เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. เสือสั่งป่า  ของ พิสิฐ  ภูศร  ฉบับที่  ๒๔๙๙

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๙๘

 “นักเล่านิทาน”

โดย วรรณ กวี

            วันหนึ่งฉันนั่งอ่านหนังสืออยู่ริมคลองแถวบ้าน ได้ยินเด็กส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่นจนทำให้ไม่มีสมาธิ ฉันหันเหความสนใจจากหนังสือไปที่เด็กๆ แล้วฉันก็ได้ยินเสียงแจ๋วๆ ตะโกนดังว่า

             “อยากฟังนิทานเรื่องอะไร จะเล่าให้ฟัง”

             “เรื่องเจ้าหญิง” เสียงใครคนหนึ่งบอก

             “ไม่เอา เรื่องแม่มด” เสียงอีกคนดังกว่า

             “แหวะ เรื่องไร้สาระ” เด็กโตคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

            ฉันรู้สึกอิ่มเอิบใจที่ได้ยินเสียงเด็กทะเลาะกันเพื่อจะค้นหาเรื่องเล่าที่เหมาะสมกับพวกเขา ฉันนั่งอมยิ้มให้กับความน่ารักน่าชังของพวกเด็กๆ บางคนพูดพร่ำอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีใครสนใจฟัง ฉันพยายามนิ่งฟังว่าเด็กคนนั้นพูดอะไร แล้วฉันก็ได้ยินเสียงเล็กๆ นั้นพูดว่า

             “เรื่องเจ้าต๊อก มันเป็นหมา มี่เขายาวด้วย แล้วมันก็ร้องเพลงทุกวัน มันชอบกินพิซซ่ากับสลัด แล้วมันก็ขี่จักรยานพาเราไปเที่ยวทะเลทุกวัน”

             “ขี้โม้ ยับนุ่นจอมขี้โม้” เด็กชายตัวโตคนหนึ่งตะโกนขึ้น จากนั้นก็วิ่งไปเล่นกับเพื่อนอีกกลุ่มที่ดูตัวโตกว่า ทิ้งให้เด็กหญิงที่ชื่อนุ่นคนนี้นั่งพูดกับเด็กอีกคนที่ไม่ได้สนใจฟัง เพราะมัวแต่เก็บก้อนหินบนพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจ

            เด็กๆ กำลังมีความสุขในโลกส่วนตัวที่ผู้ใหญ่ไม่อาจเข้าไปสัมผัสรับรู้ได้ ภาพที่เด็กส่งเสียงหัวเราะ วิ่งไล่คว้าอากาศธาตุเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในความคิดของฉัน...

            ฉันหวนรำลึกถึงโลกวัยเยาว์ที่ผ่านพ้นไปนานนับยี่สิบปี ภาพลางเลือนของนักเล่านิทานคนหนึ่งผุดพรายขึ้นอย่างชัดเจน นักเล่านิทานคนนั้นชื่อว่า “ยายดวน” หรือ “ยายลำดวน” แกเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันชอบเรื่องเล่าแนวจินตนาการ เรื่องทุกเรื่องที่แกเล่าไม่สามารถนำเหตุผลความเป็นจริงมาประเมินค่าได้ แต่เด็กทุคนก็มีความสุขอย่างเหลือล้นที่ได้ฟังแกเล่านิทาน

            ยายลำดวนเป็นนักเล่านิทานขวัญใจเด็ก แต่ถ้ามีใครสักคนคิดจะเล่าเรื่องราวของยายลำดวนคงเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมายหรือน่าสนใจในสายตาของผู้ใหญ่บางคน เพราะเรื่องของยายลำดวนนั้นเป็นเพียงเรื่องของคนบ้าที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามทำร้ายเด็ก นั่นคงโหดร้ายเกินกว่าจะนำไปเล่าเป็นนิทาน และถ้าเป็นนิทานก็เป็นนิทานที่ผู้ใหญ่พยายามห้ามไม่ให้เด็กฟัง

            ตอนที่ฉันเป็นเด็ก...ไม่เคยรู้มาก่อนว่ายายลำดวนมีที่มาที่ไปอย่างไร เด็กๆ ไม่เคยสนใจประวัติความเป็นมาของเพื่อน เราต่างสนใจเพียงว่ายายลำดวนเล่านิทานสนุก และแกก็ไม่เคยเล่าเรื่องตัวเอง แม้ว่าจะมีบางครั้งที่ฉันรู้สึกว่าคุณยายชราใจดีในนิทานเรื่องหนึ่งดูจะเหมือนยายลำดวนอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถึงตอนจบเรื่องราวทั้งหมดก็จบลงด้วยความสุข ช่างแตกต่างจากชีวิตจริงของยายลำดวน

