ฉบับที่ 2497 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2545  

สัมภาษณ์
โดย  ศาสตราจารย์ประภาศรี สีหอำไพ

จากนาเกลือ...สู่ NASA วิศวกร NASA...ฉัตรชัย ชมภูพงษ์

            น้ำใจน้องพี่สีชมพู             ทุกคนไม่รู้ลืมบูชา
พระคุณของแหล่งเรียนมา               จุฬาลงกรณ์

            เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ ขึ้นต้นและจบลงด้วย “ลาแล้วจามจุรี” สำหรับหนุ่มนาเกลือ กระทุ่มแบน สมุทรสาคร ฉัตรชัย ชมภูพงษ์ พ่อม่ายเนื้อหอมแห่งซานฟรานซิสโกเบย์แอเรีย ผู้มีหัวใจสีชมพูมิรู้จืดจาง

พระวิเทศธรรมกวี (ประเสริฐ กวิสสโร) เจ้าอาวาสวัดพุทธานุสรณ์ ฉัตรชัย ชมภูพงษ์ ประธานกรรมการบริหารวัด ศ.ประภาศรี สีหอำไพ ที่ปรึกษาโครงการสอนภาษาไทยฯ และครูอาสาสมัครจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฉัตรชัย ชมภูพงษ์ วิศวกรไทยขององค์การ NASA

            หนุ่มใหญ่วัยเกษียณ เจ้าของร้านอาหารไทย “เจ้าพระยา” และวิศวกรไฟฟ้าที่ปรึกษาบริษัท Sverdrup Technology, Inc. ในองค์กร NASA ซึ่งย่อมาจาก National Aeronautics and Space Adninistration ณ ศูนย์ซานฟรานซิสโก

            ฉัตรชัย ชมภูพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๔ บิดาชื่อ จั่ว แซ่โซว มารดาชื่อ ชุนเฮียง แซ่แต้ มีพี่น้องรวม ๘ คน เขาเป็นลูกคนที่ ๒ ลูกชายคนโตของตระกูล ผู้ต่อสู้ฝ่าฟันจากชีวิต “เด็กบ้านนอก” จนเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังงามใน Palo Alto ที่ซึ่งมวลมิตรญาติสนิท เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ลูกเขย ลูกสะใภ้ของเพื่อน ฝากกันต่อๆ มา มิได้ว่างเว้น “แขก” มาเข้าพัก ยิ่งเพื่อนวิศวฯจุฬาฯ รุ่น ๐๕ ด้วยแล้ว ยิ่งแทบจะติดป้ายชื่อรุ่นหน้าห้องนอน

            สมัยเยาว์วัย ฉัตรชัยเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนวัดใกล้บ้าน การหาโรงเรียนอยู่ที่มีคุณภาพทางการสอนนั้นต้องอาศัยการคมนาคมห่างไกลออกไป สมัยนั้น การเดินทางไม่สะดวกเช่นทุกวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กชายที่มาจากท้องถิ่นที่มีการคมนาคมลำบาก ต่อมาจะได้มาทำงานในสถานที่ส่งยานอวกาศออกไปนอกโลก ในตำแหน่งวิศวกรที่ปรึกษาอย่างในปัจจุบัน

            การเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นที่โรงเรียนวัด บางครั้งมีครูอยู่คนเดียวเป็นทั้งครูใหญ่ และครูผู้สอนชั้น ม.๔-๕-๖ รวดเดียว ๓ ชั้นในห้องเดียวกัน ต่อมาได้ครูจบ ป.ป.มาช่วยสอน ฉัตรชัยเห็นท่าจะไม่รุ่งทางการศึกษาเล่าเรียน จึงตัดสินใจมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ไปพักอยู่กับพี่สาวคนโตซึ่งมาทำงานในกรุงเทพฯ ตอนที่มานั้นจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๕ ในระบบ ป.๑-ป.๔ และ ม.๑-ม.๘

            ปี พ.ศ.๒๕๐๒ ฉัตรชัยได้เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๖ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาชั้น ม.๗-ม.๘ จากนั้นสอบเข้าศึกษาต่อในชั้นปีที่ ๑ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แผนกวิศวกรรมไฟฟ้า

