|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๕๙๙ "เสือสั่งป่า" โดย
พิสิฐ ภูศรี
ตอนที่ยุทธเปิดประตูเข้ามาในผับ
ดนตรีเล่นจบเพลงพอดี
ช่างบังเอิญเหลือเกิน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือแย่กว่ากัน
หากว่ายุทธเปิดประตูเข้ามาตอนที่บนเวทียังร้องเพลงบรรเลงดนตรีกันสุดเหวี่ยง
นักดนตรีมองร่างที่เดินตะคุ่มๆ
ผ่านความมืดเข้ามาราวภาพหลอน
จนถึงบริเวณกลางห้อง
ร่างนั้นค่อยชัดเจนขึ้นจากแสงไฟบนเพดานที่เปิดสว่างอยู่จุดเดียว
บนเวทีทำอะไรไม่ถูก
เพลงใหม่ที่ว่าจะเล่นต่อก็ไม่ได้เล่น
เพราะมือกลองไม่ยอมเคาะนับจังหวะให้
มือกีต้าร์ก็กำคอกีต้าร์ค้าง
อ้อ...คุณยุทธ
มานั่งดูเด็กเขาออกดิชั่นด้วยกันสิ
เสียงทักจากคนที่โต๊ะกลางห้องช่วยคลี่คลายสถานการณ์
เขาพูดยิ้มแย้มแจ่มใส
เหมือนไม่มีอะไร
ยุทธนั่งลงตามคำเชิญ
ชายตามองมาทางเวที
มาเที่ยวห้างหรือไง
เสียงเดิมถามมาอีก
เปล่าครับเฮีย
วันนี้ว่างๆ
เลยว่าจะเข้ามาซ้อมแกะเบสเพลงใหม่
ยุทธตอบเรียบๆ
พอดีมีวงเขามาออดิชั่น
ฝ่ายนั้นพูดเสียงเรียบพอกัน
ผู้ฟังพยักหน้ารับทราบ
ออดิชั่น
คือการลองเล่นดนตรีให้ดู
เป็นการนำเสนอผลงานและความสามารถของนักดนตรีวงใหม่ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจพิจารณา
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
คนที่ยุทธิเรียกว่า เฮีย
ที่นั่งดูอยู่นี้
เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าและโรงแรมระดับห้าดาวซึ่งสร้างอยู่ติดกัน
ผับแห่งนี้ก็อยู่ที่ชั้นใต้ดินของโรงแรม
บนเวทีไม่ได้ยินหรอกว่าคนข้างล่างเขาคุยอะไรกัน
แต่มือกีต้าร์ก็คิดอยู่ในใจว่า
เฮีย ของเขาช่างนิ่งดีเหลือเกิน
ถ้าเป็นตัวเขาป่านนี้คงทำหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่ได้แล้ว
ผู้บริหารมืออาชีพเขาแน่อย่างนี้นี่เอง
สามารถเผชิญสถานการณ์คับขันไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่มือกีต้าร์ทำได้คือแสร้งเดินเข้าไปหามือกลอง
ทำเหมือนจะไปพูดทำความเข้าใจเรื่องคิวเพลง
แต่ความจริงเขาไม่อยากอยู่สู้หน้าผู้มาเยือน
นักร้องนำหน้ายิ่งกว่านั้น
ทำเป็นเดินเข้าไปดื่มน้ำหลังเวที
แล้วก็ยกแก้วละเลียดอยู่อย่างนั้น
ไม่ยอมออกมา
เวรแล้วไหมล่ะ
เสือเฒ่าเข้ามาได้ไง มือกลองกระซิบมือกีต้าร์
ต้องมีคนคาบข่าวไปบอกแน่
มือกีต้าร์กระซิบกลับ
นายว่าใคร
คงเป็นยายหนิงสุดที่รักแกนั่นแหละ
เฮ้ย
หนิงแคชเชียร์คนใหม่นี่นะ
ข่าวชัวร์หรือเปล่า
ก็ไม่รู้เหมือนกัน
เห็นคุณกันอี๋อ๋อผิดสังเกต
เมื่อไหร่มันจะไปเสียทีวะ
นั่งอยู่อย่างนี้
ใครจะกล้าเล่น
เป็นเฮียเจ้าของผับอีกนั่นแหละที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้
