เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. รางวัลแห่งความจน  ของ ทัศนาวดี  ฉบับที่ ๒๕๐๑
๒. ขาที่หักพับ  ของ ศิลา โคมฉาย  ฉบับที่ ๒๕๐๒
๓. รหัสหอยโข่ง  ของ ธาร  ธรรมโฆษณ์  ฉบับที่ ๒๕๐๔
๔. ต้นกล้า  ของ อุบล สรรพัชญพงษ์  ฉบับที่ ๒๕๐๕
๕. บาดแผลชีวิต   ของ จิราภา  ฉบับที่ ๒๕๐๖

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ. ๒๕๐๐

"จันทร์ส่องแสง"

โดย ณรงค์ฤทธ์ ศักดารณรงค์

            ไผ่ต้องลมเสียดสีกันออดแอด แดดอ่อนในยามเช้าเริ่มร้อนขึ้นตามลำดับ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าสะท้อนแสงวาว ไก่โก่งคอขันสลับเสียงหมาเห่าหอนรับช่วงมาเป็นทอด กลิ่นยอดมะม่วงอ่อนกรุ่นหอมมาตามลม

            คำไอ่ยืนกระสับกระส่ายอยู่ใต้ร่มมะม่วงหน้าบ้านตั้งนาน ท่าทางเหมือนกำลังรอใครบางคน เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ยังไม่มีใครมาจึงผุดลุกผุดนั่งแล้วชะเง้อมองหา ยืนหันรีหันขวางถอนหายใจยาว เดินวนไปวนมาแล้วกลับไปยืนกระสับกระส่ายอยู่ตามเดิม

            วันนี้ตรงกับเพ็ญเดือนหก ปรางค์กู่คึกคักผิดจากวันก่อน ผู้คนพลุกพล่านเต็มถนนของหมู่บ้าน พวกเขามุ่งมาเที่ยวงานบุญประเพณีที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

            คำไอ่พบกับผาแดงครั้งสุดท้ายเมื่อวันตรุษสงกรานต์ เขาสัญญาจะมาพบอีกครั้งในงานบุญบั้งไฟ อุตส่าห์มาเฝ้ารออยู่ใต้ร่มมะม่วงตั้งแต่เช้าจนสาย ปานนี้ยังไม่โผล่มาให้เห็นแม้เงา

            หัวใจสะทกสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาอยู่ไหนจึงยังไม่มา ไปหลงสาวอื่นหรือแบ่งปันใจให้ใครไปครอง หักใจจะไม่คิดแต่อดคิดไม่ได้ เธอพึ่งประจักษ์ความรักแรกด้วยตนเอง รักแล้วกลายเป็นพิษกัดกร่อนใจให้เจ็บปวดจึงเป็นรักที่ขมขื่นโหดร้ายที่สุด

             “คำไอ่....”

            น้ำเสียงนุ่มๆ คุ้นหูแต่ไม่รู้เป็นใครดังขึ้นข้างหลังจึงหันกลับไปดู เมื่อรู้เป็นใครถึงกับถอนหายใจยาว คิดไม่ถึงที่ต้องเป็นเขา ไม่อยากพบแต่กลับได้พบ ใจกำลังสงบจึงสะทกสะท้านปั่นป่วนขึ้นมาอีก

             “พี่มาถึงตั้งแต่เช้า ไปที่บ้านไม่พบคำไอ่ เจ้าปู่บอกให้ตามมาที่นี่....”

             “พี่ภังคี....” คำพูดของเธอสะดุดหายไปในลำคอ “....แล้วพี่จะไปคุ้มเหนือหรือคุ้มใต้”

            ภังคีลูกชายเจ้าปู่หมู่บ้านโคมคำอ้ำอึ้งพูดไม่ออก คำไอ่พูดเหมือนกับขับไล่ให้เขาไปเสียให้พ้น หลังจากปล่อยให้เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ จึงรวบรวมความกล้าทำเป็นใจเย็นสู้เสือ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงไว้ด้วยท่าทีอ่อนโยนมีเสน่ห์

             “คำไอ่ พี่ตั้งใจมาพบเจ้า ทำไมต้องขับไล่ด้วยล่ะ....”

