สัมภาษณ์  
เอกชัย ยังวาณิช มองภาพผ่านเลนส์
โดย  อรุณี
ฉบับที่ 2779 ปีที่  54 ประจำวัน  อังคาร ที่  22 มกราคม  2551

ศิลปบันเทิง

เอกชัย ยังวาณิช
มองภาพผ่านเลนส์

จากคำกล่าวที่ว่า "ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดได้นับร้อยนับพันคำ" ก็นับว่าเป็นความจริงที่สุดยอดแล้ว แต่มันคงจะยิ่งพิเศษและมีความหมายเพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว หากว่าภาพนั้นเราได้เป็นคนกดชัตเตอร์บันทึกไว้ด้วยตัวเอง
       เอกชัย ยังวาณิช รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทเสถียรสเตนเลสสตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องครัวสเตนเลสส์ ตราหัวม้าลาย คงจะเข้าใจในประโยคข้างต้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีช่วงหนึ่งของชีวิตเหมือนกันที่ได้แบกกล้องออกเดินทางไปถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆ จนได้ทั้งภาพประทับใจและประสบการณ์ที่ยังจำได้ไม่ลืม
        "สิ่งที่ผมได้ ข้อแรก-ผลงานที่ได้มาต้องภูมิใจอยู่แล้วครับ สอง- เราได้ไปในสถานที่ที่คนอื่นเขาไม่ไปกัน แล้วส่วนมากจะเป็นว่า พอเรากลับไปอีกทีก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว มันกลายเป็นประวัติศาสตร์หมดแล้ว เช่น เมื่อก่อนไม่มีเสาไฟฟ้า แต่เดี๋ยวนี้มีก็จะถ่ายภาพออกมาไม่สวย หรือไปถ่ายภาพแม้วตอนนี้กับตอนนั้นก็ไม่เหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้แม้วใส่เสื้อยืดกันหมดแล้ว (หัวเราะ) การเดินทางไปก็ต้องขับรถไปตามสันเขา แต่เราไปกันตอนกลางคืน ฝกตก รถก็วิ่งไป พอเช้าขึ้นมาเห็น ตกใจ...มาได้ยังไง ถ้ารู้อย่างนี้ไม่มาหรอก เพราะเราไม่เห็นว่าเป็นสันเขา ถ้าพลาดนิดเดียวก็ลงเหวไปเลย บางครั้งต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ซึ่งธรรมดาเราคงไม่ตื่น แล้วยังต้องนั่งรถต่อไปอีกเพื่อไปรอพระอาทิตย์ขึ้น หรือกลับกัน เป็นตอนที่พระอาทิตย์ตกแล้วก็ยังยืนถ่ายรูปอยู่นั่นแหละ เพราะหลังจากพระอาทิตย์ตกแล้วประมาณ ๓๐ นาที จะมีแสงซึ่งจะสวยอีกแบบ และ สาม-รางวัลต่างๆที่ได้จากการส่งประกวด ทั้งหมดคือความภูมิใจและถือเป็นประสบการณ์ชีวิต"

