เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. รหัสหอยโข่ง  ของ ธาร  ธรรมโฆษณ์  ฉบับที่ ๒๕๐๔
๒. ต้นกล้า  ของ อุบล สรรพัชญพงษ์  ฉบับที่ ๒๕๐๕
๓. บาดแผลชีวิต   ของ จิราภา  ฉบับที่ ๒๕๐๖

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๐๒

"ขาที่หักพับ (ตอน ๑)"

โดย ศิลา โคมฉาย

            เสียงกรีดร้องของนกจากเบื้องล่าง ดึงดูดปานบัวให้ปรากฏตัวตรงหน้าต่าง เรือนตะวันตกครึ้มอยู่ใต้แนวไม้ใหญ่ ดวงตะวันยามเช้า ยังเคลื่อนไม่พ้นทิวเทือกเขาและป่าดงทางตะวันออก ไม่มีลำแสงฉายผ่านไปถึงห้องพัก ดวงหน้าของเธอจึงคล้ายซ่อนลึกอยู่ในเงาทึบทึม มีเพียงสันจมูกเล็กๆ โด่งงาม โหนกแก้มและดวงตาเป็นประกาย ที่แสงตกต้องสัมผัสถึง ภาพหญิงสาวในกรอบสี่เหลี่ยม จึงดูลึกลับ และมีนัยซ่อนเร้น...

            บนพื้นหญ้าในร่มเรียวใบหนาระหว่างดงแมกไม้ ลูกนกกระโดดโลดเต้น พยายามกวัดกระพือปีกเล็กๆ ขนยังไม่เต็มดีนัก ยกตัวโผขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่กลับไร้ผล เป็นเพียงการกระโดดวิ่งกวนไม่มีทิศทาง เหมือนดิ้นพล่านทุรน มันกรีดร้องแหลมเล็ก ตื่นตระหนก ขลาดกลัวผสานเสียงแตกตื่นหวาดหวั่นมิต่างกันของแม่นก ที่บินวนโฉบฉวัดเฉวียนไป-มาอย่างกระวนกระวาย

            สีหน้าของปานบัวมีแววกังวล เมื่อเห็นรังนกคว่ำอยู่กับดิน เธอมองไล่จากโคนไม้สูงขึ้นสู่กิ่งก้าน พุ่มใบ กวาดสายตาค้นหา สะดุดเล็กน้อยเมื่อพบกิ่งไม้เล็กๆ หักพังห้อยร่องแร่ง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้น ใจเต้นแรง...หันขวับกลับมามองหาแม่นก ความหวาดวิตกกระตุ้นให้มันดิ้นรนสุดแรง บินวนว่อนเหมือนบ้าคลั่ง สัญชาตญาณของความเป็นแม่ ถูกบีบแค้นอย่างหนักหน่วงเมื่ออับจนปัญญา สิ้นหนทางจะช่วยลูกน้อยไม่ประสีประสา พ้นจากสภาวะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย บางคราวมันจึงโผลงจับกิ่งโมกเตี้ยๆ เกาะนิ่งอย่างสิ้นหวัง...ดวงตาของปานบัวเริ่มเปลี่ยนแวว

            เมื่อหูคล้ายแว่วเสียงแมวจากที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นโรงครัว...บ้านพักของครอบครัวแม่บ้าน-คนสวน หรือของคนขับรถ ด้านหลังทางปลายสวน แม่นกแผดร้องกระชั้น กรีดเสียงระล่ำระลัก เคลื่อนไหวว้าวุ่นจนไม่อาจควบคุมทิศทาง...เธอมีรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก

            แมวปรากฏตัวแล้ว มันเคลื่อนเงียบกริบ เอาแปลงต้นเข็มแนวยาวตามชายคากำบังเดินๆ หยุดๆ ซุ่มรอเหมือนกะการ แล้วเปลี่ยนเป็นย่องย่อจนตัวโก่ง ดวงตาจ้องเขม็งค่อยกระเถิบเข้าหาเหยื่อ หาระยะเหมาะแก่การพุ่งเข้าใส่ ตะครุบ ขย้ำอย่างแม่นยำ นักล่ากำลังตื่นตัวเต็มที่...แม่นกเห็นหายนะภัยคืบมาถึงแล้ว ยิ่งแผดเสียงโกรธแค้น ถลาบินโฉบเข้าใส่อย่างดุร้าย ราวจะโจมตีจากเบื้องบน แต่ท่าทีเช่นนั้นไม่อาจข่มขู่ เบี่ยงเบนความสนใจของแมวออกห่างจากลูกนกได้ แม่นกจึงทำได้เพียงร่ำร้องเหมือนหัวใจกำลังแตกสลาย...

            ปานบัวใจเต้นระทึก ประกายตาวาวขณะยิ้มเหยียดๆ

             “ไป...ไป๊...ไปให้พ้นไอ้แมวบ้า!” เด็กหญิงตัวเล็กผิดขาวซีด ตะโกนเสียงแจ๋นมาจากหลังบ้าน ขว้างก้อนเดินเข้าใส่ อีกมือถือไม้เรียววิ่งรี่เข้าหวดกระหน่ำขับไล่ แมวตกใจเผ่นแผล็วกระโจนหนีกระเจิดกระเจิงไป

             “โอ...โอ๋...โอ...ลูกๆๆๆ ...” เด็กหญิงดัดเสียงเลียนผู้ใหญ่ปลอบขวัญ ขณะต้อนจับลูกนกมาใส่ลงในรัง อุ้มโอบแนบอกปลอบโยน มองไล่ไปตามยอดไม้ เหมือนครุ่นคิดหาวิธีส่งคืนสู่วิถีของมัน เมื่อเด็กหญิงมองมาถึงหน้าต่างห้องพักเรือนตะวันตก หญิงสาวในกรอบสี่เหลี่ยมผงะ และรีบหลบวูบ

 

            แสงแดดอุ่นอ่อนโยนลำแรกสาดข้ามสันเขา ทอดตัวขนานแนวเหนือใต้ ทอลอดระหว่างแมกไม้ผ่านมาถึงชานกลางของเรือนยกพื้นสูง คล้ายจะเลียนแบบแปลนเรือนไทยโบราณ ให้ชานเชื่อมเรือนไม้ทรงกระทัดรัด สามหลัง และศาลาเล็กๆ ที่ต่างแยกเป็นเอกเทศเข้าด้วยกัน กลางชานพื้นถูกเจาะเปิดช่องให้ต้นประดู่แทงทะลุขึ้น ชูยอดแผ่กิ่งก้านสาขา ยามนี้เงาของมันทอดยาวไปทางเรือนตะวันตก

            ปานบัวยืนนิ่งราวต้องมนตรา ชื่นชมทิวเขาอาบแสงตะวัน กลายเป็นสีม่วงเม็ดมะปรางสุกใส เกิดความงามอันน่าพิศวง ต่อความมหัศจรรย์ของสี-แสง-เงาในธรรมชาติ ชวนตื่นตาตื่นใจมันมีพลังแผ่ซ่านซึมซาบลึกลงเร้าความรู้สึก ให้ซาบซึ้งและอิ่มเอมอย่างประหลาด ดื่มด่ำอยู่ในความสุขนิ่งนาน ตราบประกายทองฉายวูบวาบบาดตา จนต้องหรี่หยีเบนหนีหลบเลี่ยง เธอพลันตื่นตัวเห็นลำแสงสาดต้องใบไม้เขียวสดเป็นมันปลาบ ราวถูกสลักเสลาขึ้นมาจากอัญมณี สะท้อนแสงพราวพราย