             “ไม่ได้ขับไล่ซักหน่อย” คำไอ่พูดออกตัว แต่น้ำเสียงบ่งบอกถึงความประหม่า “คุ้มเหนือกำลังจัดขบวนแห่บั้งไฟ สาวๆ พากันไปรำ สวยๆ ทั้งนั้น คุ้มใต้ก็ไม่น้อยหน้า หนุ่มๆ พากันเซิ้งกินเหล้า จะไปคุ้มเหนือหรือคุ้มใต้ก็ล้วนแต่ถูกในพี่ทั้งนั้นแหละ”

             “เหนือพี่ก็ไม่ไป ใต้พี่ก็ไม่แวะ” คำพูดของภังคีมีความเด็ดเดี่ยวแฝงอยู่ในท่าที “พี่ตั้งใจมาเที่ยวงานบุญบั้งไฟร่วมกับเจ้า นอกจากคำไอ่ พี่ไม่ขอทำบุญร่วมกับใคร”

            ภังคียืนยันอย่างหนักแน่น เขาสารภาพให้คำไอ่ได้รับรู้ความในใจชนิดที่ตั้งตัวไม่ติด เธอคิดไม่ถึงจะตกหลุมพรางจนไม่มีทางออก เขายกเอาบุญบั้งไฟมาเป็นสื่อแทนความในใจ เป็นการออกความหมายลึกๆ ที่เร้นแฝงในใจให้รับรู้

             “คำไอ่ สายจนเกือบเที่ยงแล้วนะ ถ้าจะพูดจะคุยกัน ทำไมไม่ชวนพี่เขาเข้าบ้านล่ะ ไปกินข้าวกินปลากันซะก่อน หลังเที่ยง คุ้มเหนือตั้งขบวนแห่บั้งไฟ คุ้มใต้เซิ้งกินเหล้า เจ้าสองคนจะไปทำบุญร่วมกัน พ่อก็ไม่ว่า....”

            เธอหันไปมองทิศทางที่มาของเสียงพูดถึงกับหน้าซีด เจ้าปู่ผู้เป็นพ่อหัวหน้าปรางค์กู่แก้วยืนสงบซ่อนความรู้สึกไว้ในสีหน้าที่เรียบเฉย คำพูดของพ่อนุ่มนวล อ่อนโยน แต่เด็ดขาดเป็นประกาศิตที่ต้องทำตาม เธอจึงไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น

             “เจ้าสองคนจะไปทำบุญร่วมกัน พ่อก็ไม่ว่า....”

            คำพูดท่อนสุดท้านของพ่อกังวานขึ้นขณะที่คำไอ่ตกอยู่ในความรู้สึกพะว้าพะวัง ในใจเธออยากให้ภังคีไปเสียให้พ้น แต่ไม่ยอมไป เขาก็น่าจะรู้ ในหัวใจของเธอมีผาแดงเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่มีที่ว่างให้ใครมาจับจองเป็นเจ้าของซ้ำอีก อยากปฏิเสธคำพูดของพ่อ แต่กลายเป็นประกาศิตที่ขัดขืนไม่ได้ พ่อให้เชิญภังคีเข้าบ้าน ถ้าทำตามก็เท่ากับเป็นการตอบรัก ยิ่งควงคู่กันไปเดินเที่ยวในงานบุญบั้งไฟก็ยิ่งเป็นการประกาศตัวให้ใครต่อใครรับรู้อย่างเปิดเผย

            งานบุญบั้งไฟปีนี้ เจ้าปู่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เมื่อภังคีมาเป็นแขกคนสำคัญของบ้าน คำไอ่จึงได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่ยกสำรับมาเลี้ยงดูด้วยตัวเอง เจ้าย่ากำชับให้คนรับใช้อยู่แต่ในครัว สาวใช้นางใดทำเป็นมีน้ำใจเข้าไปยกข้าวยกน้ำ เจ้าย่าถลึงตาปรามทุกคนถึงกับลนลานไม่กล้าโผล่หน้าออกมาจากครัว