ช่างภาพมือใหม่
        "จุดเริ่มต้นคงมาจากผมเป็นคนที่ชอบดูภาพถ่ายตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ที่บ้านไม่มีใครสนใจหรือเล่นกล้องเลย ผมชอบของผมเองก็เลยขอเงินพ่อแม่ไปซื้อกล้อง ซื้อเลนส์ มาหัดถ่ายเอง แรกๆก็ถ่ายรูปเพื่อนๆลงหนังสือโรงเรียนก่อน จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เริ่มทำงานแล้ว พอดีไปเจอเพื่อนที่เป็นนักถ่ายภาพ ผมเลยไปเข้ากลุ่มด้วย เขาก็ช่วยสอนวิธีถ่ายภาพ วิธีส่งภาพเข้าประกวด โชคดีว่าผมได้อาจารย์เก่งๆหลายคน อย่างพี่เดโช (เดโช บูรณบรรพต ช่างภาพประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) พี่วรนันท์และภรรยา (วรนันท์ ชัชวาลทิพากร ช่างภาพอันดับ ๑ ของโลก ประเภทภาพท่องเที่ยว ๑๕ ปี วรรณี ชัชวาลทิพากร ช่างภาพประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี)
         ผมมารู้จักเพื่อนๆกลุ่มนี้ อย่างพี่เดโช ก็เพราะเขามีร้านขายกล้องด้วย ผมจะเจอเวลาไปซื้อกล้อง คุยกันไปคุยกันมาก็ชวนกันไปถ่ายภาพ ซึ่งถ้าว่ากันจริงๆ มันเหมือนกับเราได้ไปเที่ยว ไปพักผ่อนด้วยในตัว ส่วนมากจะไปกันคืนวันศุกร์แล้วกลับวันอาทิตย์แล้วแต่ว่าไปถ่ายที่ไหน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวอาจจะเป็นทริปยาวๆไปสักห้าหกวัน พอไปถึงเราก็ต้องไปพล็อตรูปก่อนว่ามุมนี้จะถ่ายอะไรยังไง ยิ่งพี่เดโชนี่จอมพล็อตเรื่องอยู่แล้วว่าจะต้องเรียกใคร เตรียมอุปกรณ์ยังไง เอาเรือจอดตรงไหน ต้องถ่ายกี่โมง แล้วพระอาทิตย์ขึ้นกี่โมงต้องดูหมด เพราะฉะนั้นก่อนไปต้องมีการเช็คดูก่อน เช่น วันนี้กรมอุตุฯบอกว่า พระอาทิตย์จะขึ้นตอน ๐๖.๐๕ น. เราก็ต้องไปเตรียมตัวให้ทัน เพราะแสงตอนเช้ากับแสงตอนเย็นจะไม่เหมือนกัน บางทีไปแล้วแสงไม่ดีก็จะได้มุมภาพอีกแบบหนึ่งไปเลย บางทีก็ต้องก้มลงไปถ่ายติดพื้น แล้วคิดดูว่าไปกันห้าหกคน ที่อื่นกว้างๆตั้งเยอะไม่ไปถ่าย มาเบียดกันอยู่ตรงนี้แหละ เพราะว่าเป็นมุมที่แสงดีที่สุด
         โดยส่วนตัวผมจะชอบภาพท่องเที่ยว ภาพชีวิต และภาพบุคคล ถ้าไปถ่ายคนเดียว ผมจะไปแค่รอบๆกรุงเทพฯ ต่างประเทศก็มีบ้าง แต่ไม่ค่อยสนุก เพราะไม่มีเพื่อนคุย ถ้าไปเป็นกลุ่มจะใช้รถตู้คันหนึ่งไปได้ประมาณ ๘-๙ คน ก็จะช่วยได้เยอะในเรื่องค่าใช้จ่าย และการแบ่งหน้าที่กันทำงาน อย่างครั้งหนึ่งคิดกันว่า จะไปถ่ายรูปการชนวัวที่ทางใต้ เราก็ต้องไปให้ตรงช่วงเวลานั้นแล้วช่วยกันระดมสมอง เพราะเราไล่ถ่ายลงไปตั้งแต่หาดใหญ่จนถึงยะลา ปัตตานี แต่ด้วยความที่ไม่เคยไปมาก่อนเลยต้องเตรียมอุปกรณ์ไปเยอะ เมื่อก่อนจะบ้ากล้องฟิล์ม ๑๓๕ ไม่พอต้องมีกล้อง ๖x๖ แล้วก็ฟิล์มขาวดำ ฟิล์มสี เวลาขนไปต้องเรียกว่า เป็นพวกบ้าหอบฟาง น้ำหนักที่แบกรวมเกือบสิบกิโลได้ เพราะเมื่อก่อนเราจะใช้เลนส์ฟิกซ์ ไม่ใช้พวกเลนส์เทเลโฟโต้ เลยทำให้ต้องพกเลนส์ไปหลายอัน แล้วก็ไปหามุมถ่ายรูปตามหมู่บ้าน ปรากฏว่ามีหมู่บ้านหนึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้สักคน พอดีไปกับพี่เดโชแค่สองคน ชาวบ้านเลยไม่แตกตื่นมาก แต่บางสถานที่เราต้องเอาผลงานติดตัวไปด้วย เพราะไม่อย่างนั้นถ้าอาศัยการพูดอย่างเดียว เขาอาจจะไม่เชื่อ เราก็ต้องเอาภาพสวยๆมาให้เขาดูประกอบกัน"

