สัมภาษณ์พิเศษ
ดร.มัทนา สานติวัตร
หญิงแกร่งในวงการศึกษา
 |
เพราะมั่นใจว่ารากเหง้าคุณภาพของคนอยู่ที่การศึกษา ดร.มัทนา สานติวัตร จึงมุ่งมั่นที่จะเดินมาสู่เส้นทางวิชาชีพครูอย่างเต็มตัว
นับตั้งแต่เรียนจบระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ แล้วไปศึกษาต่อระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่อจากนั้นจึงสอบเข้าคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบปริญญาตรีทางการบัญชี และได้มาเป็นอาจารย์ประจำคณะบัญชีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๑๘ ดร.มัทนาสามารถสอบผ่านเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย อีกสองปีต่อมาเธอศึกษาจบปริญญาโททางการบัญชี ณ Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ.๒๕๒๘ จบปริญญาเอกทางการบริหารอุดมศึกษาที่ University of Kansas สหรัฐอเมริกา โดยทุนมหาวิทยาลัยกรุงเทพตามโครงการพัฒนาอาจารย์
จะเห็นว่าสายการศึกษาที่เธอเลือกนั้น แม้ว่าอยู่ในกลุ่มของนักบัญชีมาตั้งแต่ต้น แต่ในที่สุดเมื่อต้องเลือกวิชาชีพเธอกลับเบนเข็มมาเป็นอาจารย์สอนในสาขาบัญชี พร้อมทั้งเติบโตก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ นับว่าเธอเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยละทิ้งโอกาสอันดีขณะเดียวกันก็มิได้ละทิ้งอุดมการณ์ของตนเองที่อยากจะทำงานในสายการพัฒนาและให้ความรู้แก่คน
หากเอ่ยถึงชื่อ อาจารย์มัทนา สานติวัตร ทุกคนในรั้วมหาวิทยาลัยกรุงเทพย่อมทราบดีว่าวันนี้เธอคือไม้แกร่งของมหาวิทยาลัยทีเดียว เมื่ออดีตเธออาจจะเป็นเพียงไม้เล็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า ๓๐ ปี ไม้เล็กต้นนี้ได้รับการบ่มเพาะที่ดีประกอบกับนโยบายการสร้างบุคลากรที่เข้มแข็ง ทำให้ชื่อ ดร.มัทนา สานติวัตร ขึ้นทำเนียบผู้บริหาร โดยดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา
-จุดเริ่มต้นใดที่ทำให้อาจารย์เลือกศึกษาทางด้านบัญชี
ดิฉันมาเรียนบัญชีเพราะว่าตั้งแต่เรียนอยู่ที่เซนต์โยเซฟฯแล้ว วิชาคณิตศาสตร์ดิฉันได้คะแนนดี แต่ในขณะเดียวกันก็เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับด้านภาษาได้ดีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และที่ชอบอีกอย่างคือวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันคณิตศาสตร์ก็เรียนได้ดี
หมอนี่เรียนไม่ได้ รู้ว่าวิทยาศาสตร์บางสาขาที่จะก้าวไปสู่หมอ เราทำไม่ได้ หรืออย่างด้านออกแบบ สถาปนิก มือยังไม่ถึงขั้น เพราะมันต้องใช้วิชาฟิสิกส์ วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาที่ดิฉันไม่ชอบที่สุด ถัดมาก็คือไฟฟ้า ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นคณิตศาสตร์กับบัญชีนี่แหละที่พอจะไปกันได้ แล้วบ้านอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลายๆคนในยุคดิฉันมีค่านิยมว่าถ้าเรียนบัญชีต้องเรียนที่ธรรมศาสตร์ แต่เวลาเรียนจบไปทำงาน สมัยนั้นผู้ชายที่จบบัญชีจะได้เงินเดือนดีกว่าผู้หญิง เพราะต้องออกต่างจังหวัดด้วย ผู้ชายจึงมีโอกาสมากกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงในกลุ่มบัญชีก็ถือว่าได้เงินเดือนสูง