เขาลุกขึ้นยืน
บอกกับคนบนเวทีว่า
พอดีผมมีธุระ
เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะ
อีกสองสามวันจะให้คำตอบ
แล้วก็เดินออกไป
นักร้องนำถือโอกาสเดินลงจากเวที
หลบออกทางประตูหลังไปเลย
ยุทธยังคงมองมาทางเวทีด้วยสายตาอันยากจะอ่านความใน
มือเบสยกมือไหว้เขา
ยุทธไหว้ตอบ เอ่ยทัก
ไม่ได้เล่นที่พัทยาแล้วเหรอโจ้
ก็...ยังเล่นอยู่ครับ
มือเบสตอบไม่เต็มเสียง
พอดีแวะมาเยี่ยมจืด
เขาเลยชวนมาซ้อม
พี่ยุทธมาเที่ยวห้างเหรอครับ
มือคีย์บอร์ดทำเป็นใจดีสู้เสือเดินลงไปหา
ถามคำถามเดียวกับเจ้าของผับ
ยุทธไม่ตอบคำถามนั้น
นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วจึงถามกลับ
ทำไมถึงปิดเป็นความลับ
ไม่บอกให้พี่รู้
โธ่...พี่
ผมก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
จู่ๆ
เฮียเขาก็บอกให้มาลงวงซ้อม
มือคีย์บอร์ดแก้ตัวเสียงอ่อย
มีอะไรก็น่าจะบอกกันก่อน
ยุทธยังคงพูดความหมายเดิม
ใจเย็นๆ
พี่ นี่มันแค่ออดิชั่น มือคีย์บอร์ดก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน
เลยพูดให้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีสาระ
ทั้งที่ในใจคิดอยู่ว่า
นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายชัดๆ
ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ใช่...ก็แค่ออดิชั่น
ยุทธพยักหน้าพึมพำ
พูดคำสุดท้ายกับมือคีย์บอร์ดว่า
แล้วเจอกันคืนนี้
ก่อนจะเดินออกจากผับไป
ในค่ำคืนนั้นเอง
ข่าวก็แพร่งสะพัดรู้กันไปทั่วผับว่า
พี่ยุทธหัวหน้าวงกับขจรนักร้องนำจะถูกเลิกจ้าง
โดยคนใหม่ที่จะเข้ามาแทนคือพี่จืด
อดีตนักร้องนำที่ลาออกไปเมื่อ
๒ เดือนก่อน
ส่วนอีกคนที่จะมาทำหน้าที่มือเบสแทนพี่ยุทธ
ก็เป็นเพื่อนนักดนตรีของพี่จืดมาจากพัทยา
พนักงานในผับ
ทั้งเด็กเสิร์ฟ-กัปตัน-บาร์น้ำนินทากันให้แซ่ดว่า
พี่ยุทธถูกเพื่อนร่วมวงหักหลง
ลูกน้องเก่า ๓ คนในวง
มือกลอง มือกีต้าร์
และมือคีย์บอร์ด
แอบไปร่วมมือกับพี่จืดฟอร์มวงใหม่มาออดิชั่นโดยที่พี่ยุทธไม่รู้
ที่ทำให้วงสนทนาออกรสขึ้นไปอีกก็คือ
มีเรื่องน่าตื่นเต้นหวาดเสียว
เพราะพี่ยุทธเดินเข้าไปเห็นตอนที่ลูกน้องกำลังออดิชั่นให้เฮียดูอยู่พอดี
คำพูดปากต่อปากขยายความไปเรื่อย
บางคนพูดราวกับตาเห็นว่า
พี่ยุทธบุกเข้าไปขี้หน้าด่าลูกน้องถึงหน้าเวที
เล่นเอาวงแตกทันที
พี่จืดนักร้องนำเผ่นลงจากเวทีแทบไม่ทัน
พี่ยุทธกับมือคีย์บอร์ดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง
บางเสียงถึงกับว่า
พี่ยุทธกำลังจะเงื้อกำปั้นชกมือคีย์บอร์ดอยู่แล้ว
ดีที่เฮียห้ามไว้ทัน
ความจริงในแวดวงนักดนตรีกลางคืนต่างก็รู้กันอยู่ว่า
การที่มีวงใหม่มาออดิชั่นไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ครั้งนี้นับว่าแปลกประหลาดที่สุด
เพราะวงใหม่ที่มาออดิชั่นก็คือวงเดิมที่เล่นอยู่ทุกคืน
เปลี่ยนเฉพาะนักร้องนำกับมือเบส
ซึ่งจะว่าไปแล้วนักร้องนำก็เป็นคนเดิมที่เคยอยู่กับวง
มีใหม่จริงๆ ก็แค่มือเบส
อย่างนี้เลยไม่รู้จะเรียกว่าออดิชั่นได้หรือไม่
และที่น่าฉงนกว่านั้น
เหตุใดถึงต้องมีการออดิชั่น
ในเมื่อก็เป็นคนเก่าแทบทั้งหมด
รู้ฝีมือกันอยู่แล้ว
ข้อข้องใจเหล่านี้ยังดูน้อยนิด
หากนำไปเทียบกับสิ่งที่พี่ยุทธและขจรนักร้องนำได้รับ
ในแวดวงนักดนตรีกลางคืน
การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะถูกเลิกจ้าง
หรือแม้กระทั่งถูกไล่ออกจากวงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก
แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ต้องมีการบอกกล่าวกันให้รู้ล่วงหน้า
เพื่อว่าเขาจะได้มีเวลาเตรียมตัวหาที่ลงใหม่
พี่ยุทธก็กำลังจะหมดสัญญากับทางผับในอีกสิบกว่าวันข้างหน้านี้
ตามปกติทางผับจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากไม่ต้องการจะต่อสัญญาด้วย
การกระทำอย่างนี้จึงถือว่าผิดธรรมเนียมปฏิบัติ
ไม่เคยมีมาก่อน
คนอายุห้าสิบกว่า
เล่นดนตรีมาสามสิบกว่าปีอย่างพี่ยุทธ
จะต้องมาตกงานง่ายๆ
อย่างนี้นะหรือ? นั่นคือข้อสงสัยในใจใครหลายคน
แต่ไม่รู้จะหาคำตอบได้อย่างไร
เพราะตัวผู้ถูกกระทำยังมีสีหน้านิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไร
แกขึ้นเล่นดนตรีอย่างที่เคยเล่นทุกคืน
พูดคุยทักทายกับแขกที่มาเที่ยวเป็นปกติ
ตัวนักร้องนำเสียอีกที่เก็บอาการไม่อยู่
พอรู้ข่าว
เขาแทบไม่มีกะติกกะใจทำงาน
พี่ยุทธต้องไปลากแขนมา
ตลอดเวลาที่อยู่บนเวทีก็ร้องเพลงแบบซังกะตาย
ไม่ยอมมองหน้าพูดจากับเพื่อนร่วมวง
พอจบเบรกแรก
ก็เดินลิ่วลงจากเวทีทำท่าจะหนีกลับบ้านไปเลย
พี่ยุทธอีกนั่นแหละที่ต้องตามปลอบ
โอบไหล่พาไปนั่งที่โต๊ะหนึ่ง
ส่วนสมาชิกที่เหลือก็พากันไปนั่งอีกโต๊ะ
อยู่ไกลกันคนละมุม
สามนักดนตรีที่อยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อตอนบ่ายนั่งดื่มเหล้าพลางสนทนากันนานๆ
ก็ปรายตามองไปทางโต๊ะพี่ยุทธ
คงกำลังด่าพวกเราให้ไอ้ขจรฟัง
มือคีย์บอร์ดพูดเปรยๆ
ขึ้น
เจอแบบนี้เป็นใครก็ต้องโกรธแหละวะ
มือกลองว่า
ช่วยไม่ได้นี่หว่า
เขาอุตส่าห์ปิดเป็นความลับ
ดันทะเร่อทะร่าเดินเข้าไปเอง
มือกีต้าร์ยักไหล่พูด
เออ...แล้วตกลงนายว่าเป็นยายหนิงจริงเหรอที่เอาข่าวนี้ไปบอกแก
เราว่าไม่น่าใช่นะ
เรื่องนี้พวกเราปิดกันจะตาย
ยายหนิงจะมารู้ได้ไง มือกลองถามมือกีต้าร์ถึงเรื่องที่สันนิษฐานกันตอนบ่าย
ก็ไม่รู้เหมือนกัน