ประชันฝีมือ
        "แรกๆผมจะส่งภาพประกวดในประเทศก่อน เช่น สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพฯ สมาคมถ่ายภาพสยามคัลเลอร์สไลด์ ฯลฯ ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกเดือน แต่ตอนนั้นก็ทำสนุกๆนะครับ เพราะยังไม่ได้แต่งงานเลยมีเวลาไปถ่ายภาพ ซึ่งมันจะสนุกตรงที่พอถ่ายเสร็จ เราต้องมาลุ้นว่ารูปจะออกมาเป็นยังไง วัดแสงถูกหรือเปล่า คือไปถ่ายมาแล้วใช่ว่ารูปจะออกมาดีทั้งหมด แน่นอนว่าถ้าวัดแสงผิด ภาพอาจจะออกมาโอเว่อร์หรืออันเดอร์ไปหมดก็ต้องมาคอยลุ้น เสร็จแล้วยังต้องมานั่งคัดรูป เพราะไปถ่ายแต่ละทีหมดฟิล์มไป ๔๐-๕๐ ม้วน กลางคืนวันธรรมดาก็ต้องมานั่งส่องฟิล์มสไลด์ดูว่ารูปไหนเป็นยังไง แล้วยังต้องคิดวิธีส่งประกวดอีก ก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่กินเวลาพอสมควร
         แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะเปลี่ยนมาเป็นกล้องดิจิทัลกันหมด พอถ่ายแล้วจะรู้ทันทีว่ารูปเป็นยังไง ถ้าไม่ดียังเอาไปแก้ไขในคอมพิวเตอร์ได้อีก แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาไปออกทริปอาจจะได้รูปสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง บางทีไปถ่ายแล้ว ส่งประกวดไม่ได้เลยก็มี แต่ก็ถือว่าเป็นรูปภาพที่เราสะสมไว้เวลาไปเที่ยว อาจจะใช้ทำปฏิทินหรืองานอื่นๆได้ก็แล้วแต่เราจะเลือก แต่ถ้าเป็นรูปที่ส่งประกวดต้องเด่นจริงๆ เพราะผมก็เคยได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินเหมือนกัน แล้วแต่ละครั้งมีรูปส่งเข้ามาเป็นพัน กรรมการจะได้เห็นแวบเดียวแค่ ๑๐ วินาที ก็ต้องกดเลยว่าได้กี่คะแนน เพราะฉะนั้นรูปเราต้องเด่นจริงๆ ถ้าไม่ก็ต้องถูกคัดออก ไม่อย่างงั้นกรรมการเลือกกันไม่ไหว
         เรื่องรางวัล สูงสุดที่ผมเคยได้เป็นถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แต่ที่ภูมิใจคงเป็นรางวัลถ้วยพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ตัดสินรางวัลชนะเลิศด้วยพระองค์เอง คือผมไม่ได้ชนะเลิศนะครับ เพื่อนๆเขาได้กัน แต่ผมได้แค่รางวัลที่ ๒ ประเภทภาพขาวดำ แต่ที่บอกว่าภูมิใจ เพราะผลงานของเรามีโอกาสได้ถูกส่งเข้าวังไปให้พระองค์ท่านทอดพระเนตร
       แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ แรกๆผมส่งไปสอบที่สมาคมถ่ายภาพแห่งสหราชอาณาจักร (The Royal Photographic Society of Great Britain) ถ้าทุกอย่างผ่านเขาจะให้ใบประกาศ ที่ผมได้มาเป็นพวกเกียรตินิยม แล้วยังมีของ PSA (Photographic Society of America) ที่ส่งรูปไปประกวด โดยทั่วโลกจะมีการจัดประกวดเป็นกิจกรรมใหญ่ของเขาประมาณ ๗๐-๘๐ แห่ง เขาจะมีหนังสือมาบอกครับว่า เดือนนี้ต้องส่งที่ไหน เราก็ทำผลงานส่งไปเพื่อแข่งขันและสะสมคะแนนจนกระทั่งได้ดาว ปัจจุบันผมได้ ๓ ดาว ประเภทภาพสไลด์สี กับประเภทภาพท่องเที่ยว สูงสุดเขาได้กันเป็นกาแล็กซี่เลย แต่ของผมแค่ ๓ ดาวก็หยุด เพราะว่าไม่มีเวลา แล้วการประกวดพวกนี้เสียค่าใช้จ่ายเยอะ ทั้งค่าส่ง ค่าสมัคร ค่าสไลด์ สมัยก่อนคิดเป็นเงินไทยตกเหรียญละประมาณ ๒๕ บาทก็ยังพอทน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ไหว
         ตอนนี้ผมร้างจากการถ่ายรูปมานานพอสมควร นี่พรรคพวกก็มาชวนอยู่เรื่อย เขายังไปทริปกันตลอด เขาไปถ่ายที่ต่างประเทศกัน เอารูปมาโชว์เราก็ตาละห้อย อยากจะไปบ้าง (หัวเราะ) ผมอยากไปถ่ายที่เนปาล อยากไปถ่ายทะเลสาบ เพราะเคยเห็นรูปแล้วมันสวยมาก พี่เดโชมาชวนตั้งนานแล้วก็ยังไม่ได้ไปสักที ในเมืองไทยก็มีหลายที่ที่อยากไป แต่ว่าไม่มีเวลาเลย คิดว่ารอให้ลูกโตอีกหน่อยคงจะกลับมาถ่ายใหม่"

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th