            หากนับรุ่น นับอายุแล้ว เด็กบ้านนอกที่เข้าเรียนช้า จะเรียนรุ่นหลังเด็กในกรุงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขามักจะเรียกชาวจุฬาฯรุ่นพี่ว่า “พี่” โดยไม่คำนึงว่าจะมีอายุน้อยกว่าเขากี่ปี รุ่นพี่สาวชาวจุฬาฯจึงไม่ค่อยอยากคบเขาเท่าไร เพราะจะกลายเป็นคนแก่ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

            น่าวิเคราะห์ชีวิตในจุดนี้ว่า มันสมองของชาติ เสมือนช้างเผือกในป่า ขาดโอกาสที่จะพัฒนาด้านการศึกษา หากคุณภาพทางการจัดการศึกษายังขาดความเสมอภาค ที่จะแผ่ขยายไปทั่วทุกตำบล เด็กเก่งๆ อีกจำนวนมากที่ขาดโรงเรียนที่มีคุณภาพ การปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันนั้นจึงมุ่งที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย ในสมัยนั้นหากเด็กไม่ขวนขวายเอาเองอย่างที่ฉัตรชัยทั่วไป ที่ไหนเลยจะก้าวเดินสู่เส้นทางเป็นวิศวกร NASA เช่นนี้ได้

            ฉัตรชัยกล่าวถึงครูแต่เยาว์วัยของเขาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขในการคิดถึงความหลังว่า

             “ผมโชคดีที่ได้ครูดี เป็นครูผู้เสียสละ อย่างตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ครูพา ไชยเดช เป็นครูใหญ่ ท่านเป็นครูที่รักลูกศิษย์มาก รักอย่างเอาใจใส่ ผมจำได้ว่าวันแรกที่เข้าเรียนที่อำนวยศิลป์ ท่านจะพาร้องเพลง สอนทางด้าน Unity เป็นส่วนใหญ่ ครูพาจะมาคุยกับพวกเราสัปดาห์ละครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสนับสนุนให้ตั้งหน้าตั้งตาเรียน แต่ถ้าลูกศิษย์จะย้ายไปไหน ท่านก็ดีใจด้วย ไม่ขัดขวาง ไม่ดึงไว้ให้เรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ ไปไหนได้ก็ให้ไป คนอื่นจะได้เข้ามาเรียนได้

            ครูประจำชั้นของผมคือ ครูทองทิพย์ พงษ์รูป ท่านสนใจสอนและรักลูกศิษย์ลูกหามาก ปัจจุบันนี้ผมยังติดต่อท่านอยู่ หลังจากที่จบมาตั้ง ๔๐ กว่าปีแล้ว กลับไปทีไรผมก็ไปเยี่ยมท่าน ถ้าไม่เจอก็ใช้โทรศัพท์คุยกัน ท่านเพิ่งตอบจดหมายของผม เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้ ก็ติดต่อกันอยู่ จากอำนวยศิลป์ ๑ ปี ผมก็มาเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ”

            ด้านครอบครัว ฉัตรชัยเป็นคนที่ดื่มด่ำอยู่กับชีวิตแต่หนหลัง เป็นคนที่มีความกตัญญูทั้งต่อบุพการี ต่อครูบาอาจารย์ และต่อสถาบันการศึกษา เขาอาจจะไม่ได้ทำงานในเมืองไทยนานนัก แต่มิได้หมายความว่าทิ้งแผ่นดินมาทำมาหากินเพียงแต่ครอบครัว ฉัตรชัยและภรรยา นับว่าเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างวัดไทย คือ วัดพุทธานุสรณ์ในเมืองฟรีมอนท์ ประกอบกิจการกุศลอันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาในต่างแดน สนับสนุนนักศึกษาไทยที่มาศึกษาต่อโดยเฉพาะการฝึกงาน ในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่อยู่ใกล้บ้าน ให้ทุนการศึกษานักเรียนในเมืองไทย ฯลฯ เท่าที่จะมีโอกาสตอบแทนแผ่นดินไทย

            ฉัตรชัยมีเพื่อนมากมายทั้งชายหญิง เป็นเพื่อนที่จริงใจไร้เสแสร้ง มีความคิดเห็นและการปฏิบัติตนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เป็นคนสมถะ ไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งฟุ่มเฟือย ไม่เคยเห็นเขามีเครื่องประดับกายแม้แต่นาฬิกาข้อมือ ความใจกว้างต่อเพื่อนฝูงญาติทั้งหลายเพราะปฏิเสธใครไม่เป็น ทำให้บ้านพักแทบจะกลายเป็นโรงเตี๊ยมที่มีอาคันตุกะหมุนเวียนมาพำนักมิได้ขาด บางคนมาอยู่ทีละ ๒-๓ เดือน อยู่เป็นปีก็มี นานเข้าฉัตรชัยจึงค่อยจำกัดขอแต่ประเภทมาพักระยะสั้น เพื่อจะได้มีเวลาเป็นของตนเองบ้าง

