งยาวเหยียด ดาหน้าโบกบินมุ่งสู่ป่าดงบนภูสูง ลมเย็นโชยเอื่อยอ่อน ซอกซอนมาระหว่างหมู่แมกไม้ หอบเอากลิ่นหอมจางๆ ยากจะแยกออกระหว่างดอกโมก บุหงาส่าหรี หรือดอกแก้ว กรุ่นละมุนไปทั้งหมู่เรือนไม้

            ปานบัวนั่งทอดอารมณ์ที่ศาลา พยายามมองหาต้นตอของมวลไม้ กำจายกลิ่นแปรบรรยากาศบ้านพักหอมอวลเป็นเช่นเรือนสวรรค์ ปุญญ์ปรากฏตัวเงียบๆ แค่เหลียวเห็นเธอชะงักและใจเต้นแรง เขาดูสดใส สดชื่น อ่อนวัยลงอย่างน่าประหลาดใจ แม้จะคงความคมเข้ม ที่เคยสั่นไหวความรู้สึกใครต่อใคร ให้แอบชื่นชมไว้เช่นเดิม แต่เพิ่มความอ่อนโยน อบอุ่นน่าวางใจ เขายิ้มสวยและเปิดเผย

             “ขอโทษนะที่ชวนมาเที่ยว แต่กลับปล่อยให้คุณแกร่วอยู่กับบ้าน” เสียงของเขานุ่มนวลจริงใจ

             “ฉันมาพักผ่อนต่างหาก” เธอยิ้มหวานขณะตอบแบบกวนๆ

             “นั่นสินะ ผมเห็นคุณออกจะเครียดๆ หมองๆ เลยชวนมาเที่ยว...” เขาจ้องมองลึกลงไปในดวงตา จนเธอต้องหลบวูบ ร้อนวาบที่ผิวแก้มลามลึกถึงใบหู กับการได้รู้ว่าเขาสนใจ และสังเกตถึงความเป็นไปที่เกดกับตัวเธอ

             “ผมไม่ว่างเอาเลย ต้องไปหาพระอาจารย์ที่วัดมกุฎคีรีวัน บนยอดเนินโน้น ให้ท่านช่วยบำบัดอาการของผม...” น้ำเสียงของเขาจริงจังมากขึ้น เมื่อเห็นเธอเงียบไป

             “ท่านให้หลักการแบบพุทธ คือความไม่ใช่ตัวตน...มาช่วยในการบำบัด คุณเข้าใจไหม? ท่านว่า...สิ่งที่เราเห็นเป็นรถ ถ้าลองแยกชิ้นส่วนออกจากกัน มันจะไม่ใช่รถในทันที รถคือองค์ประกอบรวม เหมือนตัวเราที่เห็นว่ามันมีอยู่ แต่ความจริงมันไม่มี...ไม่ใช่ กับความเข้าใจอย่างนี้ทำให้ผมดีขึ้นมาก ถึงต้องมาหาท่านบ่อยๆ แต่ผมรู้นะว่ายากที่จะหายขาด เพราะปัญหาของผมไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่น แต่เป็นการถูกหลอนด้วยภาพฝังใจ”

            ลมนิ่งอากาศอ้าวขึ้น เขาเบนสายตาไปมองขอบฟ้าเหนือเทือกทิวเขา เหมือนค้นหาความหวัง กลับเห็นแต่ยามสนธยาเริ่มโรยความหม่นมัวลงมาปกคลุม กับกลุ่มเมฆฝนบางๆ หย่อนตัวโรยสาย ปฏิสันฐานกับยอดไม้บนสันเขา ปานบัวรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่เคลื่อนเข้าหา จนต้องรวบรวมพลังใจเข้าต่อต้าน

             “ฉันเชื่อมั่นว่าคนดีแบบคุณ ต้องพบวิธีการจัดการกับมันได้” เธอคิดและเชื่อเช่นนั้นจริงๆ มิได้แสร้งปลอบประโลมลมๆ แล้งๆ ตามมารยาท

             “ขอบคุณที่ให้กำลังใจ น่ากลัวต้องชวนคุณมาเที่ยวบ่อยๆ จะได้มีกำลังใจสะสมเยอะๆ” เขากลับมามีสีหน้าสดชื่นอีก และเริ่มทำท่าล้อเลียน

             “คุณคงชวนใครต่อใครมาบ่อย”

             “ก็ไม่บ่อย เพื่อนผู้ชายน่ารำคาญเอาแต่ดื่มมาแล้วเอะอะมะเทิ่ง ส่วนผู้หญิงเขามักรำคาญผม เพราะผมไม่ค่อยว่าง ไม่เอาใจใส่ในฐานะเจ้าบ้าน แล้วพาลเบื่อความเงียบเหงาของป่าเขา ผมคิดว่าคงเหลือแค่คุณ...”