            ชีวิตของยายแก่นักเล่านิทานขวัญใจเด็กๆ คงไม่โลดโผนผจญภัยเหมือนฉากตื่นเต้นในนิทานผจญภัยเรื่องโปรดของฉัน แต่การผจญภัยของยายลำดวนเริ่มมีความหมายต่อฉันมากขึ้นเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่ แกได้ให้อะไรมากมายแก่ชีวิตเด็กหลายคน และแกก็ได้ให้ความรักในนิทานอย่างมหาศาลแก่นักเล่านิทานคนหนึ่ง...นั่นก็คือนักเขียนนิทานขวัญใจเด็กๆ คนที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี เขาผู้นั้นก็คือสามีของฉัน... “นักเล่า เรื่องสนุก” คือนามปากกาอันยิ่งใหญ่ขณะนี้ เขาเป็นผู้สืบทอดสิ่งมหัศจรรย์นั้นมาจากยายลำดวน เรื่องเล่ามากมายของแกได้กลายมาเป็นโครงเรื่องนิทานเรื่องใหม่ของนักเขียนนิทานชื่อดัง

            ฉันจดจำภาพหญิงชราที่ปล่อยผมเป็นกระเซิงและชอบนุ่งโจงกระเบน ไม่ยอมสวมเสื้อได้ดี แกจะพาดเสื้อคอกระเช้าไว้ที่บ่าและใช้สำหรับไล่ยุง...แมลงวันที่บินสาละวนอยู่ใกล้ๆ พลางเคี้ยวหมากตุ้ยๆ และถุยน้ำหมากทิ้งเป็นระยะๆ

            ภาพอันผุดพรายนั้นคือบทเริ่มต้นในเรื่องราวยายลำดวน...แต่ฉันขอเปิดฉากเรื่องราวด้วยนักเล่านิทานอีกคน เด็กชายผู้เพียบพร้อมด้วยจินตนาการ ความอ่อนเยาว์ และความรักในนิทานอย่างมหาศาล

             “นักเล่า เรื่องสนุก” หรือชื่อจริงของเขาคือ ประภาส นามขจร คือเพื่อนเล่นวัยเด็กของฉัน เราต่างชอบฟังนิทานของยายลำดวน ในวัยเยาว์...เด็กหญิงและเด็กชายสองคนจะคอยเฝ้าติดตามหญิงชราผู้ถูกกล่าวหาว่าสติไม่สมประกอบ พวกเราเดินไปตามลำห้วย ค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่น่าอัศจรรย์ นั่นก็คือขุมสมบัติในเวลานั้นฉันและประภาสต่างเชื่อสนิทว่ายายลำดวนมีขุมสมบัติมหาศาลซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง และเราต้องพยายามค้นหาให้เจอก่อนที่พวกโจรจะมาปล้นเอาไป

             “ยายซ่อนกล่องสมบัติเอาไว้ตั้งแต่สาวๆ รู้ไหมว่าในกล่องสมบัตินั้นมีไม้วิเศษที่สามารถเสกให้กบกลายเป็นเจ้าชายหล่อเหลาหรือเจ้าหญิงแสนสวย ไม้วิเศษยังสามารถทำให้พวกเธอฉลาดยิ่งกว่าเด็กทุกคนและมันยัง...” ยายลำดวนยืนนึก แล้วแกก็ตบมือดังแปะแล้วพูดต่อว่า

             “มันยังทำให้พวกเราทั้งสามหายตัวได้”

             “โอ้โห...” ฉันและประภาสร้องขึ้นพร้อมกัน พวกเราต่างเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขา

            เด็กส่วนใหญ่ต่างฟังนิทานของยายลำดวนแล้วก็เดินกลับบ้านอย่างไม่ติดใจสงสัยอะไร พวกเขาต่างคิดว่านั่นคือเรื่องโกหกที่สนุกเท่านั้น แต่สำหรับประภาส...เขากลับเชื่อสนิทว่าเรื่องทุกเรื่องที่ยายลำดวนเล่าเป็นเรื่องจริง เขาชวนฉันค้นหากล่องสมบัติ พวกเราต่างพากันเข้าไปค้นหากล่องสมบัติในที่ต่างๆ  ราวกับว่ามันจะต้องมีอยู่และพวกเราต้องค้นพบสักวัน

            พวกเราต่างมีความสุขต่อการเชื่อว่าสิ่งที่ยายลำดวนเล่าเป็นเรื่องจริง มันทำให้เราได้เล่นค้นหากล่องสมบัติอย่างสนุกสนานหลายวัน