 

            ด้านครอบครัว ฉัตรชัยกล่าวว่า

             “ผมมีพี่น้อง ๘ คน มีพี่สาว มีผม มีน้องสาว ๓ คน และน้องชาย ๓ คน ตั้งแต่ผมจบจากจุฬาฯ พอทำงานก็กลับไปช่วยพ่อแม่รับภาระส่งเสียน้องทุกคนต่อจากพ่อ พอมาอเมริกาก็หาเงินส่งไปให้น้องเรียนต่อ ตอนนี้ก็เอาน้องมาอยู่ด้วย คือน้องสาว ๑ คน น้องชาย ๒ คน น้องสาวมาเรียนบัญชี จบจาก San Jose State University น้องชายจบจากเมืองไทยมาแล้วคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งมาจบปริญญาตรีที่อเมริกา

             “ตอนเป็นเด็ก ผมชอบต่อยมวย เที่ยวท้าเขาไปทั่ว ต่อยแบบสวมนวมเพื่อออกกำลังกาย ชอบท้าเพื่อนต่อยมวยเล่น การเรียนก็อยู่แถวๆ ๕๐% เป็นประจำขึ้นอยู่ต่อไป คงจบวิชาต่อยมวยมากกว่าวิชาหนังสือ จึงมาเรียนที่กรุงเทพฯ”

            การเกื้อกูลครอบครัวที่มีพี่น้องหลายคน นับว่าเป็นภาระที่ค่อนข้างหนักของบัณฑิตใหม่ หากภรรยาไม่สนับสนุน มีเมตตาธรรมสูงส่ง ย่อมยากที่จะกระทำได้ นับว่าฉัตรชัยเลือกแม่ศรีเรือนที่มีความเข้าใจ เสียสละ รักพี่น้องของสามีเหมือนครอบครัวของตนเอง สมควรที่จะได้รับความรักที่ซื่อสัตย์แม้ชีวิตจักหาไม่

            ฉัตรชัยรู้จักกับจารุภาในรั้วสีชมพู ฝ่ายหญิงศึกษาอยู่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี รู้จักกันผ่านการแนะนำของเพื่อนจากโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ตั้งแต่ปีแรกที่เข้าเรียนในจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

            จารุภา (หล่าน) วงศ์สามศร มีความงามและน้ำเสียงเป็นที่ประทับใจ เสียงร้องเพลงที่กังวานใสไพเราะเหมือนนักร้องอาชีพ เป็นผู้นำสังคมไทยที่มีกลุ่มคนสนับสนุนในการทำกิจกรรมของวัดและสังคมไทย ฉัตรชัยเล่าถึงภรรยาสุดที่รักไว้ว่า

             “หล่านเขาเป็นครูสอนผม ตอนที่เขาป่วย เขากลับเข้มแข็งมาก ไม่เคยบ่น ท้อแท้ให้แลเห็นความเจ็บป่วย มีสติรู้ตัว พูดให้กำลังใจผมกับลูก จนวันสุดท้ายของชีวิต”

            เมื่อจบการศึกษา ทั้งคู่แต่งงานกันแล้วเดินทางมาอเมริกาพร้อมกัน

            ด้านการทำงาน ฉัตรชัยเริ่มทำงานครั้งแรกที่ Philco-Ford Corporation ในเมืองไทยประมาณ ๓ ปี ได้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานชาวอเมริกัน ชักชวนให้มาอยู่อเมริกา ฉัตรชัย-จารุภา จึงพากันมาพำนักที่ Red Wood City เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ แล้วย้ายมาอยู่ Palo Alto

            ความตั้งใจเริ่มแรกที่มาอเมริกาคือมาศึกษาหาความรู้ ในระยะแรกได้เรียนที่ Adult School เรียนแต่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว จน “Immegration” ไม่ยอมต่อวีซ่าให้ เพราะเห็นว่าเอาแต่เรียนภาษาอังกฤษ จึงเป็นการบังคับให้เรียนปริญญาโทต่อที่ The University of Santa Clara