            เจ้าปู่ปรางค์กู่แก้วเป็นเพื่อนรักกับเจ้าปู่โคมคำ ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างภังคีกับคำไอ่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ลึกๆ แล้วเป็นความต้องการของผู้ใหญ่แต่ละฝ่ายเสียอีก เจ้าปู่ทั้งสองมีแต่ได้ ไม่มีใครสูญเสีย แต่ละฝ่ายมีฐานะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน แวดล้อมด้วยฝูงบริวาร การเกี่ยวดองเป็นสายเลือดเดียวกัน จึงเป็นความปรารถนาที่สองเจ้าปู่อยากจะให้เกิดขึ้น

            ทันใดนั้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์....

            ท้องฟ้าเจิดจ้าในยามบ่ายแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มขึ้นมาในฉับพลัน ประกายฟ้าแลบส่งเสียงคำรามร้องกัมปนาทไปทั่ว นางรำบางคนตกใจกลัวขยับท่ารำค้างไว้แล้ววิ่งหนีออกไปจากขบวนแห่บั้งไฟ พวกขี้เมาแอ่นหน้าแอ่นหลังตีกลองเซิ้งกินเหล้าถึงกับมองหน้ากันเงียบกริบ เจ้าปู่กับเจ้าย่าพร้อมด้วยผู้เฒ่าแห่งปรางค์กู่แก้วเดินตามกันไปจุดธูปเทียนเซ่นไหว้พญาแถน พอเสร็จสิ้นพิธีฝนหลั่งสายปรอยๆ เหมือนกับพญาแถนรับรู้การเซ่นไหว้ ทะมื่นเมฆปั่นป่วนไหลวนเวียนอยู่เมื่อครู่จางหายไปพร้อมกับสายฝน ตะวันโผล่หลืบม่านสีดำสาดแสงส่องฟ้า ทำให้บรรยากาศงานบุญบั้งไฟครึกครื้นกลับคืนมาอีก

            เสียงแคนคละเคล้าเสียงกลองสลับท่วงทำนองฉิ่งฉับเร้าใจให้ผู้คนออกมาร่ายรำอยู่กลางลานรอยต่อของคุ้มเหนือกับคุ้มใต้ เทพีบั้งไฟกรีดกรายรำแต่ละท่าสวยงามจับจิตจับใจ พวกขี้เมาแอ่นหน้าแอ่นหลังเซิ้งตามจังหวะกลองเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครง

            คำไอ่อยู่ที่ไหนภังคีอยู่ที่นั้นเหมือนเงาติดตามตัว เธอชะเง้อมองหาผาแดง มองไปทางไหนเห็นแต่คนอื่น ไม่มีวี่แววแม้แต่เงาของเขาปรากฏให้เห็น

            คำไอ่กับภังคีกลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนในปรางค์กู่แก้ว ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปทางไหน ใครต่อใครต่างมองด้วยความชื่นชม เจ้าปู่กับเจ้าย่าซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ทั่วใบหน้า เสร็จงานบุญบั้งไฟแล้วจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เจ้าปู่ตั้งใจจัดขึ้นให้เป็นของขวัญชีวิตสำหรับลูกสาวคนเดียว

            ตะวันคล้อยฟ้าต่ำลง ขบวนนางรำแห่บั้งไฟกับพวกขี้เมาตีกลองเซิ้งกินเหล้าผ่านไปตั้งนาน ลานรอยต่อคุ้มเหนือคุ้มใต้บางตาผู้คน พวกเจ้าของบั้งไฟที่ประดับไว้ตามซุ้มต่างๆ เท่านั้นจับกลุ่มพูดคุยกันรอเวลาสมโภชตตอนกลางคืน

            บุญบั้งไฟเป็นงานประเพณีทำพิธีขอฝน ชาวบ้านทุกคนนับถือพญาแถนจึงร่วมกันทำบุญบั้งไฟเซ่นไหว้ขอให้ฝนตกตามฤดูกาล ปรางค์กู่แก้วจึงเป็นหมู่บ้านดินดำน้ำชุ่ม ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข ยึดมั่นขนบธรรมเนียมโบราณ สืบสานจารีตประเพณีตามครรลองวัฒนธรรมดั้งเดิม

            ลำแสงแดดสุดท้ายหายไปในยามพลบค่ำ....