            ประภาสดำลงไปในคลองลึกเพื่อค้นหากล่องสมบัติ ส่วนฉันได้แต่นั่งเอาใจช่วยเพราะว่ายน้ำไม่เป็นในสมองน้อยๆ ของเด็กอายุเจ็ดขวบเริ่มสงสัยว่าบางทีกล่องสมบัติอาจตกอยู่ใต้คลองนี้ ฉันคิดว่าประภาสจะต้องค้นพบและพวกเราก็จะนำไม้วิเศษออกมาใช้ ฉันจะเสกเจ้าชายแสนหล่อมาเป็นเพื่อนเล่น และประภาสก็จะเสกเจ้าหญิงแสนสวยมาเป็นเพื่อนแทนฉัน พวกเราหวังว่าเจ้าหญิงและเจ้าชายจะเป็นเพื่อนที่วิเศษที่สุดในโลก ความใฝ่ฝันของเด็กสองคนใกล้เป็นจริงแล้ว...นั่นคือความคิดของฉัน

            ประภาสดำดิ่งไปเป็นเวลานานหลายนาที และผุดขึ้นมาร้องตะโกนก่อนจะจมดิ่งลงไปอีก

             “ช่วยด้วย เป็นตะคริว”

            ฉันตกใจอย่างมาก รีบวิ่งไปเรียกใครสักคน แต่เวลานั้นไม่มีใครที่พอจะช่วยประภาสได้เลย ฉันนึกถึงยายลำดวนที่ชอบนั่งพูดคนเดียวอยู่ริมลำห้วย ฉันวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต

             “ยายจ่า ยาย ประภาสเป็นตะคริวอยู่ในคลอง”

            ยายลำดวนยืนคิดอะไรอยู่ชั่วประเดี๋ยว แล้วแกก็รีบวิ่งไปหยิบกิ่งไม้อันหนึ่งมา พูดว่า

             “เราจะไปช่วยประภาสกัน”

            ฉันวิ่งจูงกึ่งลากยายลำดวนมาถึงริมคลอง ยายลำดวนโบกกิ่งไม้สะบัดไปมาแล้วร้องขึ้นว่า

             “โอม เวทมนตร์ของเจ้าแม่ตานี จงทำให้น้ำลดลงเดี๋ยวนี้”

            ฉันยืนจ้องดูยายลำดวนร่ายเวทมนต์ด้วยความเชื่อสนิทใจว่าน้ำในลำคลองจะต้องลดลง แต่ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปกว่านั้น ลุงแม้น คนหาไม้ทำฟืนก็ผ่านมา แกร้องตะโกนขึ้นว่า

             “นั่นเด็กกำลังจมน้ำนี่หว่า ทำไมไม่ลงไปช่วย”

            ลุงแม้ถอดเสื้อออกและกระโดดลงไปในน้ำทันที เพียงไม่นานเขาก็อุ้มร่างประภาสขึ้นมาจากน้ำได้ หลังจากนั้นลุงแม้นก็ด่าว่ายายลำดวนด้วยเสียงดัง

             “อีแกบ้า หลอกเด็กลงไปในน้ำ ดีล่ะฉันจะไปฟ้องผู้ใหญ่”

            เรื่องราวแสนเศร้าเริ่มปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ยายลำดวนถูกพ่อของประภาสฟ้องจับในข้อหาทำร้ายอย่างกาย พวกผู้ใหญ่ต่างพากันสอบถามเราสองคน

             “ยายลำดวนมันหลอกให้ลงไปในน้ำใช่ไหม”

            ประภาสก้มหน้านิ่ง เขากลัวความผิดจนไม่กล้าปกป้องคนอื่น ฉันก็ไม่ต่างจากประภาส พวกเรากลัวพวกผู้ใหญ่ที่กำลังรุมถามอย่างน่ากลัว ฉันได้แต่พยักหน้าทุกครั้งที่พวกเขาโยนความผิดไปให้ยายลำดวน

             “ยายลำดวนมันหลอกให้ลงไปค้นหาสมบัติใช่ไหม ไอ้นิดมันบอกว่ายายลำดวนชอบโกหกว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ในคลอง” แม่ของนิดหน่อย-เด็กชายที่เคยมาฟังนิทาน ได้พูดด้วยน้ำเสียงดังน่ากลัว

             “ยายลำดวนใช้ให้ลงไปค้นหาสมบัติใช่ไหม” ผู้ใหญ่อีกคนถามขึ้น

             “ยายลำดวนมันกำลังทำพิธีเซ่นวิญญาณเด็กให้แก่พวกแม่มด มันเป็นหมอผี” หญิงชราคนหนึ่งพูด

             “ยายลำดวนคิดจะฆ่าเด็กทั้งบาง”

            ฉันสับสนกับสิ่งที่ทุกคนพูด และก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกเขาคิดอย่างไร ในเวลานั้นฉันเริ่มร้องไห้ เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทุกคนพูดไม่เป็นความจริง พวกเขาชอบพูดว่ายายลำดวนชอบโกหก แต่ฉันกลับคิดว่าเรื่องโกหกของยายลำดวนไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว นิทานของแกสนุกสนาน แต่เรื่องที่ผู้ใหญ่พวกนี้พูดกลับฟังดูน่ากลับและไม่มีความสนุก การพูดโกหกของพวกเขากำลังทำให้ยายลำดวน ในวันนั้นมีคนจับยายลำดวนมัดแล้วก็เตรียมส่งตัวแกไปสถานีตำรวจ พวกเขาโกรธแค้นยายลำดวนมากที่ทำให้ประภาสจมน้ำ ฉันได้ขาวยายลำดวนอีกครั้งก็เมื่อแกถูกส่งไปอยู่โรงพยาบาลคนบ้าในตัวเมือง หลังจากนั้นแล้วพวกเราก็ไม่ได้ข่าวคราวของยายลำดวนอีกเลย

            หมู่บ้านเงียบเหงา และไม่มีเด็กสุมหัวฟังนิทานอีก ผู้ใหญ่เริ่มมีงานยุ่ง บางคนไปทำงานในตัวเมืองและทิ้งให้เด็กๆ เหงาอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีนักเล่านิทาน

            จนกระทั่งเวลาผ่านไป ความเจริญได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง นักเล่านิทานหายไป แต่สิ่งที่เข้ามาทดแทนก็คือนักเขียนนิทานที่เล่านิทานผ่านหนังสือ

 

             “นักเล่า เรื่องสนุก” นักเขียนนิทานขวัญใจเด็กกำลังนั่งเหม่อมองสายน้ำริมคลอง เขาไม่มีโอกาสว่ายน้ำอีกเลย แต่นิทานหลายเรื่องของเขามีฉากเป็นแม่น้ำ ทะเล มหาสมุทร และตัวละครเอกก็มีความสามารถในการว่ายน้ำอย่างล้ำเลิศ ราวกับว่าเขากำลังทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่โลกความจริงในชีวิตของเขาไม่มี ฉันเดินมานั่งใกล้ๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า

             “จำยายลำดวนได้ไหม”

            ประภาสจ้องหน้าฉัน แววตาของเขาอ่อนโยน กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า

             “ผมคิดถึงยายลำดวนทุกครั้งที่เขียนนิทานเรื่องใหม่”

             “เป็นเรื่องเศร้านะคะ แต่เรื่องของคุณสนุก” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเบา

             “นักเล่านิทานมีเบื้องหลังชีวิตที่น่าสงสาร ต้นตอของจินตนาการอันกว้างใหญ่ไพศาลล้วนมาจากความสะเทือนใจ นักเล่านิทานเลือกหยิบสีขาวระบายลงไปในพื้นหลังสีดำ เด็กๆ หลายคนเห็นภาพอันสดใสงดงามมีโลกจินตนาการแสนบริสุทธิ์ได้เพราะนักเล่านิทานยอมเก็บความเศร้ามากมายไว้กับตัวเอง”

            ฉันยิ้ม...รู้สึกอ่อนไหว มอบรอยยิ้มแห่งการปลอมโยนให้สามี ลุกขึ้นปะคองร่างของประภาสขึ้น ไม่มีใครรู้ว่านักเขียนนิทานขวัญใจเด็กไม่สามารถเดินไปไหนได้เพราะเคยเป็นตะคริวในน้ำนานจนเป็นอัมพาตท่อนล่างอย่างถาวรตั้งแต่เยาว์วัย

             “คุณเคยคิดโกรธยายลำดวนไหม” ฉันถามขณะที่ฉันพยุงประภาสไปที่โต๊ะเขียนนิทานของเขา

             “ไม่เลย ผมสงสารยายลำดวน และก็ขอบคุณแกที่สอนให้ผมมีโลกจินตนาการ และแกยังสอนให้ผมรู้จักให้ รู้จักปลอบโยน และรู้จักปลอบโยน และรู้จักเผชิญชีวิต”

            ฉันภาคภูมิใจในตัวประภาส เพื่อนเล่นวัยเยาว์ผู้กลายมาเป็นสามีและเขายังเป็นผู้แต่งแต้มสีสันให้โลกของเด็กทุกคนได้อย่างสวยงาม แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่เลวร้ายได้ถูกบดบังไว้ด้วยชะตากรรมที่ขมขื่นของนักเล่านิทานสองคน