            สาเหตุที่ยังไม่รับเรียนต่อเพราะได้ทำงานในโรงงานผลิตวัสดุไฟฟ้าด้าน Power System, Cercuit Breaker Meter กับพวก Control ระบบไฟฟ้าทุกประเภท วัสดุไฟฟ้าพวกนี้มีใช้มากที่ EGAT ในเมืองไทย ทำมาได้ ๒ ปี บริษัทขาดทุน จงหางานใหม่ เป็นบริษัทใหญ่ขึ้น สร้าง Switch Gear 23 KV ให้แก่ AIT วิทยาเขตรังสิตในเมืองไทย ขณะนั้น AIT ยังอยู่ที่อาคาร SEATO”

            ฉัตรชัยเล่าว่า

             “การทำงานในแคลิฟอร์เนีย ทำให้รู้จักวิธีการอยู่ร่วมกันของคนหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าไทย ยุโรป จีน อเมริกัน ฮิสปานิก ผสมกลมกลืน รู้สึกว่าทำงานด้วยกันได้ทุกชาติ การเหยียดผิวมีไม่มาก ใครมีความสามารถก็ก้าวหน้าในการทำงานในตำแหน่งที่ดีขึ้น โดยทั่วไปเรื่องการเหยียดผิว เขาจะไม่พยายามให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

            ต่อมาฉัตรชัยได้เข้าทำงานที่ NASA-Ames Research Center องค์การ NASA เป็นของรัฐบาลอเมริกัน มีจำนวนพนักงานที่ซานฟรานซิสโกประมาณ ๗ พันคน ใน NASA มีบริษัท Contractors กว่าร้อยบริษัท อเมริกาพยายามลดพนักงานของรัฐ ส่วนใหญ่จึงเป็นพนักงานของบริษัทเหล่านั้น ฉัตรชัยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาของบริษัท The Bentley Company พอหมดสัญญา บริษัทไม่ได้ต่อ Contract ก็เปลี่ยนไปอยู่บริษัท Daniel, Mann, Johnson and Mendonhall (DMJM) จากนั้นย้ายไปบริษัท Sverdrup Technology, Inc. ทั้ง DMJM และ Sverdrup เป็นบริษัทนานาชาติ มีกิจการในเมืองไทยด้วย

            การเข้าทำงานใน NASA เขาคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างมาก ฉัตรชัยเคยค้นหาคนไทยโดยดูชื่อในหนังสือโทรศัพท์ ชื่อแขกคล้ายชื่อไทยมาก พอลองโทรศัพท์ไปกลายเป็นแขก ไม่พบคนไทยเลย มีหลายชาติ เช่น Director คนก่อนของ NASA ที่ซานฟรานซิสโก เป็นญี่ปุ่น คนที่ทำงานขอให้มีฝีมือก็มีความก้าวหน้า

            ลักษณะงานในตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้าที่ปรึกษา คือการออกแบบส่งให้คนอื่นเขียนแบบ ทำมาได้ ๑๓ ปีแล้ว สาเหตุที่ได้งานนี้เพราะเคยทำงานที่บริษัท Custom Swichgear and Control, Inc. มีคนไทยและอเมริกัน พอดีเป็นช่วงเศรษฐกิจชาติตกต่ำ บริษัทล้มขาดทุน NASA จึงชวนไปทำงานด้วย แต่ต้องอยู่บริษัท Contracter เพราะไม่มีตำแหน่งตามนโยบายลดจำนวนพนักงานของรัฐ

            NASA มี Headguarters หรือสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Washington D.C. มี Centers อยู่ ๑๖ แห่ง เช่น ลอส แอนเจลิส ซานฟรานซิสโก โอไฮโอ นิวยอร์ก ฮิวสตัน เท็กซัก John F.Kennedy Space Center ในฟลอริด้า เวอร์จิเนีย ฯลฯ สถานที่ฉัตรชัยทำงานคือ ARC : Ames Research Center ซึ่งมีอุโมงค์ลม (Wnid Tumel) ประมาณ ๑๐ อุโมงค์ รวมทั้งอุโมงค์หนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าตัด ๘๐ ฟุต x ๑๒ ฟุต ก็อยู่ที่นี่ด้วย