            พวกขี้เมาตีกลองเซิ้งกินเหล้าไปจนทั่วหมู่บ้าน พวกเขาผ่านไปทางไหนเสียงหัวเราะดังขึ้นที่นั้น จังหวะเสียงกอลงกับท่ารำแอ่นหน้าแอ่นหลังทำให้งานบุญบั้งไฟสนุกสนาน เจ้าของบ้านเอาไหเหล้าสาโทมาตั้งกลางลานบ้าน แล้วเอาแก้วมาตักส่งให้พวกขี้เมาจนทั่วทุกคน เสียงไชโยอวยพร เอื้อนเป็นกลอนสั้นๆ ว่าตามกันเป็นจังหวะดังขึ้นครื้นเครง

            คำไอ่กลับมาถึงบ้านแล้วหลบเข้าไปอยู่ในห้องนอนนานจนดวงจันทร์ส่องแสงอร่ามฟ้า ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าขาวโพลน จึงเป็นคืนที่ดวงจันทร์ส่องแสงสวยงามแตกต่างจากคืนก่อน ภังคีนั่งรอคำไอ่อยู่นาน เธอไม่ยอมออกมาพูดจาด้วย จึงกระวนกระวายแต่ข่มใจเอาไว้ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ พูดคุยกับเจ้าปู่อยู่สองต่อสองจนดวงจันทร์ฉายฉานสูงขึ้นโด่งฟ้า เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่มองเห็นดาวระยิบล้อมดวงจันทร์ทอแสงเป็นประกาย เธอยังไม่ออกมาจากในห้อง ใจที่ย็นสงบค่อยๆ ทุรนทุรายขึ้นแล้วกลายเป็นไฟกองใหญ่รุมสุมให้รุ่มร้อน ภังคีผ่อนลมหายใจเบาแล้วค่อยๆ ข่มความรู้สึกกลบเกลื่อนพิรุธให้ดูสุขุมเยือกเย็น

            ชาวปรางค์กู่แก้วหลั่งไหลมาชมงานสมโภชบั้งไฟแน่นขนัด เจ้าปู่กับเจ้าย่านั่งเป็นประธานอยู่บนเตียงในปะรำพิธี ผ้าไหมแพรวาขึงโยงสลับธงทิวพลิ้วลมทำให้งานดูขลัง เวทีหมอลำยกพื้นสูงระดับเอวมองเห็นลำอ้อยกับต้นกล้วยเป็นซุ้มประดับ ตะกียงพายุบนยอดเสาส่องแสงนวลจับทั่วใบหน้าผู้คนที่รายล้อมเข้ามาฟังหมอลำ

            ดวงจันทร์ลอยฟ้าส่องแสงนวลงามทั่วบริเวณงาน เด็กๆ ร้องงอแง ชาวบ้านจึงตะโกนขอให้หมอลำเร่งเวลาการแสดงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เสียงแคนดังเจื้อยแจ้วขึ้นบนเวที หมอลำชายเอื้อนเสียงขึ้นครูแล้วต่อคำกลอนทักทายผู้ฟัง จากนั้นเล่นลูกคอเป็นทำนองลำยาวสลับสั้น หมอลำหญิงเข้ามากรีดกรายฟิอนเข้าคู่ผลัดเปลี่ยนกันเอื้อนเสียงด้นคำกลอน เริ่มจากคำกลอนเยือนยามถามข่าว แล้วเปลี่ยนมาเป็นคำกลอนเดินดงชมนกชมไม้ ล่วงเข้ายามดึก ลมพลิ้วสายหวีดหวิว ดวงจันทร์ส่องแสงรางชางค่อนฟ้า จึงเปลี่ยนมาเป็นเกี้ยวพาราสีสลับลำเต้ยกับงิ้วต่องต้อน ตกดึกใกล้รุ่งดวงจันทร์รุบรู่ฟ้า หมอลำชายขยับท่าฟ้อนดักหน้า หมอลำหญิงกรีดกรายหนีไปด้านหลัง ดักด้านขวาหนีไปด้านซ้าย ลอยหน้าลอยตาหลอกล่อแล้วเบียดประกบคู่เอื้อนเสียงเล่นลูกคอให้เข้าจังหวะเสียงแคนลายสุดสะแนน