เห็นทำตัวยังกะเมียเก็บเสือเฒ่านี่หว่า
ไม่ใช่ยายคนนี้แล้วจะเป็นใคร
ไปว่าแก...บาปกรรม
มือคีย์บอร์ดลากเสียงพูด
พี่ยุทธแกธรรมะธรรมโมจะตาย
เหล้าเบียร์ไม่กิน
เล่นแต่น้ำขิง
แกจะมาเอาเด็กคราวลูกเป็นเมียได้ไง
นายยังไม่รู้อะไร
แบบนี้แหละ
สมภารกินไก่วัด
เราว่าไม่ใช่ยายหนิงหรอก
มือกลองยืนยันความคิดเดิม
หันมองซ้ายขวา
พูดเสียงเบาลง งานนี้เราว่าฝีมือเฮีย
เฮียนั่นแหละที่เป็นคนหลอกให้พี่ยุทธเข้าไปเจอเราตอนบ่าย
ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย
มือคีย์บอร์ดสงสัย
อ้าว...จะได้ให้แกรู้ว่านี่คือการบีบออกไง
เอ...อีกไม่กี่วันก็จะหมดสัญญาอยู่แล้ว
ถ้าไม่อยากให้อยู่ต่อ
ทำไมไม่บอกไปเลยล่ะว่าจะไม่ต่อสัญญาให้
นายก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องไปได้
พี่ยุทธแกเส้นใหญ่
เพื่อนที่เคยเล่นวงเดียวกันคนหนึ่งตอนนี้เป็นนักการเมือง
พี่ชายคนโตแกก็เป็นเพื่อนกับเตี่ยเฮียเรา
เฮียแกก็ต้องเกรงใจ
อยู่ดีๆ
จะไม่ต่อสัญญาได้รึ
แล้วทำยังงี้เรื่องจะยิ่งบานปลายไปใหญ่เรอะ
ไม่หรอก
เฮียแกต้องอ่านเกมขาดแล้วว่า
ถ้าทำยังงี้
พี่ยุทธจะคับแค้นใจลาออกไปเอง
แล้วเฮียก็จะลอยตัวพ้นผิด
จำเลยของพี่ยุทธจะกลายเป็นพี่จืด
ไม่ใช่เฮีย
ความจริงเรื่องของเรื่องก็มาจากพี่จืดนี่แหละนะ
คนสองคนทะเลาะกัน
มาซวยที่เรา มือคีย์บอร์ดพูดพลางส่ายหน้า
ก็พี่ยุทธนี่น้า
อยากทำบุญก็น่าจะทำในส่วนของตัวเองไป
ดันมาเบียดเบียนเงินกองกลาง
พี่จืดแกเลยฟิวส์ขาด มือกลองเท้าความเรื่องเก่า
เขาหมายถึงครั้งที่ยุทธขอหักเงินทิปของวงไปทำบุญทอดผ้าป่า
ซึ่งทำให้จืดถึงกับพูดขึ้นกลางวงว่า
นี่คือการทำบุญภาคบังคับ
ไม่ใช่ความสมัครใจ
ไม่รู้ว่าทำแล้วจะได้บุญหรือเปล่า
เรื่องนี้พี่ยุทธก็ทำไม่ถูกจริงๆ
แหละ มือกีต้าร์ให้ความเห็น
ก็เห็นอนุโมทนาสาธุยกมือไหว้ท่วมหัวอยู่นี่นา
ทำไมตอนนี้มาว่าแกทำไม่ถูกเสียล่ะ
มือคีย์บอร์ดขัดคอ
แหม
จะให้ทำยังไง เราเป็นเด็ก
ลองเราเป็นพี่จืดดูซิ
จะพูดแรงกว่านั้นอีก
เรื่องหักเงินไปทำบุญไม่ใช่สาเหตุหรอก
พี่จืดแกทนไม่ได้ที่พี่ยุทธจู้จี้จุกจิกเรื่องซ้อมดนตรีต่างหาก
พี่ยุทธบ่นว่าพี่จืดขาดซ้อมบ่อย
พี่จืดก็ว่าพี่ยุทธนัดซ้อมถี่เกินไป
เลยผิดใจกัน
รู้สึกว่าเดือนสุดท้ายที่พี่จืดออก
พี่ยุทธไปบอกให้ยายแคชเชียร์เมียเก็บแกหักเงินพี่จืดฐานขาดซ้อมด้วยมั้ง
ที่พี่จืดพูดก็ถูกนะ
ไม่รู้จะซ้อมอะไรกันนักหนา
อาทิตย์หนึ่งซ้อมตั้งสามสี่วัน
ยังกับเด็กหัดใหม่ มือกลองว่า
ทีเมื่อก่อนไม่เห็นบ่น
มือคีย์บอร์ดแหย่มาอีก
ก็มันยังไม่มีคนชี้ทางสว่างนี่โว้ย
มือกลองกล่าวแก้ตัวพลางหัวเราะ
หรือนายว่าไม่จริง
คนเก่งแล้วเขาไม่ซ้อมบ่อยหรอก
ก็พี่ยุทธแกยังไม่เก่ง