            ขณะปานบัวขยับตัวเคลื่อนไปยังศาลา ตั้งอยู่ตรงมุมชานเรือนด้านตะวันออก เสียงกุกกักจากห้องพักเรือนไม้ด้านใต้หยุดยั้งเธอไว้ เสียงประหลาดยังคงดังต่อเนื่อง บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวภายใน ดึงดูดความสนใจให้ต้องเพ่งมอง อึดใจต่อมามันเพิ่มความรุนแรงเป็นดังกึง...กัง...เหมือนเกิดการกระทบกระทั่ง เสียงคนครางสั้นๆ ต่ำลึกก้องอยู่ในลำคอ แยกไม่ออกว่าเปล่งออกมาจากความเจ็บปวด ความกลัว หรืออาการจุกแน่นติดขัดในระบบหายใจ เธอขมวดคิ้วนิ่งฟัง ตั้งสมาธิเพ่งทะลวงหาความจริง...แล้วเสียงเคลื่อนไหวกลายเป็นดิ้นรน โครมคราม ตึงตัง คล้ายเครื่องเรือนบางชิ้นล้มกระแทกพื้นระเนระนาด ข้าวของตกหล่นกระจาย มีเสียงแหลมสูงสั่นเครือแหบโหยชวนสะท้าน กู่ร้องเหยียดยาวเหมือนสัตว์บาดเจ็บดังเป็นพักๆ ราวกำลังเจ็บปวดสุดขีด คลื่นเสียงสั่นเร้าเสียดแทง กดดันความรู้สึกเสียวสยองจนขวัญผวา ปานบัวใจเต้นระรัว ตาเบิกกว้าง ขนลุกกรูเกรียว...

             “คุณปุญญ์...” เธอเผลอหลุดปาดร้อง สาวเท้ายาวๆ พรวดเดียวถึงประตูห้องพัก แค่แตะบานประตูก็แง้มออก

             “คุณพระช่วย!” ภาพภายในทำให้หัวใจเธอแทบหยุดเต้น

            ชายหนุ่มนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นหน้าเตียง ตัวขดงอ มือรวบขยุ้มขากางเกงนอน ข้างที่ไม่มีขาให้สวมห่อหุ้ม บี้บิดกระชากดึงจนมีรอยฉีกขาด เสียงกู่ร้องเค้นออกมาจากความเจ็บปวดภายใน โหยครางราวเจือด้วยความกลัวสุดชีวิต เขาพลิกตัวไป-มา ใช้เท้าที่มีเพียงข้างเดียวถีบยันกระแทกอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อมันกระทบเตียงตัวเขาจึงหมุนคว้าง หัวสะบัดหน้าหงายมาทางประตู เส้นผมยุ่งเหยิงกระเชิงกระจาย ดวงตาเหลือกถลนแทบหลุดออกนอกเบ้า แดงก่ำด้วยแรงอัดฉีดของเลือด คิ้วถูกรวบขยุ้มหงิกงอยับย่นเป็นก้อนอยู่ใต้ลานหน้าผาก กล้ามเนื้อใต้ตากกระตุกถี่ๆ ลานแก้มบิดเบี้ยว ดวงหน้าขาวซีดจัดออกเขียวระเรื่อ ละเลงเลอะเทอะด้วยน้ำลายน้ำมูกเหนอะเหนียวยืดย้วย เหงื่อเม็ดโตแตะทะลักเนื้อตัวเปียกชุมโชกราวตกน้ำ

            ปานบัวตกใจกลัวจนซวดเซ สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาไม่น่าเชื่อว่าเป็นมนุษย์ ช่างน่าเกลียดน่ากลัวพอๆ กับชวนให้ขยะแขยง

            เขายังคงดิ้นรน เสื้อผ้า ข้าวของจากโต๊ะเครื่องแป้ง หนังสือ หมอน ผ้าห่ม กระจายเกลื่อนไม่ค้ำยันรักแร้และขาเทียมกระเด็นไปคนละทางสองทาง เหมือนจะบอกถึงความรุนแรง ซึ่งอาจเทียบได้กับผลที่เกิดจากการกระหน่ำพัดของพายุร้าย

             “ขอโทษครับ!” คนขับรถร่างใหญ่ปรากฏตัวเงียบเชียบทางด้านหลัง พูดน้ำเสียงห้วนและหนักพอทำให้ปานบัวถอยกรูด พ้นจากการยืนขวางประตู เขาผลักเปิดก้าวเข้าไปและปิดงับล็อคในทันที

 