-ฟังจากที่อาจารย์เล่าแล้ว รู้สึกว่าเป็นคนที่รู้จักตัวเองดี มีความชัดเจนในชีวิต เป็นเพราะอิทธิพลจากครอบครัวมีส่วนปูพื้นฐานทางความคิดให้ด้วยหรือเปล่าคะ
น่าจะนะคะ ดิฉันเคยอ่านหนังสือเขาบอกว่าเด็กตั้งแต่วัยขวบแรกจนถึง ๗ ขวบ เป็นช่วงของการหล่อหลอมบุคลิกภาพ ส่วนหนึ่งดิฉันจะได้ความเรียบร้อย ความเป็นคนไทย ความมีสัมมาคารวะ รู้จักขนบธรรมเนียม รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ใช้ชีวิตง่ายๆไม่หรูหรามาก แต่รู้ว่าของหรูหรานั้นเป็นอย่างไร คือดิฉันมีชีวิตที่ไม่หรูหรามาก แต่ว่าจะได้สัมผัสกับความหรูหราในหลายระดับ ดิฉันได้เห็นสิ่งเหล่านี้จากคุณยาย เพราะท่านเป็นชาววังเก่า ดิฉันทำกับข้าวไม่เก่งเท่าคุณยาย ท่านจะสลักฝานผลไม้ได้สวยงาม คุณยายทำซ่าหริ่มเก่งและอร่อย ตลอดชีวิตที่อยู่กับคุณยาย ดิฉันจึงซึมซับวัฒนธรรมไทยไว้มาก พอไปเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟฯ ถูกฝึกเรื่องการแต่งกาย ระเบียบวินัย การปฏิบัติตัวต่างๆอย่างเคร่งครัดมาก และต้องเรียนรู้เกี่ยวกับคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก ทำให้ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในไบเบิล ในวิชาศีลธรรม เกี่ยวกับเรื่องการทำความดี ทำให้รู้จักศัพท์ที่ยากๆ เราจึงมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีในเวลาต่อมา ส่วนด้านการพูด และภาวะผู้นำได้มาจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟฯอีกเหมือนกัน
อีกประการหนึ่งที่ดิฉันได้จากครอบครัวคือ ดิฉันมีคุณตาที่ชอบอ่านหนังสือ ท่านจะซื้อหนังสือสารพัดประเภท เช่น นวนิยายเรื่องสี่แผ่นดิน พล นิกร กิมหงวน ก็มีนะ หนังสือของดอกไม้สดต่างๆเหล่านี้ ดิฉันอ่านหมด ทั้งสกุลไทย เดลิเมล์วันจันทร์ ชัยพฤกษ์ สตรีสาร อ่านหมด พื้นฐานตรงนี้สร้างลักษณะนิสัยการอ่านให้แก่ดิฉัน
-เมื่อต้องมาเป็นผู้สอนหนังสือ อาจารย์ได้นำสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กมาถ่ายทอดแก่นักศึกษามากน้อยแค่ไหนคะ
ก็เอามาใช้ค่ะ แต่ในระยะหลังมานี้โลกเปลี่ยนไปมาก เราพยายามตามให้ทันโลก และพยายามชักจูงให้นักศึกษาได้เห็นสิ่งซึ่งเป็นความดี ความงาม ความเป็นไทย ที่ไม่จำเป็นต้องพับเพียบเรียบร้อย เพราะความเป็นไทยสามารถเป็นสากลได้ ดิฉันเชื่ออย่างนั้น และให้ความสำคัญมาก ซึ่งเราทำเพียงคนเดียวคงไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย เพราะว่าการสร้างบุคลิกลักษณะของบัณฑิตให้เป็นบัณฑิตในอุดมคติของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มันเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยหลายๆส่วนประกอบกัน เด็กอยู่กับเราอย่างน้อย ๔ ปี เราต้องพยายาม และบังเอิญว่าที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีหลักสูตรนานาชาติด้วย มีนักเรียนต่างชาติมาเรียนกับเราหลายคน เราก็ต้องพยายามผสมผสาน ไม่ใช่ว่าให้เด็กไทยของเราไปตามต่างชาติ และขณะเดียวกันเด็กต่างชาติที่อยู่กับเรา ก็อยากให้เขารู้จักวัฒนธรรมประเพณีไทยด้วย