             “แน่ะ! อย่ารีบรวบรัดสรุปหน่อยเลย...” ปานบัวเสียงอ่อยขึ้นจมูก ก้มหน้าลงมองเล็บมือที่วางบนโต๊ะรู้สึกคล้ายกำลังแพ้กลิ่นหอมอวลกรุ่นอยู่ในบรรยากาศขึ้นมาทันที มันป่วนใจจนไหวหวิว...

            หลังอาหารค่ำปุญญ์วางท่าอย่างเป็นทางการ เชิญกึ่งบังคับปานบัวเข้าร่วมฉลองต้อนรับเป็นการเฉพาะ เขาเลือกเรือนไม้หลังเล็กตรงมุมบ้าน คั่นระหว่างเรือนตะวันตกกับเรือนทิศใต้เป็นสถานที่จัดงาน ภายในตกแต่งเรียบๆ ติดผนังด้านหนึ่งเป็นชั้นวางหนังสือ โต๊ะและชุดเก้าอี้หวายชิดผนังตรงข้ามวางเปียโน ด้านที่เป็นประตู มีกระจกบานใหญ่ในกรอบหวายถักลายละเอียดประณีต ราวเกิดจาการถักร้อยดอกพิกุล น่าเสียดายที่กระจกมีรอยร้าว จึงถูกวางอิงทิ้งไว้กับพื้นที่ปูลาดด้วยเสื่อหวาย บนนั้นยังระเกะระกะด้วยหมอนขวาน หมอนขิด ไว้ให้นั่งอิง นอนอ่านหนังสือ

            เมื่อเด็กหญิงผิวขาวซีดปรากฏตัวขึ้น ปูญญ์ดึงเก้าอี้เปียโนมานั่ง เปิดฝาครอบคีย์ กดคอร์ด ไล่บันไดเสียงซ้อมนิ้ว เตรียมพร้อม บอกให้ปานบัวเลือกที่นั่งชั้นพิเศษเอาเอง และหันมาออกคำสั่ง

             “ดี ร้องเพลงเพราะๆ ต้อนรับคุณปานบัวหน่อยนะ”

            ปุญญ์และเด็กหญิงวางท่าราวกับมืออาชีพ ทั้งคู่เข้ากันได้ดีจนไม่ต้องมีนัดหมาย ทำความเข้าใจ ก่อนการบรรเลงร่วมกัน ปุญญ์เริ่มด้วยคอร์ดเน้นเสียงต่ำในแนวเบส แทรกด้วยการเล่นแตกคอร์ดในเสียงสูง เป็นเสียงใสสั้นเกิดจากการพรมนิ้ว ตามด้วยแนวทำนองเพลงเป็นอินโทรดักชั่น และส่งเข้าช่วงการขับร้อง

             “เหนือสิ่งอื่นใดใฝ่ปรารถนา ดั่งมณีเลอค่าส่องชีวาคล้ายตะวันฉาย สู่ธารความฝันศรัทธายืนยันมิคลาย แม้โลกแตกสลายทั้งใจและกายมอบความดีงาม...”

            เสียงของเด็กหญิงใส กังวานหวาน มีพลังสะกดตรึงความรู้สึกของปานบัวให้หยุดนิ่ง ดื่มด่ำเอาความเสนาะเนียนอย่างกระหายหิว และก่อนจะตั้งตัวติด ทุกอย่างพลิกกลับกลายเป็นคนฟังถูกดึงดูดจมดิ่งลงในความไพเราะของบทเพลง คำร้องโน้มน้าวให้ใจลอยละล่องไปในกระแสเสียง...เด็กหญิงควบคุมการออกเสียงได้แม่นยำ ไม่มีจุดแปร่งเพี้ยน บังคับการใช้ลมจากภายในมาสั่นเร้าเส้นเสียง เกิดน้ำเสียงนุ่มหนา ลื่นไหลพรูพริ้มมิมีขาดหาย รักษาและจัดการกับจังหวะแบบสบายๆ ...ปานบัวเหมือนถูกครอบงำ สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง นิ่งงัน สงบเย็น และเคลิ้มหลง ปล่อยให้เพลงจบลงแล้วครู่ใหญ่จึงรู้สึกตื่นตัว

             “เสียงแกใสจัง เพราะ...เพราะมากจริงๆ” เธอพูดพร่ำราวละเมอ ขณะมองเห็นความใสกระจ่างในตัวของตน

             “ใช่! ใสเพราะพรสวรรค์ แล้วใจของดีคงไม่เคยมีรอยตำหนิ...” ปุญญ์ช่วยวิเคราะห์แยกแยะ

            ภายนอกดูเหมือนฝนจะลงเม็ดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย การตกต้องใบไม้...กระทบหลังคาเสียงเปาะแปะได้ยินชัดเจน เด็กหญิงรีๆ รอๆ เหมือนจะขออนุญาต แต่คอยจนปุญญ์ออกปาก เธอจึงวิ่งตื้อลงเรือนไป