            แม้จะมีความเชื่อว่า สามารถควบคุมตนเองได้ แต่ปานบัวยังไม่วายสั่นเทิ้ม กาแฟในถ้วยกระเพื่อมเห็นได้ชัดขณะยกขึ้นดื่ม จากศาลาพักผ่อนหูได้ยินเสียงขับเสนาะใสหวาน เธอทอดสายตามองหานกไปตามกิ่งไม้ หมายจะเอามันเป็นตัวช่วยเบี่ยงเบนความคิด เหออกห่างสิ่งที่เกาะยึดความรู้สึกเอาไว้เหนียวแน่น และรวบรวมเอาส่วนที่แตกกระเจิง ผนึกเข้าเป็นหนึ่งเดียวให้กล้าแข็ง เธอพร่ำปลอบประโลมตนเองว่า...ภาพที่เห็นอาจสยดสยอง แต่เรื่องคงไม่เลวร้ายอะไรนัก ไม่เห็นใครที่นี่สักคนตื่นเต้นแม้เพียงน้อย

            เธอเป็นคนดื้อรั้น ถือดี ท้าทาย เชื่อมั่นในตนเองและชอบเอาชนะ ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องกลัว

            พูดไปใครจะเชื่อว่าที่มีอาชีพเป็นนักข่าว รู้จักคุ้นเคยกับปุญญ์ในฐานะแหล่งข่าว อาจนับได้ว่าสนิทสนม แต่ใช่ว่าจะลึกซึ้งพิเศษ ตกปากรับคำเมื่อเขาชวนมาเที่ยวพักผ่อนกลางเทือกทิวเขา โดยแทบไม่เสียเวลาครุ่นคิดตัดสินใจ

            แค่บรรดาเพื่อนสาวๆ ร่วมอาชีพพวกที่แย่งกันปลื้มปุญญ์ ผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติแหงชายในฝันของหญิงสาวทั้งหลาย...เก่ง หล่อ รวย สุภาพ นุ่มนวล สะอาด...พวกเธอพากันพูดถึงเรื่องร้ายซ้ำซ้อนในชีวิตของเขา ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ รุนแรงถึงขั้นต้องตัดขาข้างหนึ่งทิ้ง สูญเสียภรรยาสาวสวย ถึงข่าวลือเกี่ยวกับการเจ็บป่วยแปลกๆ สาวใดได้ใกล้ชิดมีแต่ต้องหนีกระเจิง และประเด็นสำคัญก็คือ...แม้จะพิการอย่างนั้น แต่ยามแม่หวงลูกชายเป็นที่สุด...ตรงจุดนี้เองที่ปลุกกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างตื่นโพลง แล่นพล่านเป็นกระแสหนักหน่วง รุนแรง ร้อนวาบเข้ามาในช่องสมองของปานบัว...คล้ายจะชิงชัง แต่มีส่วนของความต้องการเอาชนะ เพื่อประกาศชัยชนะเพียงอย่างเดียว มิได้หวังผลอื่นใดที่จะตามมา แค่กลั่นแกล้งให้ทรมาน...

            นั่นเป็นเพียงเหตุที่ซ้อนทับอยู่บนเหตุอื่นๆ ซึ่งซับซ้อน...

            ปานบัวเพิ่งแตกหักกับชายหนุ่ม ที่คบหากันมาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ เพราะเขาเลือกเป็นลูกชายคนดีของแม่ อยู่ในสายตา เคร่งครัดในโอวาท หัวอ่อนจนเผยให้เห็นเนื้อแท้ที่อ่อนแอราวถูกครอบงำ นับวันจะหาความเป็นผู้นำไม่ได้เลย...เธอสลัดเขาทิ้ง แต่เพื่อนสนิทต่างเชื่อว่า เป็นนักข่าวสาวที่อกหักพับพ่าย

            และยังมีความจริงบางอย่าง เร้นลึกเกาะกินใจนานมา เป็นความทรงจำที่เจ็บปวด หดหู่มันตกตะกอนอยู่ในสำนึก จับตัวเป็นปุ่มปมให้ต้องสะดุด...