มีแถมนิดหนึ่ง ดิฉันเป็นคนที่สนใจเรื่องการเมืองด้วย เพราะเคยอยู่ธรรมศาสตร์ และมีชีวิตที่อยู่ห่างจากธรรมศาสตร์ไม่มากนัก ตอนเรียนธรรมศาสตร์ดิฉันต้องเรียนวิชาเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบ อารยธรรมเปรียบเทียบ รวมทั้งต้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครอง ทำให้สนใจเรื่องความเป็นมาเป็นไปเรื่องส่วนรวม เรื่องสังคม เมื่อมาทำงาน เราก็รู้ว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงแต่สอนหนังสืออย่างเดียว แต่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มหาวิทยาลัยต้องให้บริการวิชาการสู่ชุมชน เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาเกี่ยวกับสังคม การเมือง เศรษฐกิจเพิ่มเติมอยู่เสมอ
-แล้วโดยทั่วไปอาจารย์ใช้ชีวิตอย่างไรคะ
ธรรมชาติของดิฉันเป็นคนใช้ชีวิตง่ายๆ ชอบชีวิตสบายๆติดดิน แต่ว่าเมื่อมีงานในเรื่องของบทบาทในฐานะผู้นำสถาบัน หรือว่าในบทบาทที่ต้องไปทำในฐานะของครู หรือผู้เชี่ยวชาญในบางเรื่อง อันนั้นก็แน่นอนต้องทำไปตามบทบาท แต่ธรรมชาติชีวิตของดิฉันจริงๆ ชอบความเรียบง่าย หลายๆคนที่พบดิฉันนอกเวลางาน จะเห็นว่าดิฉันแต่งตัวง่ายๆสบายๆ แล้วก็ไม่ค่อยแต่งหน้า บางครั้งก็จะไปในชุดกีฬา เพราะว่าดิฉันเล่นกอล์ฟมาประมาณ ๑๐ กว่าปี ยิ่งสมัยก่อนจะชอบกางเกงยีนส์ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีกางเกงยีนส์อยู่บ้างเหมือนกัน
นอกจากค่อนข้างจะใช้ชีวิตง่ายๆสบายๆแล้ว ก็ยังชอบช่วยเหลือตัวเอง นั่นหมายความว่าอาจจะขับรถเองในวันหยุด เดินดูงานศิลปะ เล่นกีฬา ดูต้นหมากรากไม้ เดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เช่น ที่สวนหลวง
ร.๙ เดินเพื่อให้ได้อากาศบริสุทธิ์ และยังชอบอ่านหนังสือ เดินหาหนังสือที่ชอบ ชอบแนวปรัชญากับบทกวี บางคนอาจจะบอกว่าสิ่งที่ดิฉันชอบนั้นขัดกับบุคลิก แต่ก็ชอบแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เป็นคนสนใจทำกิจกรรมต่างๆด้วยตั้งแต่สมัยที่เป็นนิสิตธรรมศาสตร์
แต่ว่าเมื่อมาทำงานที่นี่ตั้งแต่ปีแรกเลยประมาณ พ.ศ.๒๕๑๕ ดิฉันจะช่วยงานค่ายอาสาพัฒนาของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเป็นค่ายอาสาพัฒนาที่เก่าแก่แห่งหนึ่งทีเดียว ตอนนี้ก็ครบรอบ ๔๐ ปีแล้ว ตอนนั้นทางค่ายจะไปสร้างโรงเรียนให้แก่ชนบทที่ห่างไกล ดิฉันบังเอิญสอนนักศึกษาปี ๔ ซึ่งนักศึกษาปี ๔ มักจะเป็นประธานของค่าย ทางมหาวิทยาลัยจึงขอให้ดิฉันช่วยไปดูแลเด็กหน่อย ดิฉันเป็นคนที่ช่วยเหลือตนเองได้ เพราะฉะนั้นก็เลยสามารถไปกับนักศึกษาได้
จะว่าตัวเองลุยมั้ย ก็อดทนใช้ได้นะคะ แต่มีข้อสังเกตอันหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดี คือดิฉันมักใช้เวลา หรือทำอะไรที่เป็นชีวิตส่วนตัว โดยชอบทำคนเดียว เมื่อสมัยก่อนยังไม่มีศูนย์การค้า มีพาหุรัดกับบางลำพูที่เป็นเหมือนศูนย์การค้าของคนในยุคดิฉัน ดิฉันก็ชอบจะเดินไปคนเดียว เพราะว่าทั้งพาหุรัดและบางลำพูอยู่ใกล้บ้านคุณแม่
ดิฉันเดาเอาว่าเห็นจะเป็นเพราะเมื่อตอนอายุซัก ๓ ขวบ คุณแม่ส่งดิฉันให้ไปอยู่กับคุณยาย ซึ่งเป็นน้าของคุณแม่ เพราะว่าคุณแม่มีลูกติดๆกัน ๓ คน ก็เลยส่งดิฉันไปให้คุณยายช่วยเลี้ยง คุณยายเป็นโสด ท่านเลี้ยงดิฉันคนเดียว เพราะฉะนั้นจึงทำให้ดิฉันคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องทำอะไรเองโดยลำพัง เวลาจะไปที่ไหนด้วยตัวเองคนเดียวไม่รู้สึกเคอะเขิน นี่คือธรรมชาติของดิฉัน เพื่อนซี้ก็มีนะคะ แต่ว่าส่วนใหญ่ถ้าจะใช้เวลาของตัวเอง มักจะอยู่คนเดียว แปลกมากเลย ดิฉันไม่รู้ว่ามันดีหรือเปล่านะคะ