มือกีต้าร์พูดเสียงยานคาง
คนอะไรวะ
เล่นมายี่สิบสามสิบปี
ยังเหมือนเด็กหัดเล่นอยู่เลย
ดูพี่โจ้พี่จืดพามาซิ
ฝีมือห่างกันคนละโยชน์
แหม
ทีตอนนี้ดูถูกฝีมือแกใหญ่
ตอนนายเล่นดนตรีใหม่ๆ
ก็พี่ยุทธไม่ใช่เหรอที่เป็นคนสอนเทคนิคให้
แต่คนสองฝีมือก็ไม่ไปไหน
เล่นมาจนแก่ยังอยู่ที่เดิม
มือกีต้าร์ยักไหล่ตอบ
อย่าไปว่าแกเลย
อีกไม่กี่วันแกก็จะไปแล้ว
มือคีย์บอร์ดพูดเป็นกลางๆ
รินเหล้าให้เพื่อนทั้งสอง
เฮียแกใจเด็ดน่ะดูนะ
ยอมตัดพี่ยุทธ
เลือกพี่จืด ทั้งๆ
ที่รู้ว่าพี่ยุทธเส้นใหญ่
มือกีต้าร์ยังสนใจประเด็นนี้
คนทำธุรกิจเขาก็ต้องเลือกเอาประโยชน์สูงสุด
พี่จืดเป็นนักร้องนำ
ตัวเรียกแขก
ไม่เห็นหรือว่าตอนที่พี่จืดออกไป
แขกหายไปเยอะ
เป็นช่วงโลว์ชีชั่นมากกว่ามั้ง
ก็ไม่รู้ล่ะ
แต่ถ้าเป็นเรา
ยังไงก็ต้องเลือกพี่จืด
อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า
แล้วพี่จืดก็ดันมาเลือกพวกเรา
กลายเป็นว่าพวกเราเป็นนกสองหัว
หักหลังพี่ยุทธ
หรืออยากให้พี่จืดเลือกคนอื่น
พวกเราตกงาน
ก็ไม่ได้ว่าอย่างนั้น
พูดให้ฟังเฉย
ไปเถอะ
ได้เวลาขึ้นเวทีแล้ว มือคีย์บอร์ดพลิกข้อมือดูนาฬิกา
บอกกับเพื่อนร่วมวง
แล้วก็ลุกขึ้นถือแก้วเหล้าเดินไปก่อน
เซ็งเป็นบ้า
ต้องเล่นกับคนมองหน้ากันไม่ติด
เมื่อไหร่มันจะไปๆ
เสียทีวะ มือกีต้าร์บ่นกับมือคีย์บอร์ด
แล้วลุกตาม
ไม่ลืมถือแก้วเหล้าติดมือไปด้วย
นับแต่วันเกิดเรื่อง
ถึงเวลานี้ก็เพิ่งจะผ่านไปเพียง
๔ วัน
แต่มันเหมือนนานนับกัปกัลป์ในความรู้สึกของคนในวง
แต่ละคืนผ่านไปอย่างอึดอัด
ด้วยว่าต้องเล่น-ต้องร้องด้วยกันทั้งที่ไม่พูดจากัน
ตัวพี่ยุทธยังพอทำเนา
เมื่ออยู่บนเวทีแกยังพูดทำความตกลงเรื่องคิวเพลงกับนักดนตรีทั้งสามคนเป็นปกติ
ลงมาข้างล่างก็คุยอยู่บ้าง
แม้จะน้อยคำเต็มที
ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นบุคลิกของพี่ยุทธ
เพราะแกเป็นคนเงียบๆ เฉยๆ
ไม่ค่อยพูด
ส่วนขจรนักร้องนำนั้นไม่เอาเลย
ไม่ยอมมองหน้า
พูดจากับใครนอกจากพี่ยุทธ
ขึ้นมาบนเวทีเพื่อร้องเพลงอย่างเดียว
พอถึงช่วงหยุดพักก็ลงไปนั่งดื่มเหล้าคนเดียว
ความจริงขจรคิดจะออกตั้งแต่วันแรกที่ทราบข่าว
แต่พี่ยุทธหัวหน้าวงรั้งเอาไว้
แกบอกว่าต้องอยู่ให้ครบสัญญาเพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพ
และจะได้ไม่เสียประวัติเวลาไปสมัครงานที่ใหม่
แค่คืนที่สี่ก็ทำเอาพะอักพะอ่วนเจียนตาย
นี่ยังเหลืออีกตั้งแปดวัด
กว่าจะถึงวันสิ้นสุดสัญญา
และในคืนที่สี่นี้เอง
ที่ข่าวสำคัญมาถึง
เจ้าของผับแจ้งผลการพิจารณา
ออดิชั่น เมื่อสี่วันก่อนให้นักดนตรีสามคนที่ร่วมเล่นในวันนั้นทราบ
เป็นข่าวที่ทำให้ทั้งสามตกตะลึงพรึงเพริด
คาดไม่ถึง เพราะเหตุว่า...