            คำไอ่กับภังคีนั่งคู่กันอยู่บนเสื่อด้านขวาเตียงของเจ้าปู่กับเจ้าย่า ใจของเธอหวนคิดถึงแต่ผาแดง เมื่อคนที่นั่งอยู่เคียงข้างไม่ใช่เขา เธอรู้สึกอ้างว้างเหมือนไม่มีใคร ทั้งที่ผู้คนแน่นขนัดงาน บางครั้งภังคีหันมากระซิบอยู่ข้างหู ทั้งที่อยู่ใกล้ๆ เธอรู้สึกเหมือนอยู่ไกลคนละฟากฟ้า

             “คำไอ่....ระหว่างที่เราไม่ได้พบกัน คิดถึงพี่บ้างไหม”

            คำพูดของผาแดงในวันตรุษสงกรานต์พรั่งพรูขึ้นในความจำ เป็นคำพูดที่ถามย้ำถึงความห่วงหาอาทรในหัวใจอย่างมีความหมาย

             “คิดถึง” คำไอ่พูดเสียงสั่นสะท้าน “....คิดถึงจนแทบขาดใจ”

             “คำไอ่” ผาแดงกระซิบถาม “ระหว่างเรา หากต้องพรากจากกันล่ะ”

             “ทำใจไม่ได้” คำไอ่พูดเสียงละห้อยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ “....ระหว่างเรา หากต้องพรากจากกัน ก็จะขอคิดถึงพี่จนขาดใจ”

             “ไม่หรอก” ผาแดงย้ำพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน ถึงอยู่ห่างไกล ขอเพียงแค่คิดถึง หากคิดถึงจริง ขอให้มองดูเดือนดาว สายตาเราบรรจบกันบนฟ้า”

            คำพูดครั้งสุดท้ายของผาแดงในวันตรุษสงกรานต์ต้องกังวานอยู่ในความทรงจำ เธอยังจำได้ไม่มีวันลืม ผูกพันอย่างดื่มด่ำ ลึกซึ้งอย่างมีความหมาย แต่ละคำแว่วดังแผ่วเบาเหมือนกำลังกระซิบอยู่ข้างหู

             “พบกันบุญบั้งไฟ” ผาแดงพูดย้ำในคำสัญญา “เดือนหกจะมาช่วยทำพิธีขอฝน พี่จะเอาบั้งไฟใหญ่มาเซ่นไหว้พญาแถน ขอให้บั้งไฟแสนของพี่ขึ้นสูงๆ ....”

             “บั้งไฟแสนของพี่ขึ้นสูงๆ ....” คำไอ่ลอยหน้าลอยตาพูดเสียงหวาน “....สูงปานใดล่ะ”

             “ให้สูงขนาด....” ผาแดงจ้อมองหน้าพูดจนคำไอ่แก้มระเรื่อ “ก็ขนาด....สูงท่วมปลายยาง สูงท่วมแดดท่วมฟ้า”

            คำพูดของผาแดงหมายถึงความสูงที่ไม่สิ้นสุด เปรียบได้กับความสูงของแสงแดดที่สูงท่วมปลายยางจนถึงท้องฟ้า ต้นยางเป็นพันธุ์ไม้ใหญ่ จึงทั้งใหญ่และสูงกว่าพันธุ์ไม่ชนิดอื่น แสงแดดที่สูงท่วมปลายยางจึงเป็นแสงแดดที่สูงท่วมฟ้า บั้งไฟแสนขึ้นสูงขนาดฟ้าแดดสูงยางจึงเป็นความสูง เซ่นไหว้พญาแถนให้เกิดความพอใจ ฝนจะได้ตกตามฤดูกาล ชาวปรางค์กู่แก้วทุกคนจะอยู่เย็นเป็นสุขกันทั่วหน้า

             “คำไอ่ อย่าลืมนะ” ผาแดงพูดเป็นนัยอย่างมีความหมาย “หลังบุญบั้งไฟ อย่าลืม....”