-น่าจะเป็นผู้ที่รักสันโดษ และสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร
และก็สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ด้วยตนเอง ดิฉันสนใจอ่านหนังสือธรรมะบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับลึกซึ้งนัก เพียงศึกษาข้อคิดหลักๆ เช่น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และอ่านบางเรื่องที่เขาประยุกต์มาแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าการศึกษาธรรมะ เราจะศึกษาได้จากชีวิตกับการเรียนรู้ และประสบการณ์ที่เกิดจากตัวเอง ดิฉันเป็นคนที่คิดแบบนี้
-ยามที่มีปัญหาชีวิต หรือปัญหาการงานขึ้นมาจริงๆ ไม่ทราบว่ามีวิธีจัดการกับปัญหาต่างๆอย่างไร
อย่างแรกเลยนะถ้าใครอยู่ใกล้ๆจะเห็นว่าดิฉันช้า จะช้านิดหนึ่ง คือหมายความว่าถ้ามีปัญหาเข้ามา ดิฉันก็จะ Slow Down นิดๆ ไม่ผลีผลาม บางทีจะรออีกซักวันนึงเพื่อมาทบทวนว่าสิ่งนี้มันควรแก้ไขยังไง ถ้าจำเป็นจริงๆคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับใครแล้วแก้ไม่ได้ เพราะมันจะต้องติดขัดด้วยเรื่องว่าต้องปรึกษาบุคคลต่างๆ ดิฉันก็จะปรึกษาฝ่ายผู้บริหารที่เป็นทีมเดียวกัน อันนี้ทำมาตั้งแต่สมัยที่ดิฉันเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเราฝึกผู้บริหารไว้ให้ทำงานในลักษณะที่เป็นทีม เวลาจะตัดสินใจอะไร ต้องหาข้อมูล ต้องปรึกษากันก่อน ไม่ใช่ด่วนตัดสินใจไปคนเดียว
แต่ถ้าหากว่าเป็นปัญหาชีวิต หรือปัญหาทั่วไป ต้องถือว่าดิฉันค่อนข้างจะโชคดี ไม่ค่อยมีปัญหา ถ้าเจ็บป่วยก็หาหมอเลย ชีวิตโดยทั่วไปไม่ค่อยมีเรื่องหนักหนา แต่ถ้ามี ดิฉันจะปล่อยวางสักนิดหนึ่ง อาจจะไปนั่งในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ มีต้นไม้เขียวๆ จิบกาแฟ หรืออีกวิธีหนึ่งที่คิดว่ามันรีแลกซ์พอสมควร คือเข้าร้านทำผมที่คนไม่มาก ค่อนข้างเงียบสงบ ดิฉันมีร้านทำผมประจำหลายร้าน (หัวเราะ)
-ส่วนเรื่องการจัดสรรเวลาให้แก่ตัวเองล่ะคะ
ไม่ค่อยดีค่ะ คือเวลาของดิฉันอยู่ในงานเยอะ เพราะงานมันมีให้ทำไม่รู้จบ ดิฉันให้เวลากับงานมาก ซึ่งหลายคนเตือนว่าทำงานในตำแหน่งอธิการบดี ควรจะต้องแบ่งเวลาเพื่องานสังคม เพื่อพักผ่อนจิตใจ ดิฉันก็กำลังพยายามอยู่ตอนนี้ ส่วนเรื่องกีฬากอล์ฟเล่นมานานก็จริง แต่ไม่สามารถออกรอบได้ทุกอาทิตย์ อย่างเก่งก็ได้เดือนละครั้ง หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะเล่นกอล์ฟกับกลุ่มผู้บริหารของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียนที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรด้วยกัน
-ความสุขจากการเล่นกีฬา