วงใหม่ที่มีจืดเป็นนักร้องนำออดิชั่นไม่ผ่าน!
นั่นหมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
เกิดขึ้น
พี่ยุทธกับขจรพร้อมนักดนตรีทีมเดิมยังคงเล่นต่อไป
นักดนตรีสามคนงงเป็นไก่ตาแตก
ฝ่ายขจรนักร้องนำก็งงพอกัน
ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับข่าวนี้ดี
เขาหัวเราะทำนองประชดใส่เพื่อนร่วมวง
แล้วแยกตัวไปนั่งดื่มคนเดียวอีกตามเคย
ส่วนพี่ยุทธยังคงทำหน้าไม่ยินดียินร้ายเหมือนเดิม
แกนั่งจิบน้ำชิงของแกอยู่หน้าเคาน์เตอร์
คุยกับแคชเชียร์ไป
ข่าวแพร่สะพัดไปทั้งผับ
พนักงานทุกคนพูดถึงแต่เรื่องนี้
ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า
คงเพราะพี่ยุทธใช้บารมีนักการเมืองที่เป็นเพื่อนกันมาบีบเจ้าของผับ
บ้างก็ว่าแกเดินเกมผ่านทางพี่ชายคนโตที่เป็นเพื่อนกับเตี่ยของเฮีย
เฮียเลยไม่กล้าทำอะไร
แต่บางคนก็ยืนยันว่าข่าววงในว่า
เฮียเจ้าของผับจะไม่เอาพี่จืดแต่แรก
เพราะถึงจะต้องเพลงดี
แต่วินัยในการทำงานต่ำ
มักจะขาดงาน
ขาดซ้อมอยู่เป็นประจำ
ส่วนการที่ปล่อยให้พี่จืดนำทีมมาออดิชั่นครั้งแปลกประหลาดนั้นเป็นเพราะพี่จืดพลาดไปเอง
การที่เฮียบอกให้พี่จืดมาลองออดิชั่นดูก่อน
โดยความหมายก็เป็นนัยของการตอบปฏิเสธอยู่แล้ว
คนอยู่แวดวงนี้มานานน่าจะรู้
ในเมื่อพี่จืดพาซื่อ
เฮียแกก็ต้องปล่อยเลยตามเลย
แล้วค่อยมาบอกทีหลัง
ข่าวเชิงลึกกล่าวไปถึงว่า
เฮียกับพี่ยุทธ รู้กัน
เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว
พี่ยุทธแกเลยเฉยๆ
ไม่ทุกข์ร้อนอนาทรใดๆ
เพราะรู้อยู่ว่าบทสรุปจะออกมาเช่นไร
คนที่ทุกข์ร้อนจะเป็นจะตายในยามนี้
กลับเป็นสามนักดนตรีผู้ก่อการขบถไม่สำเร็จ
พวกเขานั่งจับกลุ่มซุบซิบอยู่อีกมุมหนึ่ง
แต่ละคนล้วนสีหน้าเคร่งเครียด
แล้วจะทำยังไงละคราวนี้
มือคีย์บอร์ดถามขึ้นมาลอยๆ
ถอนหายใจ
ทำยังไง...ก็ทำงานต่อไปน่ะซิ
มือกลองตอบเสียงเพลีย
หมายความว่าจะทำงานด้วยกันไปได้ยังไง
มีเรื่องกินในกันยังงี้
พี่ยุทธน่ะไม่เท่าไหร่หรอก
แกเชี่ยวแล้ว ไอ้ขจรนะซิ
มันทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าพวกเราเสียให้ได้
เดี๋ยวต้องเรียกมันมาปรับความเข้าใจ