             “หลังบุญบั้งไฟ พี่บอกไม่ให้ลืม” คำไอ่ย้ำถามให้แน่ใจ “....ไม่ให้ลืมอะไรล่ะ”

             “คำไอ่ก็น่าจะรู้” ผาแดงมองประสานสายตาเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่างในหัวใจของเธอ แล้วย้ำคำพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “....สัญญารักของเราไงล่ะ” ปล่อยเวลาให้ผ่านไปในความเงียบครู่ใหญ่แล้วพูดต่อ “....รักของเรามั่นคงไม่เป็นอื่น ไม่มีวันพลัดพราก ขอเพียงให้ลืมคำสัญญาหลังบุญบั้งไฟ พี่จะให้พ่อแม่มาสู่ขอ....”

            เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วสลับเสียงหมาเห่าหอนรับช่วงกันมาแต่ไกล เสียงนั้นปลุกให้คำไอ่ตื่นจากห้วงความจำแล้วหันไปเหลือบมองภังคีนั่งเงียบอยู่ข้างๆ พอสบโอกาส เขาชิงจังหวะนั้นจ้องมองสบตาแล้วยิ้มให้จนเธอต้องเมินหน้าหนี หมอลำยังคงจับคู่ระทดระทวยฟ้อนตามจังหวะเสียงแคนอยู่บนเวที ดวงจันทร์คล้อยฟ้าส่องแสงเรืองๆ ทั่วบริเวณงาน แสงตะเกียงพายุริบหรี่อยู่บนยอดเสา ลมยาวใกล้รุ่งพลิ้วพลัดหวีดหวิว เจ้าปู่กับเจ้าย่ากลับบ้านไปตั้งนาน ผู้คนเริ่มบางตา บางคนอุ้มลูกจูงหลานเรียกกันกลับเสียงขรม

            รุ่งเข้าของวันใหม่....

            หลังพระฉันจังหัน ผู้คนหลั่งไหลมาแน่นขนัด เจ้าปู่กับเจ้าย่าเป็นประธานทำพิธีขอฝน จากนั้นได้ฤกษ์จุดบั้งไฟเซ่นไหว้พญาแถน ชาวปรางค์กู่แก้วช่วยกันหามบั้งไฟออกจากซุ้มประดับตรงไปยังร้านจุดบั้งไฟขึ้นฟ้า

             “ปีนี้มีแต่บั้งไฟหมื่น....” พ่อเฒ่าคนหนึ่งหันไปพูดกับชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “ไม่มีบั้งไฟแสน พญาแถนจะให้ฝนมากหรือน้อย สงสัยนัก”

             “เถอะน่า พ่อเฒ่า” ชายฉกรรจ์พูดขึ้นตัดบท “....ขอให้เป็นบั้งไฟ จะหมื่นหรือแสน พญาแถนท่านไม่ว่าหรอกน่า”

            พ่อเฒ่ายังไม่ทันจะต่อปากต่อคำ ผู้คนแตกฮือไปดูพวกขี้เมา พวกเขาแอ่นหน้าแอ่นหลังตีกลองเซิ้งดังสนั่นใกล้เข้ามา เทพีบั้งไฟแต่งตัวสวยงามรำนวยนาดตามท่วงทำนองแคนคละเคล้าฉิ่งฉับรับจังหวะเสียงกลอง แต่ละนางกรีดกรายรำชดช้อยมองเห็นแต่ไกลแล้วใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เจ้าปู่กับเจ้าย่าได้ยินเสียงอึกทึกจึงชะเง้อมองด้วยความสงสัย ภังคีสะกิดคำไอ่ที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบ แล้วชี้ให้ดู