            เธอหักหาญน้ำใจแม่ด้วยการลาออกจากงานโทรทัศน์ ขณะกำลังก้าวหน้า ได้รับการสนับสนุนผลักดันให้ก้าวขึ้นเป็นผู้ประกาศ อวดหน้าสวยๆ ผ่านจอไปทั่วประเทศ แม่เริ่มแสดงความภูมิใจ ชี้ชวนและคุยโอ่ในกลุ่มญาติ วางท่าให้เห็นความสำคัญของตนเอง เธอกลับเห็นว่าสิ่งที่แม่ควรได้สัมผัสเสียบ้าง คือความเจ็บปวดต่างหาก ไม่ใช่หยิบฉวยเอาสิ่งน่าชื่นชมไปจากส่วนที่เป็นของเธอ

            และการตัดสินใจมากกับผู้ชายสองต่อสอง เพื่อตอกย้ำช้ำเติมให้แม่ยิ่งเป็นทุกข์...

            เกือบเที่ยง ปุญญ์ กลับมาหล่อสะอาด สดชื่นแจ่มใสได้อย่างน่าประหลาด เขาทักทายหญิงสาว ถามสาทุกข์สุขดิบ ต่อความสะดวกสบายของที่พัก ขณะรินกาแฟจากหม้อต้มชงให้ตัวเอง ปานบัวยิ้มเจื่อนๆ จ้องมองเขาอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก เหมือนไม่เชื่อสายตาตนเอง

             “อยากขอบคุณที่ยอมมาเป็นเพื่อน แล้วขอบคุณเป็นพิเศษกับการไว้วางใจผม...” เมื่อนั่งลงตรงข้ามที่โต๊ะในศาลาพักผ่อน เขากล่าวอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงอบอุ่นหากจริงจัง ปานบัวมองสบตาเหมือนอยากเห็นสิ่งยืนยันจากภายใน

             “ฉันไว้ใจตัวเองมากกว่า” เธอพูดอย่างใจคิด พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้มีลักษณะอวดดีเชิงท้าทาย

             “ผมว่า...คุณมีอะไรค่อนข้างพิเศษ” รอยยิ้มและแววตาของเขาเปิดเผยกระจ่างใส

             “ใช่...ฉันก็เป็นแบบนั้นแหละ...ไม่ค่อยปกติเหมือนคนอื่นเขา...” เธอต่อปากต่อคำกลั้วหัวเราะเก้อๆ เบี่ยงเบนความหมาย เหมือนกลัวคำยกยอตรงๆ ซึ่งหน้า

             “ไม่...ผมหมายถึงคุณ...ที่ผมรู้จักจากการทำงาน ความสนใจ วิถีคิด การตั้งคำถาม รู้ได้เลยว่ามาจากการตระเตรียม ทำการบ้านอย่างหนัก เวลาจะตอบคำถามของคุณ ผมเหมือนต้องย้อนไปทำความเข้าใจกับปรัชญาธุรกิจเฉพาะของบริษัท ทบทวนแผนปฏิบัติการ เป้าหมายและกลยุทธ...ผมว่าความรู้ ความเข้าใจขนาดคุณนี่ ทำธุรกิจได้สบายๆ” แล้วเขาหามุมหยอดลูกยอจนได้

             “ก็ฉันต้องสัมภาษณ์ระดับคุณปุญญ์นี่...แล้วเห็นคำตอบที่ได้ไหมล่ะธรรมดาเสียที่ไหน...คุณว่าธุรกิจของคุณโดยเนื้อแท้แล้ว ขายความเป็นมืออาชีพมิใช่ตัวสินค้า ลูกค้าเชื่อใจ วางใจได้ว่าด้วยขนาดงบประมาณที่มีอยู่ เขาต้องได้รับการตอบสนองอย่างพึงพอใจมากที่สุด...” เธอทำเสียงลือเลียน ไม่ยอมตกเป็นเป้าตั้งรับ ให้เขารุกเอาแต่ฝ่ายเดียว