ในชีวิตดิฉันไม่ใช่นักกีฬา แต่ว่าก็เล่น ในสมัยที่เป็นนักเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟฯ ชอบเล่นเน็ตบอล เข้าเตรียมอุดมแล้วก็ยังเล่นเน็ตบอล เป็นกีฬาที่ผู้หญิงชอบเล่น พอเข้าธรรมศาสตร์ ไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นกีฬาเท่าไหร่ เพราะรูปแบบชีวิตเปลี่ยนไป พอมาทำงานที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แทบไม่มีเวลาเล่นกีฬาเลย อย่างมากได้ว่ายน้ำบ้าง เพราะว่าต้องสอนหนังสือ ให้คำปรึกษานักศึกษา วันหยุดก็ต้องช่วยกิจกรรมนักศึกษา กับไปตรวจสอบบัญชี คือ ไปเป็นผู้ช่วยเรื่องงานตรวจสอบบัญชี แค่นี้เวลาก็หมดไปละ อย่างมากคือ ไปว่ายน้ำ จนกระทั่ง ไปเรียนต่อเมืองนอก ได้เรียนรู้วิธีการเล่นเทนนิสจากคลาสที่เรียน อยู่เมืองนอกมันต้องมีเวลาออกกำลังบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นจะสู้กับความหนาวไม่ได้ หัดเล่นเทนนิสได้ปานกลาง (หัวเราะ)
ต่อมาต้องกลับไปเรียนปริญญาเอก ส่วนใหญ่วิธีการออกกำลังกายคือ การเดิน เพราะมหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนเนินเขา พอเรียนจบกลับมา ดิฉันเป็นหนึ่งในคนที่เป็นผู้บริหารเร็ว ดิฉันลงจากเครื่องบินมา ตำแหน่งคณบดี คณะบัญชี รออยู่แล้ว จากตำแหน่งคณะบดี ก็มาเป็นรองอธิการบดี แล้วเป็นอธิการบดีในปัจจุบัน ที่ได้ทำงานเป็นผู้บริหารเร็ว เพราะว่าจำนวนคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนั้นยังมีไม่มาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพเราสร้างคนจากภายใน เพราะฉะนั้น ในชีวิตการทำงาน ดิฉันไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกายมากนัก จนกระทั่งป่วยเป็นไมเกรน งานผู้บริหารต้องยุ่งเกี่ยวกับคนค่อนข้างมาก ต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับคนมาก และต้องมีเวลาให้แก่คนมาก รวมทั้งการสร้างระบบต่างๆ เพราะมหาวิทยาลัยกำลังเติบโต ต้องเรียกว่างานทำให้ป่วย เป็นไมเกรนขนาดหนัก เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ถ้านอนไม่พอจะมีปัญหา ตอนนั้นคุณยายก็เริ่มป่วยด้วย ดิฉันต้องตื่นมาตอนดึกๆเพื่อดูแลคุณยาย บางวันมีอาการโคลงเคลงจึงต้องไปพบแพทย์ รู้สึกว่าจะประมาณปี ๒๕๓๒ ค่ะ แพทย์ได้แนะนำว่าอาจารย์จะต้องหากีฬาที่อาจารย์จะต้องไปทำ และต้องเป็นกีฬากลางแจ้ง อาจารย์จะต้องดึงเวลาที่อาจารย์หัวหมุนอยู่ในที่ทำงานออกไปเล่นกีฬาให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจารย์จะป่วยอีกนะ พอดีมีลูกพี่ลูกน้องเขาเล่นกอล์ฟอยู่ เขาก็เลยแนะนำให้ดิฉันลองไปเล่นกอล์ฟดู พอไปเล่นแล้วอยากให้ฝีมือดีขึ้น มีใจอยากจะพัฒนาจึงต้องหมั่นไปซ้อม ตั้งแต่นั้น ดิฉันเล่นกอล์ฟมาเรื่อย ตอนหลังสามารถตีกอล์ฟรับแขกได้ (หัวเราะ) ฝีมือไม่บู้บี้ บางทีก็มีลูกฟลุคทำโฮลอินวันได้ (หัวเราะ)
-ดูอาจารย์เป็นคนร่าเริงสดใสนะคะ
อันนี้จริงค่ะ ไม่ค่อยมีความทุกข์มาก ถ้าจะทุกข์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงานที่ยังไม่เสร็จ แต่ว่าไม่นานก็จัดการได้ คือ ไม่ใช่เก็บความทุกข์ไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ขนาดนั้น
-ในฐานะที่เป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานระดับอุดมศึกษา และมีบทบาทต่อวงวิชาการสูงมาก คิดว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้สังคมก้าวไปข้างหน้าในทิศทางใด