พวกขี้เมาเซิ้งกินเหล้าแอ่นหน้าแอ่นหลัง เรียกเสียงหัวเราะผ่านไป ขบวนนางรำเทพีบั้งไฟก็ผ่านไป รั้งท้ายเป็นขบวนบั้งไฟใหญ่ มองเห็นพญานาคผงาดศีรษะขึ้น อ้าปากแยกเขี้ยวโง้งขาวใกล้เข้ามาจนถึงบริเวณหน้าปะรำพิธี

             “บั้งไฟแสนมาแล้ว....”

            ผู้คนร้องบอกกันปากต่อปาก คำไอ่ตื่นตะลึงผุดลุกขึ้นยืนชะเง้อมองดู ชายคนหนึ่งนุ่งผ้าโสร่งไหมต้องแดดยามเช้าสะท้อนแสงเป็นประกาย โพกศีรษะด้วยผ้ามัดหมี่เหลืองอร่าม คาดเอวด้วยผ้าไหมสีทอง เดินนำหน้าขบวนบั้งไฟใกล้เข้ามา รอยสักพญานาคบนหัวไหล่ขนดลำตัวรัดกล้ามแขนลงไปจนถึงข้อมือ หน้าอกเป็นเสือคำราม พอเขาหันหน้ามามอง เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

             “พี่ผาแดง....”

            คำไอ่หลุดคำพูดออกมาเบาหวิว หัวใจสั่นสะท้านหวั่นไหวเหมือนมีกองไฟระอุโชนขึ้นมา เผาผลาญให้รุ่มร้อน ทั้งที่รอคอยด้วยความระทมทุกข์ พอได้พบกลับปวดร้าวทรมานจนอยากร้องไห้ ชาวปรางค์กู่แก้วส่งเสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับด้วยความชื่นชม เธอกลับเป็นฝ่ายทนฝืนกล้ำกลืนความขมขื่นเอาไว้ในใจ

            สัญญารักวันตรุษสงกรานต์ระหว่างเธอกับเขาไม่มีวันลืม ภาพเหตุการณ์หลังตื่นนอนเมื่อรุ่งเช้านี้ต่างหากทำลายหัวใจให้ย่อยยับ ชีวิตทั้งชีวิตไม่มีอะไรเหลือ หลังจากดวงจันทร์ส่องแสงลาลับฟ้า เธอตื่นนอนขึ้นมาในอ้อมแขนของภังคีที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงเดียวกัน

            ตะวันระฟ้าแดดกล้าร้อนแรงขึ้นตามลำดับ พวกขี้เมาตีกลองรำแอ่นหน้าแอ่นหลังเรียกเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย เกือบเที่ยงแล้ว บั้งไฟหมื่นสุดท้ายพุ่งสู่ฟ้าระเบิดเสียงดังลั่นกลางอากาศ พวกขี้เมากรูเข้าไปไล่จับเจ้าของบั้งไฟแล้วช่วยกันหามไปโยนคลุกโคลน เสียงหัวเราะจึงเกรียวกราวขึ้นด้วยความสนุกสนาน

             “บั้งไฟแสนผาแดงขึ้นฟ้า ขึ้นสูงๆ พบพ่อพญาแถน พบแถนแล้วฝนตกลงมา ตกลงมาฝนเทลงมา ให้นากูโฮ่ง ให้โซ่งกูเปียก ให้ข้าวกูเขียว ตกลงมา ฝนเทลงมา....”

