สัมภาษณ์  
"ณวัฒน์ อิสรไกรศีล" ชีวิตคือการเดินทาง
โดย  พิมวาด
ฉบับที่ 2779 ปีที่  54 ประจำวัน  อังคาร ที่  22 มกราคม  2551

ศิลปบันเทิง

"ณวัฒน์ อิสรไกรศีล" ชีวิตคือการเดินทาง

    จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลถนนสายบันเทิงและมิได้มีชีวิตที่สุขสบายเท่าใดนัก หากทุกวันนี้ด้วยบทบาทพิธีกรหลากหลายรายการในปัจจุบัน อาทิ เปิดเมืองแปลก คุยแหกโค้ง ก่อนถึงจันทร์ เอเชียเดสทิเนชั่น ตลอดจนงานเบื้องหลังอีกมากมายในงานทางสายบันเทิงของ "ณวัฒน์ อิสรไกรศีล" เป็นสิ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำงานของเขาได้เป็นอย่างดี
      เขาไม่ได้ก้าวเข้าสู่วงการมายาเพราะรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่นเหมือนเช่นคนทั่วๆไป หากจะเป็นด้วยเหตุผลใด คงไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายได้ดีไปกว่าตัวเขาอีกแล้ว
     "ชีวิตในวงการบันเทิงของผมก็คงเหมือนกับคนจำนวนหนึ่งตรงความบังเอิญนะครับ แต่ที่อาจจะต่างออกไป คือคนอื่นเขาหน้าตาดีมาก มีจุดขาย จุดแข็ง เช่น ไปเดินตามศูนย์การค้าแล้วมีคนเข้ามาชักชวน แต่อาชีพเก่าผมเป็นไก๊ด์ แล้วบังเอิญครั้งหนึ่งไปเจอผู้บริหารทีไอทีวีโดยที่ไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เพราะหลังจากนั้นไม่นานเท่าไรก็มีการพูดคุยกัน เขาถามว่าสนใจไหม ผังรายการยังว่างๆอยู่ อยากทำรายการเกี่ยวกับต่างประเทศ เวลาไป เก็บกลับมาให้ด้วยได้หรือเปล่า ตอนนั้นจึงออกมาเป็นรายการเอ็กซิบิชั่นโชว์ พาคนไทยไปเห็นงานนิทรรศการทั่วโลก ซึ่งก็เป็นภาคที่เราถนัดอยู่แล้ว เหมือนพาไปเที่ยวนะครับ แต่ปัญหาคือรายการลักษณะนี้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ แล้วสถานีก็ยังใหม่ด้วย ประกอบกับผมเองยังต้องทำงานประจำอยู่ เลยขอหยุดก่อน เขาก็บอกว่าหยุดได้ แต่ชักเริ่มสนใจแล้วละ เพราะวิธีการพูด การเล่าของเราน่าจะมาทำงานอย่างอื่นได้ มีเวลาตอนห้าทุ่มถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์ ที่หลายคนบอกว่าวันปราบเซียน เอาไหม ลองไปคิดดูให้เป็นตัวเองมากที่สุด ผมเลยกลับไปคิดว่าจะทำอะไร ผมอยากทำรายการวาไรตี้ที่ให้อะไรกับสังคมบ้าง มีวิถีชีวิตของคนบ้าง เพราะจะให้สนุกสุดโต่งก็ไม่ดี จะเศร้า ระทึก มีเฉพาะสาระหนักอึ้ง วันอาทิตย์ก็คงไม่รอด จึงกลายเป็น รายการก่อนถึงจันทร์ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ ๙ แล้วครับ อยู่ยงคงกระพันมาก"
      เมื่อได้คลุกคลีอยู่ในวงการประกอบกับเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์อัดแน่นอยู่ในตัวเองค่อนข้างมาก ณวัฒน์จึงค่อยๆขยับขยายฐานการทำงานในวงการบันเทิงของเขาให้กว้างขึ้นทีละก้าวอย่างตั้งใจ