ยอมขอโทษมันไปก็แล้วกัน
มือกลองพยายามหาทางออก
พูดตามจริงพวกเราก็ไม่ใช่คนก่อเรื่องสักหน่อย
พี่จืดต่างหากที่เป็นตัวการ
พี่จืดนะพี่จืด
ไม่น่าหาเรื่องยุ่งมาให้เลย
มือคีย์บอร์ดส่ายหน้า
ดูยายแคชเชียร์นั่นสิ
มือกลองบุ้ยปากไปทางเคาน์เตอร์
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเสือเฒ่าไม่ยอมหยุด
คงดีใจที่คู่ขายังอยู่
เฮ้อ...อย่าพูดคำนี้อีกเลย
มือกีต้าร์ถอนหายใจ
เอามือกุมหัว เราเพิ่งจะรู้ความจริง
ยายหนิงกับพี่ยุทธไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรอก
เขาเป็นอาหลานกัน
พ่อยายหนิงก็คือพี่ชายคนโตพี่ยุทธที่เป็นเพื่อนกับเตี่ยเฮียเรานั่นแหละ
เขาฝากลูกมาทำงานที่นี่
อ้าว
ตายละซิ
หลงนินทาไปตั้งหลายคำ
จะตกนรกไหมเนี่ย มือกลองร้องลั่น
เอามือกุมมือหัวตามไปด้วย
ถ้าจะตกนรก
พวกเราตกตั้งแต่ตอนที่คิดหักหลังพี่ยุทธแล้วล่ะ
มือกีต้าร์ลากเสียงพูดแบบคนเบื่อโลกเต็มที
ในคืนต่อมา
ระหว่างหยุดพักช่วงแรก
พี่ยุทธเข้าไปพบเจ้าของผับในห้องทำงาน
แล้วกลับออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
คาดว่าคงมีการต่อสัญญาฉบับใหม่เป็นที่เรียบร้อย
และอาจมีการขึ้นเงินเดือนให้ด้วย
พี่ยุทธถึงได้ยิ้มแก้มปริอย่างนี้
ยุทธสั่งเหล้ามาเปิดเลี้ยงสามสหาย
เป็นครั้งแรกที่ยุทธเลี้ยงเหล้าลูกน้อง
อย่าว่าแต่เลี้ยงเลย
แม้แต่มานั่งร่วมวงก็ยังนานๆ
ที เพราะเขาไม่ดื่ม
มือคีย์บอร์ดถามว่า
ฉลองสัญญาใหม่เหรอพี่
เปล่า
เลี้ยงลา ยุทธตอบสั้นๆ
ลูกวงงงไปตามๆ กัน
พี่ไม่ต่อสัญญา
เขาเฉลย
ยกแก้วน้ำขิงจิบ
พูดต่อไปว่า จะเลิกเล่นดนตรีแล้วด้วย
จากนี้ไปคงมีเวลาใช้ชีวิตสงบๆ
เข้าวัดทำบุญเสียที
ยุทธบอกอีกว่า
จะเล่นไปจนถึงวันหมดสัญญา
หรือจนกว่าจะหามือเบสคนใหม่มาแทนได้
เขาบอกกับลูกวงทั้งสามคนว่า
ถ้ามีเพื่อนนักดนตรีคนไหนอยากมาเล่นที่นี่
ก็พามาสมัครกับเจ้าของผับได้
คงไม่ถึงกับต้องออดิชั่นหรอกมั้ง
พวกเพื่อนๆ
นายฝีมอดีกันอยู่แล้ว เขาพูดยิ้มๆ
แต่คนฟังรู้สึกเหมือนโดนทิงเจอร์ราดลงบนแผลที่ยังไม่แห้งสนิท
ฝากดูแลขจรด้วยนะ
มันยังเด็กอยู่ ยุทธพูดอีกประโยค
แล้วลุกขึ้นถือแก้วน้ำขิงเดินกลับไปนั่งที่เคาน์เตอร์ |