             “จะฟังเพลงอีกไหม? หรือจะร้อง...ผมเล่นเปียโนให้ได้ รับประกันว่าได้ทุกเพลง ทุกสไตส์จะดำน้ำบ้าง กล้อมแกล้มบ้าง ไม่ต้องหยอดเหรียญ...ไม่ต้องเปิดเครื่อง แต่เปิดใจกันหน่อย...” ปุญญ์ว่าพลางขึ้นอินโทร.เพลง และประเดิมด้วยการร้องเสียเอง...

            ฝนลงเม็ดหนาขึ้น จนได้ยินเสียงซัดสาดกรู...กราว...ลมพัดแรงหอบกลิ่นความชื้นชื่นเย็นเข้ามาภายใน ปุญญ์เพิ่มพลังเสียง บอกเล่าถึงจังหวะของสายฝน ก่อตัวขึ้นกลางความว่างเปล่าเบื้องบน ทิ้งตัวเหมือนการอุทิศลงชโลมผืนดิน ล้างความแห้งโหยกันดารมลายสิ้น...มันก่อเกิดจากความปีติหรือเศร้ากันแน่? เป็นน้ำใจเปี่ยมกุศลของทวยเทพ หรือหยาดน้ำตาของนางฟ้ากันละหนอ...

            โอ...น้ำจากกลางหาวบริสุทธิ์ชื่นฉ่ำ

            ฝนกระหน่ำลงหนักหน่วง ต่อเนื่องไม่ขาดสาย บทเพลงยังคงบรรเลงลื่นไหล สอดประสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่กำลังดำเนินไป เนื้อหาช่างนอบน้อม แต่กระแสเสียงยิ่งหนักแน่นแจ่มใส ในท่วงทำนองจังหวะแห่งรัก...ณ กลางหาวหัวใจ โอ...ความพึงใจ ปรารถนาเดิมเต็มให้ มิได้หมายครอบครอง เพื่อจะมอบซึ่งความสุขและยินดีแบ่งรับเอาทุกข์ พร้อมแล้วให้รักเช่นนั้นนำทางไป...ปานบัวถูกดึงดูดให้เข้าร่วมขับขาน เริงรอนเต็มปากเต็มคำ...เต็มอารมณ์ความรู้สึก น้ำเสียงของเธอสดใสอิ่มสุข

            ฝนและลมโหมประโคมอึงคะนึงต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะสร่างซา...

 

            บทเพลงยังคงกังวานหวาน เหมือนไม่รู้จบ ปานบัวไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพลงอะไร มันเห่กล่อมดวงใจให้นิ่งสงบลงพักผ่อน บนเปลที่ถักทอขึ้นด้วยสายใยรัก ใต้ร่มเงามิตรภาพ อบอุ่นด้วยสายลมที่โชยพัดหอบเอาความเอื้ออาทรเข้าอาบไล้ ในดินแดนที่เธอเลือกพำนักแห่งนั้นแม้กว้างไกลสุดสายตา แต่อุดมสมบูรณ์สวยงามด้วยภูมิทัศน์...เมื่อเธอพยายามจับใจความของคำร้องกลับฟังไม่เป็นภาษา คล้ายถูกผิวหวิวหวีดแหลมใส ท่วงทำนองซ้ำๆ จวบจนรวบรวมสติได้มั่นแล้วนิ่งสดับ...คล้ายจะเป็นเสียงนกขับขาน...ต้องเป็นนก...ใช่แล้วเสียงนก...

            ปานบัวลืมตาตื่น เห็นลำแสงแยงผ่านช่องลมเข้ามาในห้องหนังสือ เธอสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าสิ่งที่หนุนนอนไม่ใช่หมอน มีลมอุ่นๆ เป่ารดใกล้ใบหูเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จากหัวจรดปลายเท้าเบียดซบอยู่กับเรือนร่างสูงใหญ่ รู้สึกเขินอายจนไม่กล้าเหลือบมอง ค่อยๆ ยกตัวขึ้นช้าๆ เบาแผ่วลุกนั่ง กลัวจะเกิดการรบกวน มองสำรวจตัวเองอย่างละเอียดละออ...นึกขอบคุณและยกย่องคนที่นอนบนพื้นเหยียดยาว ก่อนจะมองผ่านไปสู่สิ่งอื่น ถึงชั้นหนังสือ โต๊ะ ชุดเก้าอี้หวาย เปียโน...