            หัวหน้าพวกขี้เมาแอ่นท่ารำขับลำนำกลอนเซิ้งเข้าจังหวะเสียงกลอง คำกลอนสั้นๆ ขับซ้ำกลับไปกลับมา ความหมายของคำกลอนบรรยายถึงการขอร้องให้บั้งไฟแสนของผาแดงทะยานขึ้นสู่ฟ้าไปพบพญาแถนเพื่อขอให้ฝนตก หลังจากฝนตกแล้วขอให้น้ำนองท้องนา ขอให้เสื้อผ้ากางเกงที่สวมใส่เปียกชุ่ม จากนั้นขอให้ต้นขาวเขียวชอุ่มทั่วท้องนา ผู้คนที่มาเที่ยวงานกลุ่มใหญ่ร่วมขับลำนำขยับท่ารำตาม เสียงขับขานขอฝนกังวานไปทั่ว ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้าไปช่วยผาแดงหามบั้งไฟขึ้นสู่ร้าน กระหึ่มเสียงโห่ร้องกึกก้องขึ้นติดต่อกัน เจ้าปู่เจ้าย่านั่งยิ้มจนหน้าบ้าน

            ได้ฤกษ์จุดบั้งไฟเวลาเที่ยงพอดี....

            บั้งไฟแสนคำรามเสียงกังวานพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ควันฟุ้งโขมงเป็นทางยาว ชาวปรางค์กู่แก้วไชโยโห่ร้องเกรียวกราว เสียงแคนกระแทกกระทั้นตามจังหวะฉิ่งฉับรับเสียงกลองลั่นรัว ผาแดงยืนเอามือป้องหน้าหยีตามองตามจนบั้งไฟหายไปในกลีบเมฆ

            ตะวันคล้อยฟ้าต่ำลง เสียงขับลำนำคำกลอนขอฝนตามจังหวะเสียงกลองของพวกขี้เมาแผ่วเบาห่างไกลออกไป คราบควันสีดำจับอยู่ตามยอดหญ้า กลิ่นเขม่าบั้งไฟโชยมาตามลม ผู้คนเริ่มบางตา ผาแดงเดินเข้าไปหาเจ้าปู่กับเจ้าย่าแล้วยกมือขึ้นไหว้ขณะที่ทั้งสองเข้ามาโอบกอดพร่ำพูดแสดงความชื่นชม

             “พ่อหนุ่มผาแดง บุญคุณครั้งนี้ ปรางค์กู่แก้วทุกคนขอจดจำไว้ตลอดไป....” เจ้าปู่พูดเสียงทุ้มกังวาน “....ข้าจะไม่มีวันลืม ในวันข้างหน้า มีอะไรให้รับใช้ ข้ายินดีเสมอ”

            เจ้าปู่กับเจ้าย่ากลับไปพร้อมกับชาวบ้าน คำไอ่เดินนำหน้าภังคีมาเงียบๆ เหมือนร่างที่ไร้วิญญาณแล้วหยุดอยู่ตรงที่ผาแดงกำลังยืนรอ ตาต่อตามองประสาน ภาพเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านไปตอนรุ่งเช้าผุดขึ้นมาหลอกหลอนให้หัวใจวาบหวิว เธอตกเป็นของภังคีทั้งที่หัวใจยังเป็นของผาแดงไม่มีวันแปรเปลี่ยน

             “คำไอ่ พี่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้วนะ....” ผาแดงกระซิบพูด น้ำเสียงแม้จะแผ่วเบา แต่ฟังแล้วหนักแน่นจริงจัง “....อย่าลืมสัญญาของเราล่ะ หลังบุญบั้งไฟ พี่จะให้พ่อแม่มาสู่ขอ....บุญบั้งงไฟผ่านไปแล้วนะ”

           กลิ่นเขม่าบั้งไฟคละคลุ้ง ลมพลิ้วพัดหวีดหวิว คำไอ่ค่อยๆ มองสบตาผาแดงแล้วก้มหน้านิ่ง ภังคีเดินเข้ามายืนขนาบข้างเคียงคู่ไม่ยอมห่าง หัวใจบอบบางอยู่แล้วจึงเหมือนถูกขยี้ซ้ำให้บอบช้ำจนแทบทนไม่ไหว อยากร้องไห้ แต่ทนฝืนกล้ำกลืนน้ำตาเอาไว้ อยากบอกความในใจให้รับรู้กลับไม่มีคำพูดผ่านออกมาจากริมฝีปาก