             “เห็นไหมล่ะ?...คุณ...” ปุญญ์คิดถ้อยคำตอบโต้ไม่ทัน ได้แต่หัวเราะเสียงดัง

             “ฉันอาจปลื้มคุณเป็นการส่วนตัว ที่สร้างสรรค์วิชาชีพเฉพาะอย่างน่าทึ่ง...อุตส่าห์กรรมเชิงศิลปกรรม โดยประสานความเป็นนักอุตสาหกรรมกับศิลปินเข้าด้วยกัน กลมกลืนและเป็นธรรมชาติ” เธอไม่เปิดโอกาสให้เขาหยอดคำชมอีก

             “คุณยังไม่เห็นผมในมุมอื่น...” เขายังไม่ยอมแพ้

             “ฉันเห็นแล้ว”

            คำยืนยันของปานบัวทำให้เขาชะงัก นิ่งอึ้ง หลบสายตามีแววแหมองลงต่ำ พูดเสียงอ่อยลง

             “ใช่!...อย่างที่คุณเห็น” เขาดูเศร้าจนเห็นได้ชัด

             “แล้วผมว่า คุณต้องรู้เกี่ยวกับข่าวลือเรื่องโรคจิต...” น้ำเสียงสั่นพร่า สะดุดลงเหมือนกำลังกล้ำกลืนอย่างยากลำบาก

             “ผมบอกคุณได้เลย ความจริงมันเป็นแค่อาการทางจิตบางอย่าง ผมทำใจได้มานานแล้วกับการต้องสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง ยอมรับและปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ฝึกฝนส่วนอื่นที่ต้องใช้ทดแทน แต่มันมีปัญหาอยู่ตรงภาพ...”

            สีหน้าและน้ำเสียงเคร่งเครียด จนต้องหยุดพักและระบายลมหายใจหนักๆ เหยียดยาว นิ่งงันเหมือนต้องสะสมพลังบางอย่าง ช่วยขับดันถ้อยคำให้หลุดออกมาจากห้วงคิด

             “ตอนเกิดอุบัติเหตุ สติของผมยังดีอยู่ ผมถึงได้เห็น...คุณเคยเห็นอะไรแบบนั้นไหม? ขาช่วงหน้าแข้งหักพับงอกกลับเป็นรูปตัววี กระดูกแตกหักสะบั้น ทิ่มทะลุออกมานอกเนื้อที่แหลกละเอียดเละทะ มันน่ากลัวจนรู้สักสยดสยองสุดขีด เจ็บปวดปางตาย ผมถึงช็อค!วูบหมดสติ ภาพขาหักพิมพ์ประทับติดในสำนึก ขณะสลบไสลไปเป็นวัน-สองวัน กลางความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น มันยิ่งเน้นผนึกภาพไว้แน่นหนาและฝังมันไว้ใต้สำนึก...ขาพิการของผมตัดทิ้งไปแล้ว แต่มันยังคงอยู่ให้เห็นได้ในสภาพหักพับ เจ็บปวดสุดชีวิต...” ความเศร้าโศกเคลื่อนเข้ามาครอบงำเขาเบนหน้าซ่อนความทุกข์ท้อ อ่อนแอ มองผ่านไปสู่แนวไม้อย่างเลื่อนลอย

            ปานบัวรับเอาคลื่นความเศร้านั้นจนหนักอึ้งในหัวอก ภาพความทรมานจากห้องพักเรือนทิศใต้ นำความเห็นอกเห็นใจเข้าเอ่อท่วม บางส่วนจับตัวเป็นก้อนแข็งๆ อัดแน่นในลำคอ และมีที่เล็ดลอดทะลักไปก่อหยาดน้ำรื้นในดวงตา เธอมีท่าทีอยากปลอบโยน แต่อับจนและตีบตื้นเต็มที ได้แต่ทอดถอนหายใจ เมื่อเห็นว่าในความสมบูรณ์พูนสุข โชคร้ายสามารถกล้ำกรายถึงเช่นกัน

             “ฉันเองคุ้นเคยดี...กับการหักพับ...” เธอเหมือนหลุดปากพูดเพ้อ

(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)