            ปานบัวยิ้มอายๆ ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าและลำคอ บังคับใจให้ชายตาหันไปมองร่างที่นอนแนบชิด ทอดตัวเบียดฝาเรือนไม้ ท่อนล่างติดชิดกระจกบานใหญ่ในกรอบหวายถัก เธอสะดุ้งโหยงเมื่อมองผ่านในแว่บแรก หยุดมองจ้องเพ่งพินิจพิจารณา ตาค่อยเบิกกว้างจนลุกโพลง ตกตะลึงไปพักใหญ่ ความตื่นเต้นเริ่มทวีกำลังรุนแรงหนักขึ้นจนแทบไม่อาจควบคุมตนเอง เอามือปิดปากที่อ้าค้าง อุดไม่ให้เสียงกู่ร้องไม่เป็นภาษาหลุดลอดออกไป เธอรวบรวมพลังข่มใจจนเกร็งไปทั้งตัว ปลุกสติให้ฟื้นคืนสู่สภาวะปกติ เอียงตัวลงนอน เบียดเข้าตระกองกอด และกรอกเสียงกระซิบใส่ช่องหู

             “คุณปุญญ์...คุณปุญญ์...”

            รอจนมีเสียงตอบรับ ทิ้งระยะรอคอยให้ตื่นตัวเต็มที่ ปานบัวพูดช้าๆ เน้นๆ ชัดถ้อยชัดคำจริงจังเหมือนกำลังออกคำสั่ง

             “คุณปุญญ์คะ ฟังให้ดีนะ หลับตาไว้ ฉันจะประคองคุณให้ลุกขึ้นช้าๆ อย่าขยับตัวเปลี่ยนท่า พอนั่งได้ให้ลืมตามองไปทางกระจก...คุณจะเห็นอย่างที่ฉันเห็น...เอาละนะ...”

            ปุญญ์ออกจะงงๆ แม้อาการงัวเงียจะหายไปแล้ว แต่ยินดีจะให้ความร่วมมือ พร้อมจะเล่นเกมเริ่มวันใหม่ให้สนุกสนานร่าเริง

             “คุณดูได้เลย...เห็นชัดๆ ไหม...ดูซี...คุณมีขาสองข้างอย่างสมบูรณ์ ดูเถิดไม่มีตรงไหนหักพับ...”

            ภาพที่ปรากฏต่อสายตา ปุญญ์มีขาข้างหนึ่งวางเหยียดบนพื้นห้อง และอีกข้างเคียงคู่อยู่ในกระจกเงาบานใหญ่กรอบหวายถัก

             “ใช่...ใช่...ใช่...” ปุญญ์ร้องเสียงหลงซ้ำๆ ย้ำๆ เป็นคนติดอ่าง

             “ผมมีขา แล้วไม่ได้หักพับเลย...” เขาตะโกนตื่นเต้น ตาเบิกกว้างลุกวาว ดีใจจนแทบคลั่งยังคงร้องซ้ำซาก...ไม่ได้หักพับ...ไม่ได้หักพับ...เหมือนเสียงสะท้อนในหุบเขา ตัวสั่นเทิ้มอย่างน่ากลัว

             “ไม่มีอะไรหักพับอีกแล้ว...” ปานบัวพูดกรอกหูเหมือนตอกย้ำ โอบกอดเขาไว้แน่น ลูบไล้แผ่นหลัง ตบเบาๆ ปลอบโยนให้เขาสงบลง

 

            ฝนหนักแต่เมื่อคืน แม้สายน้ำฟ้าเททะลักสาดกระหน่ำ ลมแรงกรรโชกกระชากฉีกบิดบางกิ่งก้านหักโค่น ต้นไม้น้อยหักพับ พุ่มไม้ดอกเอียงเร่ระเนระนาด ใบไม้เกลื่อนกระจาย แต่มันได้นำมาซึ่งยามเช้าแสนวิเศษ ไม้แกร่งระบัดใบเขียวสดชื่นฉ่ำ เหมือนได้ชำระคราบสกปรกเกาะกุมออกเผยถึงสีสันเนื้อแท้สดใสมีชีวิตชีวา ฟ้าแผ้วเมื่อมวลเมฆถูกกำจัด ดูโล่งลิ่วเป็นเวิ้งครามสดกว้างใหญ่ ทิวเทือกเขาสีเม็ดมะปรางสวยหวานล้ำลึก ดึงดูดใจให้เพลินซมราวภาพเขียน... เป็นเช้าวันใหม่ที่อาบอิ่มด้วยมนตรามหัศจรรย์

            และปุญญ์ ดูสดชื่นแจ่มใสเหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง

             “ไปปลูกต้นไม้กันเถอะ!” ปานบัวเอ่ยปากชวน เธอร่าเริงสดใสไม่แพ้กัน

            จากที่ไหนสักแหงในราวป่ากว้าง หมู่นกต่างขับขานบทเพลงหวานเสนาะ สรรเสริญความงามดังระงม...