            ด้านสังคมไทยในซานฟรานซิสโกเบย์แอเรีย เมื่อมาถึงอเมริกาใหม่ๆ ใน ปี ค.ศ.๑๙๙๖๙ เพิ่งแต่งงานมา มีสังคมกับคนไทยที่นี่ค่อนข้างมาก เพราะไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องงานมากเหมือนปัจจุบัน มีการติดต่อกับนักศึกษาที่มาอยู่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และยู.ซี.เบิร์กเลย์ พบกันสม่ำเสมอจนสนิทกันมาก เช่น ศาสตราจารย์มงคล เดชนครินทร์ ศาสตราจารย์ปณิธาน ลักคณะประสิทธิ์ ศาสตราจารย์สุทธิผล วิวัฒนฑีปะ ดร.ดิเรก ศรีสุโข เป็นต้น รุ่นต่อมาก็มี ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.วิษณุ เครืองาม ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ ฯลฯ

            ฉัตรชัยกล่าวว่า “ดีใจกับทุกคนที่ได้กลับไปทำงานช่วยประเทศชาติ เรื่องตำแหน่งไม่ค่อยสำคัญเท่าไร สำคัญตรงที่เขามีส่วนได้ช่วยทำประโยชน์ให้ชาติ อันนี้ดีใจกับทุกคนที่ได้อุตส่าห์เล่าเรียนกันไป แล้วไปทำงานตามที่ตนต้องการ ยังได้ติดต่อมาหลายรุ่น ทั้งรุ่นน้อง รุ่นลูกของเพื่อน แต่ตอนหลังเวลาของผมมีน้อยลง ต้องทำทั้งงานที่ NASA และยังต้องดูแลร้านเจ้าพระยา ตอนหลังมีลูกเขย ลูกสะใภ้ของเพื่อนมาอยู่บ้านคนละ ๒-๓ เดือน บางคนมาอยู่เป็นปี แล้วกลับไปทำงานเมืองไทย”

            ฉัตรชัยเป็นประธานกรรมการบริหารวัดพุทธานุสรณ์ ฟรีมอนท์ เขาเล่าว่า

             “ประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว มีการตื่นตัวเรื่องวัด เริ่มจากหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี ท่านมาจากแอล.เอ. ชักชวนคนไทยให้สร้างวัด ผู้คนมีความศรัทธา ช่วยสนับสนุน จนสร้างวัดมงคลรัตนารามอยู่ที่ South San Fran ก่อนจะย้ายไปเบิร์กเลย์ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากคนไทยอยู่กันกระจัดกระจาย ไม่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเท่าไร จึงมีการสร้างวัดมากขึ้น มีวัดพุทธานุสรณ์ แต่เดิมตั้งอยู่ที่เมือง Sunnyvale ตอนเหนือของ San Jose เริ่มโดยไปเช่าบ้านคนไทยตั้งเป็นสำนักสงฆ์ อยู่ได้ราว ๑ ปี กลุ่มเพื่อนบ้านไม่รู้จักพุทธศาสนา เห็นว่ามีผู้คนพลุกพล่านเริ่มประท้วง จึงย้ายไปอยู่ที่ Fremont มีเนื้อที่ ๒ ไร่ครึ่ง สมเกียรติ-สมสภาพ พงษ์กันทา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการเรื่องการเงิน”

            ชีวิตการทำงานและการต่อสู้สร้างครอบครัวและสังคมไทยในต่างแดนของ ฉัตรชัย-จารุภา ชมภูพงษ์ ผ่านอุปสรรค และความราบรื่นสมหวัง ขึ้นลงตามวัฏจักรทั่วไป ชีวิตที่สมบูรณ์สดใส ลงหลักปักฐาน มีบ้านที่สวยงาม ลูกสาวที่น่ารักสดสวย มาสะดุดหยุดลงเมื่อความตายมาพรากคู่ชีวิตจากไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓ แม้เวลาจะล่วงเลยมา ๑๒-๑๓ ปี ความรักที่มั่นคงหนึ่งในดวงใจคือเธอแต่เพียงผู้เดียวไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลง ลูกสาวคืออลิสามีความคล้ายคลึงกับมารดามาก ภาพสองพ่อลูกที่คลอเคียงกันเป็นภาพที่คุ้นตาของสังคมไทย แม้ปัจจุบันอลิสาจะไปทำงานที่ West Hollywood, Los Angeles พ่อลูกก็โทรศัพท์คุยกันอยู่เสมอ จารุภานั้นเป็นที่รักของชุมชนไทย เธอเคยเป็นนายกสมาคมไทยรัฐแคลิฟอร์เนียภาคเหนือ

            อลิสาเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๓ เป็นสาเหตุที่ทำให้ฉัตรชัยจบการศึกษาแล้วยังไม่กลับ พอลูกเติบโตได้ศึกษาเล่าเรียนจึงตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ในอเมริกา อลิสาศึกษาจบจาก New School University : Parsons School of Design ใน New York

            ฉัตรชัยเล่าว่า

             “เมื่อหล่านตาย คิดว่ากลับไปเมืองไทยก็คงไม่มีความหมายอะไร อีกทั้งปัจจุบันก็ใกล้จะรีไทร์ คิดว่าบั้นปลายของชีวิตจะอยู่ที่ Palo Alto ตามเดิม ถ้าคิดถึงลูกสาวก็จะไปหา ถ้าลูกสาวคิดถึงพ่อก็จะมาที่ Palo Alto ตามปกติแล้วเราคุยกันทางโทรศัพท์เกือบทุกวัน...แฟนผมเขาเปิดร้านอาหารชื่อ “เจ้าพระยา” พอเสียไปก็ให้น้องๆ ทำแทน เป็น Business ของครอบครัว Business เล็กๆ แต่ทุกคนก็ต้องทำงานกันหนัก”

            ฉัตรชัย ชมภูพงษ์ พ่อม่ายเนื้อหอมแห่งซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย ซึ่งมักจะมีข่าวกล่าวขวัญถึงในสังคมไทย เขาหัวเราะและบอกว่า

             “คนอื่นเล่าเรื่องผมได้ดีกว่าตัวผมเอง มีหลายเรื่องต่างๆ กัน”

            ที่แน่ๆ คือความรักที่มีต่อจารุภา (หล่าน) นั้น เป็นรักแท้นิรันดร ที่ฉัตรชัยยืนยันความตั้งใจไว้ว่าจะไม่แต่งงานอีก ขอรับรองว่าข้อความเหล่านี้มิได้เขียนเอาเอง ผ่านการรับรองตรวจทานจากเจ้าตัวมาแล้ว จึงน่าจะตั้งชื่อว่าตอนเขย่าพิภพสยบข่าวลือ สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายโปรดทราบ!

            จะกล่าวถึงหนุ่มใหญ่ใจกุศล             จากตำบลอ้อมน้อยลอยสวรรค์
ข้ามขอบฟ้ามาเป็นอเมริกัน                          หลังจบจากสถาบันจุฬาลงกรณ์
            สีชมพูตรูจิตวิศวะ                          ชัยชนะสาวบัญชีศรีสมร
ครองความรักหนักแน่นนิรันดร                      ร่วมเรียงนอนฉัตรชัย-จารุภา
            มีลูกน้อยกลอยจิตชื่นชิดใกล้                       เหมือนดอกไม้แรกผลิอลิสา
เป็นเด็กไทยเกิดในอเมริกา                          เปิดร้าน “เจ้าพระยา” อาหารไทย
            งาน NASA สถานีอวกาศ                 ความสามารถเสริมสร้างพร่างฟ้าใส
เรียนปริญญาโทโก้ก้าวไกล                         สุขสราญบานใจมาเนิ่นนาน
            บัดเดี๋ยวดังสายฟ้ามาฟาดเปรี้ยง        หัวใจแตกเป็นเสี่ยงเพียงร้าวฉาน
จารุภาลาลับดับดวงมาน                              ชีวิตหวานพาลระทมขมขื่นทรวง
            เคยบำรุงผดุงศาสนาพุทธ                แจ่มพิสุทธิ์ส่งกุศลผลใหญ่หลวง
เคยสั่งสมกุศลกรรมธรรมทั้งปวง                   สังคมไทยโชติช่วงพลังชน
            ชีวิตไทยต่างแดนแสนหลากหลาย     บ้างสมหมายสมปองแล้วหมองหม่น
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยวน                    เกิดเป็นคนเรียนรู้ต้องสู้ไป
            จบนิทานคำกลอนตอนสั้นสั้น                       เขียนพอให้อ่านกันเป็นเรื่องได้
ชายใจซื่อถือสัตย์รักมัดใจ                          ไม่มองใครอีกแล้วนางแก้วเอย

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax 0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th