ดิฉันคิดว่าความเจริญของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คน ถ้าพลเมืองไม่มีคุณภาพ เราทำอะไรก็ลำบาก หลายประเทศใช้การศึกษาเป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนพรรคของเขา หรือว่าการทำงานด้านการเมืองของเขา เพราะเขาเชื่อว่าการศึกษาคือทุกสิ่ง แต่ถ้าหวนกลับมามองในประเทศไทย เราก็ทำด้านการศึกษามาดีพอสมควรนะคะ คือคนให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่ยังไม่ใช่อันดับแรก เพราะฉะนั้น การพัฒนาด้านการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้ทัศนคติ เช่น อาชีพครู หลายคนไม่ไปเป็นครู เพราะว่าเงินเดือนน้อย แต่จริงๆแล้วสังคมล้วนเทิดทูนครูกันทั้งนั้น
ประเทศเราไม่ได้จัดให้สิทธิด้านการศึกษาอยู่ในลำดับต้นๆ ดิฉันเข้าใจว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา แล้วมันไม่เห็นผลทันใจ ทำให้ไม่ว่าเราจะขออะไร ไม่ว่าเป็นเรื่องงบประมาณ หรือเรื่องต่างๆ เราจะได้สิ่งเหล่านั้นทีหลัง แล้วเมื่อหวนกลับมาเทียบกับชีวิต ดิฉันเรียนจบบัญชี ดิฉันสามารถจะไปทำงานเป็นนักบัญชี สามารถก้าวหน้าไปเป็นสมุห์บัญชี ผู้จัดการฝ่ายบัญชี เจ้าของธุรกิจ นอกเหนือจากที่ดิฉันจบมาทางด้านบัญชีแล้ว ดิฉันยังทำงานเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยด้วย ซึ่งการทำงานตรงนี้สามารถช่วยด้านเศรษฐกิจ ด้านพิทักษ์ความถูกต้อง ความยุติธรรม ช่วยให้ประเทศเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และดิฉันก็จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเยอะทีเดียว แต่ทำไมดิฉันมาทำงานการศึกษา ซึ่งรายได้น้อยกว่าเยอะ ดิฉันพบว่าในการเลือกอาชีพ บางครั้งเราต้องเลือกเพราะมันมีประโยชน์ ไม่ใช่เลือกเพราะว่ารายได้เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นประโยชน์ที่ยาวนาน มันไม่รวยแต่มันก็ไม่จน เพราะคนเป็นครูจะจนไม่ได้หรอก เราเป็นคนมีความคิด ซึ่งความคิดของเราสามารถทำให้เป็นผลที่งอกเงยได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ การให้บริการทางการสอนนอกเวลา ถ้านำมาประยุกต์กับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เราก็สามารถอยู่รอดได้อย่างมีเกียรติ
ดิฉันคิดว่างานการศึกษาเป็นงานที่สำคัญ อยากจะให้คนที่ฉลาดคนที่เก่งมาทำ แล้วก็แน่นอนที่สุด ประเทศต้องพึ่งคนชาญฉลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บ้านเมือง แล้วคนฉลาดมาจากไหน ก็ต้องมาจากสถาบันการศึกษา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องพัฒนาคนตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา รากเหง้าคุณภาพของคนอยู่ที่การศึกษาค่ะ
"ดิฉันคิดว่าความเจริญของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คน
ถ้าพลเมืองไม่มีคุณภาพ เราทำอะไรก็ลำบาก
หลายประเทศใช้การศึกษาเป็นนโยบายหลัก
ในการขับเคลื่อนพรรคของเขา
หรือว่าการทำงานด้านการเมืองของเขา
เพราะเขาเชื่อว่าการศึกษาคือทุกสิ่ง"
"ไม่ค่อยมีความทุกข์มาก ถ้าจะทุกข์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงานที่ยังไม่เสร็จ แต่ว่าไม่นานก็จัดการได้คือ ไม่ใช่เก็บความทุกข์ไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ขนาดนั้น"
"คนเป็นครูจะจนไม่ได้หรอก เราเป็นคนมีความคิด ซึ่งความคิดของเราสามารถทำให้เป็นผลที่งอกเงยได้...ถ้านำมาประยุกต์กับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เราก็สามารถอยู่รอดได้อย่างมีเกียรติ"