     "ผมเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ในตัวเองค่อนข้างสูงนะครับ ด้วยเหตุผลว่ามันจะเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำรายการโทรทัศน์ได้มากขึ้น เพราะเราไม่ได้ยืนอยู่บนการสร้างงานอย่างเดียว เราจะต้องคิดงานด้วย ก็เลยกลายมาเป็นอีกหลายรายการที่ทั้งทำหน้าจอและอยู่เบื้องหลัง เช่น เลดี้ ดอทคอม ดาวค้างฟ้า แล้วก็ทำมาอีกหลายรายการ ส่วนมากจะเป็นรายการที่ไม่ดัง และเพราะความที่ไม่ดังแล้วอยู่มานานนี่ละ ทำให้รู้สึกว่า แย่แล้ว ผ่านไปประมาณ ๔-๕ ปี ก็ยังขมุกขมัว ไปไหนมาไหนคนก็ยังจำไม่ได้ ทำอะไรก็จะลำบากเพราะความที่ไม่มีภาพจำและชื่อเสียงที่ชัดเจน เราต้องยอมรับตรงนี้ เนื่องจากผมเป็นคนสำรวจตัวเองเสมอครับ เลยอยากปรับแผนการทำงาน โดยกลับมาดูชีวิตตัวเอง เราเป็นไก๊ด์ ทำรายการท่องเที่ยว จึงปรับรูปแบบรายการก่อนถึงจันทร์เป็นต่างประเทศ ก็ได้รับการตอบรับดีขึ้น หลังจากนั้นก็ทำรายการอื่นๆอีก คือ เปิดเมืองแปลก ซึ่งเป็นรายการด็อคคิวเม้นทารี่ที่คนไทยทำเองและดูเองครับ เพราะเท่าที่เราเห็น มีสารคดีแบบนี้เยอะ แต่เขานำมาแปล ผมมีความรู้สึกว่าฝรั่งเขาเจ๋งนะ แต่จริงๆเราน่าจะทำได้ด้วยตัวเอง เลยมาทุ่มเทกับรายการนี้ซึ่งได้เวลาดีด้วย ก็เป็นรายการที่เปิดตัวผมอีกหนึ่งก้าวด้วยความชัดเจนครับว่าเป็นแบบไหน หลังจากนั้นก็มีรายการท่องเที่ยวต่างๆมาติดต่อให้ผมเป็นพิธีกรอีกหลายรายการนะครับ แต่ตอนนี้จะไม่รับมากไปกว่านี้แล้วสำหรับรายการแนวนี้ ทำอย่างอื่นบ้างดีกว่า เลยกลายมาเป็น คุยแหกโค้ง ซึ่งได้รับการทาบทามจากบริษัทหนึ่ง ไม่ใช่รายการของผมนะครับ ผมก็บอกว่าถ้าจะเอาผมไปใช้งาน ขอให้เป็นตัวผมเยอะๆ เขาก็บอกอย่างนั้นไปคิดมา พรุ่งนี้มาคุยกัน ผมคิด ๒๔ ชั่วโมงเลยครับ (หัวเราะ) ถึงออกมาเป็นคุยแหกโค้งซึ่งเป็นรายการที่คิดเร็วมาก แต่จริงๆมันอยู่ในพื้นฐานของผมอยู่แล้ว คือ ชัดเจน ตอบตรงไปตรงมา ไม่เชื่อในสิ่งที่คนอธิบายต้องซักจนได้เหตุผลที่แท้จริง นั่นเป็นคอนเซ็ปต์ในการทำงาน แล้วเวลาออกอากาศก็เหมาะด้วย เลยทำให้รายการนี้เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน หลังจากนั้นกระแสของรายการนี้ก็ดีมาตลอด มีเรตติ้งมากกว่า ๖ ในบางคืนซึ่งสูงมาก ผมยังจำได้ เช่น เทปของ เสี่ยอู๊ด เรตติ้งเกือบแตะ ๗ นะครับ นี่คืออีกหนึ่งรายการที่ทำให้ผมเปลี่ยนไป คนรู้จักมากขึ้นและมั่นใจในการทำงานมากขึ้นครับ"
      เขาได้ท้าทายความสามารถของตัวเองอีกครั้งผ่านงานชิ้นสำคัญคือการเป็นหัวเรือใหญ่สำหรับการจัดประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ประจำปี ๒๕๕๐
     "ก็เป็นความบังเอิญอีกละครับที่ผมขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกับ คุณไบรอัน มาคาร์ ซึ่งเป็นนายในปัจจุบันนี้ โดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลยในเบื้องต้น เขาบอกว่าคุ้นๆหน้าเรา เลยมีการพูดคุยกัน หลังจากนั้น ผมจึงมาอยู่ที่ช่อง ๓ แล้วก็เปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นอีกแนวหนึ่งที่ได้ทำนะครับ และด้วยความที่ทำคุยแหกโค้งมา ฉะนั้นอะไรที่หลอกอยู่หรือไม่ชัดเจนนักเราจะรู้ ก็อาจจะอ่านย้ำสองทีหรือมากขึ้นเพื่อให้คนเอาไปคิด เพราะการอ่านข่าวต้องเป็นกลาง เราไม่สามารถบอกได้ว่าผิดหรือถูกนะครับ จากนั้นเปิดเมืองแปลกก็มาอยู่ช่อง ๓ แล้วก็มีรายการ บางมุมในต่างแดน เช้าวันอาทิตย์ ไล่มาจนถึงรับผิดชอบบางโครงการของสถานี เช่น มิสไทยแลนด์เวิลด์ปีล่าสุดครับ ถือว่านายไว้วางใจที่ให้ผมทำงานในชิ้นที่ผมรู้สึกว่าเป็นเกียรติกับตัวเองมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเบื้องหลังการทำงานก็หนักพอสมควรครับ เพราะมีโจทย์ว่าต้องเปลี่ยนแปลงหมดทุกอย่าง ต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ เพราะอย่างปีที่แล้ว ก็อย่างที่หลายคนทราบว่าเงียบบ้าง ไม่ค่อยสนุกบ้าง และมีปัญหาทางกองประกวดบ้าง บางคนสละสิทธิ์ บางคนมีการแฉออกมา ฉะนั้นเลยกลายเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผม ต้องไม่ให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบนเวทีและต้องปฏิวัติจริงๆ ต้องเปลี่ยนโปรดักชั่น รางวัล ลักษณะของการประกวด คุณภาพ ผู้หญิงที่จะมาประกวดต้องเป็นคนดีจริงๆและสวยจริงๆ นั่นเป็นที่มาของการทำงานที่หนักมาก ๓ เดือนเต็มๆ แต่ผลลัพธ์ก็น่าพอใจครับ เป็นการตัดสินที่บริสุทธิ์ที่สุด ผมรู้อยู่แก่ใจเสมอ เพราะไม่ว่าใครจะมาบอกกล่าวอะไร ขอร้องเรื่องไหน ผมไม่ฟังเลย ผมบอกเลยว่าในเมื่อให้อาญาสิทธิ์ผม ต้องยุติธรรม ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการทำงาน เพราะเราทำตามความจริงครับ"
      ยามนี้ เขาพึงพอใจกับหมวกทุกใบที่สวมอยู่ด้วยเพราะทุกๆหน้าที่ที่รับมา ได้ผ่านการพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วว่าตรงกับศักยภาพของตัวเอง และที่สำคัญต้องมั่นใจว่าเหล่านั้นคืองานที่เขาจะรู้สึกสนุกเสมอเมื่อได้ทำ
     "ผมรู้ว่าบทบาทที่ผมถนัด คือการเป็นตัวของตัวเอง ใช้วิจารณญาณ ใช้ความคิด การใช้คำพูดร้อยเรียงครับ ผมอาจจะมีพรสวรรค์และผมชอบ ให้ไปทำอย่างอื่นก็ทำไม่ได้ เช่น มาชวนผมเล่นหนัง ละคร มีนะ ถึงแม้หน้าตาไม่ดีแต่บทอาจจะถูกใจเขา แต่จะเห็นว่าจนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยทำเลย เพราะผมรู้ว่าไม่ใช่ตัวผม ผมว่าการทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา จะไม่ได้เนื้อแท้ของงานจริงๆ แล้วจะทำให้งานเขาเสียเปล่าๆ ผมเองคงดูแปลกประหลาดด้วย ผมจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของผมครับ ผมมีความสุขกับการทำงานในวงการบันเทิง บางคนอาจจะบอกว่าเราทำงานกันก็เพื่อเงินหรือหน้าที่ ซึ่งผมว่าถูกหมดเลย แต่สำหรับผม สิ่งเหล่านี้มาทีหลัง เพราะผมต้องสนุกและมีความสุขก่อน ฉะนั้นการเลือกงานสักชิ้นก็อยู่ที่ผมมีความสุขหรือเปล่าในการทำ ที่สำคัญ งานไหนก็แล้วแต่ที่อยากให้ผมทำ ต้องให้ผมร่วมคิด อย่าให้ผมไปเป็นนกแก้ว นกขุนทอง พูดไปวันๆตามสคริปท์ ๑๐-๒๐ หน้า ผมว่าสคริปท์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงาน บอกโครงคร่าวว่าเรากำลังนับ ๑ ถึง ๑๐ ไปเพื่ออะไร แต่ระหว่างทางในการนับผมอยากได้ตัวตนของผมมากกว่า เพราะมันจะได้ความรู้สึกที่แท้จริง แล้วก็จะได้ความรู้สึกจากคนที่เรากำลังทำงานด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไร และมันจะออกมาสนุก อย่างถ้าทำพิธีกร ผมจะชอบรายการที่ได้เห็นเนื้อแท้ของการคุย ไม่ใช่คุยกันเพื่อโปรโมท คุยไปคุยมาก็ดีหมดทุกสิ่งอย่าง เป็นคนดีหมด ไม่มีแฟน ยังคงโสด เป็นนางเอก ที่ไม่มีอะไรตำหนิติเตียนได้ ผมว่าคนเราไม่มีใครดีหมดทุกเรื่อง ถ้ารายการที่ดีหมดทุกอย่างผมว่าดูหลอกๆคนดูอย่างไรไม่ทราบนะครับ ต้องมีบ้างละครับ คนเราต้องยอมรับความจริงในบางจุด อาจจะยอมให้คุณปิดบังในบางจุด แต่ไม่ใช่ปิดบังเสียจนไม่เห็นตัวตนคุณเลย"
      เขาอยากให้ความสุขพร้อมทั้งความรู้สึกดีๆอันเกิดจากอาชีพดังกล่าว ห่อหุ้มหัวใจของเขาไว้ให้นานที่สุด
     "ความรักของคนเราสร้างยากนะครับ แต่ความไม่รัก ไม่ศรัทธา เพียงแค่จุดเดียวก็หายไปหมดเลย ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้ไปจากผม ฉะนั้นสิ่งใดๆก็ตามที่ไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ ผมต้องลืมไปเลย แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมท่องเสมอเลย คือไปไหนต้องเข้าคิวครับ อาจเพราะผมไม่ได้มีชื่อเสียงในชั่วข้ามคืน แต่ผมค่อยๆก้าวเข้ามาทีละนิดจนปีนี้ปีที่ ๙ แล้ว อย่างถ้าวันนี้ผมเป็นคนเดินถนน แล้วพรุ่งนี้เล่นเกมได้รางวัล ๕ ล้าน กลายเป็น Someone ที่ใครก็อยากได้ตัวไปทุกที่ อาจจะงงนะว่าตัวเองเป็นอะไร แต่นี่ผมไม่ได้พิเศษเลย การมีชื่อเสียงถึงแม้จะช้า แต่ผมว่าไม่ยากนะ แต่การรักษาชื่อเสียงให้อยู่นานที่สุดน่ะ ผมกลัว และต้องระวังมากที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่คิดอยู่เสมอ คือทำอย่างไรที่จะให้เรานั้นมีความสม่ำเสมอ นานแสนนานที่สุด นั่นคือโจทย์ที่ยากที่สุดครับ"
      ณวัฒน์เปรียบชีวิตของเขาว่าไม่ต่างอะไรจากการเดินทางซึ่งอาจยังไม่สิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้ เพราะยังมีอีกหลายๆความฝันที่เขาปรารถนาจะมุ่งมั่นสานต่อไป
     "ชีวิตเหมือนการเดินทางครับ ก้าวออกจากประตูบ้านไปเราไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ความสามารถ ไหวพริบ ปฏิภาณ จังหวะ โอกาสและความพยายามของตัวเอง ชีวิตจริงผมต้องเดินทางอยู่แล้วกว่า ๑๐๐ ประเทศทั่วโลก เวลาเดินทางเยอะๆ ก็รู้สึกนะว่าชีวิตผมช่างโชคดีที่ได้เห็นหลายๆอย่างซึ่งคนอื่นไม่เห็น มีหลายๆอย่างที่คนอื่นไม่มี นั่นคือผมมีเพื่อนเยอะมาก เนื้อเรื่องที่แตกต่าง เรื่องที่หาไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความโชคดีนะที่ผมคิดเป็น ไม่ปล่อยให้ชีวิตอดตายไปเมื่อวันที่ลำบากที่สุดตอนไม่มีเงินเรียนหนังสือ แล้วผมก็คิดออกนะว่าผมต้องไปเล่นเกมโชว์ คิดออกว่าต้องทำอะไรต่อ ก็เป็นความโชคดีเหมือนกันที่ผมยังเดินทางต่อไปเรื่อยๆ และผมมั่นใจว่าการเลือกเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา ผมเลือกเดินไปบนถนนที่ค่อนข้างถูกทาง ไม่ขมุกขมัวจนเกินไป ถึงแม้บางทีอาจจะเลี้ยวไปผิดซอย แต่แป๊บเดียวก็กลับมาได้ เลยมีความรู้สึกว่าชีวิตเราก็เหมือนการเดินทางต่อไป ครั้งหนึ่งในชีวิตผมเคยคิดว่าถ้าเข้ามาในวงการบันเทิงแล้ว อยากเป็นพิธีกรหนึ่งในยี่สิบก็ได้เป็น แล้วสักพักก็อยากเป็นหนึ่งในสิบ เรียกว่ามีการกลั่นกรองความพยายาม ความสามารถหนักขึ้นครับ ผมเคยให้สัมภาษณ์หนังสือเล่มหนึ่งเมื่อหลายปีที่แล้วว่า จุดหมายปลายทางของการเป็นพิธีกรของผม คืออยากเป็นพิธีกรรายการประกวดนางงาม เพราะไปดูมาหลายปี ก็จะสังเกตว่าพิธีกรบนเวทีเขาทำอะไรบ้าง แล้วถ้าเป็นผม ผมจะทำอะไรบ้าง ต่างจากตรงนั้นไหม ผมอยากรู้จังเลยว่าในนาทีแห่งความตื่นเต้น สับสนของผู้คน ผมจะเลี้ยงคำถามแบบไหนเข้าไปหาเขา จะประกาศแบบไหนให้อลังการหรือวิกฤตมากขึ้น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งจะเดินมาถึงตามทางซึ่งก็คือวันที่ขึ้นเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ ถ่ายทอดสด ผมพยายามไม่ให้มีอะไรพลาดซึ่งถามว่าพอใจไหม ก็พอใจในระดับหนึ่ง เพราะเรียลลิตี้เป็นรายการที่มีจิตวิทยาในตัวสูงมาก ผมดูเรียลลิตี้หลายอันแล้ว ก็มีความรู้สึกว่ายังไม่สะใจผมนะ (หัวเราะ) ก็รออยู่ครับ
      ตอนนี้ผมเดินทางมาครึ่งคนแล้วนะครับ ก็ไม่ได้คิดจะเพิ่มอาชีพ เพิ่มประเภท เป้าหมายของผมตอนนี้ ผมดู อาต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา พี่ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พี่ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล ผมว่าเขาเป็นแบบอย่างที่ดี มีความรู้สึกว่าเขาจับไมค์เมื่อไร ก็เป็นพิธีกรที่ดูไม่ตกกระแส เพราะไม่อย่างนั้น อาต้อยคงเป็นพิธีกรเอเอฟ (อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ไม่ได้ มันคือสุดยอดของการทำงานพิธีกรเลยนะว่าคุณจะอยู่กับคนทุกรุ่นและทุกรูปแบบรายการได้อย่างไร ผมว่ามันเป็นศาสตร์ที่ผมจะต้องเรียนรู้อีกเยอะ แล้วก็จะต้องต่อสู้กับหลายๆสิ่งที่จะต้องผ่านพ้นไปให้ได้ ต้องฝึกฝนตัวเอง ทำอย่างไรจะอยู่นานที่สุดและอยู่อย่างมีคุณค่า เข้ากับยุคสมัยได้ในทุกๆปี นี่คือจุดหมายปลายทางที่คำนึงถึงเสมอครับ"
      จากบทสนทนาน่าจะเป็นนิยามที่สอดคล้องกับการเดินทางจากวันวานจนถึงวันนี้ของเขาได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้ "ณวัฒน์ อิสรไกรศีล" จึงเป็นบุคคลที่รู้จักในฐานะพิธีกรคนหนึ่งซึ่งน่าจับตามอง สถานีต่อไปจะต้องพบเจออะไรอีกบ้างนั้น เขาก็ยังพร้อมจะก้าวข้ามไป เพราะชีวิตของผู้ชายคนนี้ คือการเดินทาง...

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th