ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
ผู้อ่านที่เคยเป็นขาประจำสกุลไทยถามมาว่า มีเรื่องหลายเรื่องที่ "สุดสงวน" และ / เพื่อน "ยามภาษา" เคยตั้งธงคัดค้านหรือเคยทักท้วงไว้ แต่ภายหลังเห็นเงียบไปไม่พูดถึงอีกเลย เป็นเพราะอะไร
ผู้เขียนตอบไปว่า บางเรื่องเมื่อเราได้ (สิ่งที่นักการเมืองชอบใช้ว่า) "ข้อมูลใหม่" มา เห็นว่าเป็นเหตุเป็นผลที่ต้องยอมรับ เราก็ระงับเรื่องนั้นไปโดยปริยาย
เรื่องเหล่านั้น หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เรายอมรับโดยดุษณี (และโดยดุษฎี) นั่นคือ เรื่องที่เรียกว่า เป็น "พระราชนิยม" เมื่อเป็นพระราชนิยมแล้ว ทุกคนก็เห็นว่าพระราชวินิจฉัยต้องมีเหตุผลสมควรแก่การเคารพยิ่ง
เรื่องพระราชนิยมที่เล่าสู่กันฟังและผู้อ่านควรได้รับรู้ไว้มีหลายเรื่อง เช่น
(หนึ่ง) คำว่า "พระบิดา" ผู้เขียนเคยถือตามคำของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพและหลักการตามตรรกะที่ว่า "ลูก" ของ "พระบิดา" ซึ่งเป็นราชาศัพท์สำหรับพระราชวงศ์ ผู้ที่เป็น "ลูก" (ภาษาสามัญ) ย่อมต้องมีฐานันดรศักดิ์เป็น "เจ้า" ด้วย อย่างน้อยลูกนั้นก็ควรเป็นระดับพระองค์เจ้า
แต่เท่าที่ปรากฏในความเป็นจริง ผู้ที่มีฐานะเป็น "ลูก" ของ "พระบิดา" แต่ละอย่างแต่ละชื่อ แต่ละองค์กร (ควรจะเรียกว่า "องค์"?) นั้น มักเป็นสามานยนาม หรือแม้จะเป็นวิสามานยนามก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นพระราชวงศ์ (ที่ภาษาพูดใช้ว่า "เป็นเจ้า") แต่อย่างใดทั้งสิ้น เช่น
พระบิดาแห่งดาราศาสตร์ ถวายเป็นพระราชสมัญญานามแด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี
พระบิดาแห่งการแพทย์แผนใหม่ (ของไทย) เป็นพระราชสมัญญานามที่คนไทยถวายแด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระบิดาแห่งฝนหลวง พระราชสมัญญานามนี้ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระบิดาแห่งการรถไฟ พระบิดาแห่งการออมสิน ถวายแด่ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ถวายแด่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ถวายแด่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ดังนี้ เป็นต้น
ด้วยความเข้าใจและเหตุผลข้างต้น ผู้เขียนจึงคิดว่า คำว่า "พระบิดา" ไม่น่าจะเหมาะกับสมัญญานามที่ถวายแด่พระบรมราชวงศานุวงศ์ แต่ก็ไม่อาจนึกได้ว่านามที่เหมาะควรจะเป็นอย่างไร
แต่มีท่านผู้ใหญ่ที่เคารพบอกว่า เคยได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภเกี่ยวกับคำ "พระบิดา" แห่งการต่างๆนั้นว่าน่าจะใช้ได้ ผู้เขียนจึงได้แต่ยกมือขึ้นเหนือหัว เห็นว่าไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อีกต่อไป
(สอง) คำว่า "ธนาคารโค-กระบือ" คำนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะ "สุดสงวน" ก็คิดตามรูปศัพท์ที่ว่า "ธน" (เงิน) เมื่อรวมกับคำ "อาคาร" ความหมายก็ต้องออกมาเป็นสถานที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเงินทั้งหลายตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคาร
เหมือน "ภัตตาคาร" ก็ควรเป็นสถานที่เกี่ยวกับการงานที่เกี่ยวกับอาหาร (ภัตตะ)
"สัมมนาคาร" ก็ควรเป็นอาคารสถานที่ที่ใช้ในการประชุมสัมมนา
"ประภาคาร" ก็คืออาคารที่ใช้ในการให้แสงสว่าง (เรียกชื่อกระโจมไฟที่เป็นสถานที่ใช้ติดตั้งการให้แสงสว่างกลางทะเล) ฯลฯ
"สุดสงวน" เคยคิดและเสนอว่าน่าจะใช้คำว่า "คลังโค-กระบือ" แทนด้วยซ้ำไป แต่มีท่านผู้รู้ภาษาไทยดี ท่านแย้งว่า คำว่า "คลัง" ก็มีความหมายทางการเงินเหมือนกัน เพราะสมัยก่อนเราก็ใช้ว่า "ท้องพระคลัง" อันหมายถึงแหล่งการเงินของแผ่นดิน จนเรามีหน่วยงาน "กรมพระคลัง" ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่ต่อมาแยกเป็นกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ เรามี "พระคลังข้างที่" ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการเงินหรือทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ เหมือนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน
จนกระทั่งได้พบผู้ใหญ่ที่เคารพ ท่านกรุณาเตือนผู้เขียนว่า ท่านเองก็เคยคิดและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำว่า "ธนาคารโค-กระบือ" เหมือนกัน โดยที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่า ผู้ที่คิดถึงโครงการอันมีประโยชน์ยิ่งนี้และใช้คำนี้ มาจากพระราชดำริหรือพระราชปรารภของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเห็นว่า ถ้ามีหน่วยงานมาดูแลโค-กระบือเป็นส่วนรวมไว้ ประชาชนที่ขาดแคลนโค-กระบือที่ใช้ในการทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีวิต แต่ขาดแคลนพอที่จะหาโค-กระบือมาได้ ก็อาจทำเรื่องขอยืมหรือขอเช่าโค-กระบือไปประกอบอาชีพ โดยหน่วยงานก็คิดค่าตอบแทนเหมือนการคิดดอกเบี้ยทางการเงิน (ของธนาคาร) และด้วยพระมหากรุณาธิคุณทรงมีพระเมตตา และมีน้ำพระทัยเป็นประชาธิปไตยเป็นที่ยิ่ง พระองค์จึงไม่ทรงถือโทษคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำนี้
จากคำว่า "คลัง" นี้ ทำให้ "สุดสงวน" นึกถึงคำที่ฝรั่งใช้ว่า Think Tank ซึ่งแปลตามตัวก็ต้องออกทำนอง "ถังแห่งความคิด" หรือ "คลังแห่งความคิด" หรือ "แหล่งความคิด" แล้วผู้เขียนเลยไปโยงกับบริษัททำสื่อแห่งหนึ่งที่ตั้งชื่อว่า "คลังสมอง" ซึ่งมีทั้งการผลิตสื่อหนังสือพิมพ์ชื่อ "คลังสมอง" "หญิงยุคใหม่" (มีแตกขยายเป็นส่วนของเด็กยุคใหม่ที่มีส่วนสร้างกล้าเยาวชนหน่อใหม่ๆที่รู้จักใช้ความคิดและเป็นตัวของตัวเองด้วย) มีหนังสือเล่ม (โดยเฉพาะชุดสร้างพลังสมองของหลวงวิจิตรวาทการ ที่คนยุคใหม่เพิ่งรู้ว่ามีคุณค่าในการส่งเสริมพลังความคิดที่ยอดเยี่ยม ซึ่งโด่งดังมามากแล้วกว่า ๓ ทศวรรษในช่วง ๒๔๘๐ -๒๔๙๐ - และ ๒๕๐๐ ) มีแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ชื่อ "มีเดียโฟกัส" ส่งให้สมาชิกเป็นประจำ น่าเสียดายที่ความคิดนี้มาเร็วเกินยุคสมัยก็ว่าได้ จนงานของกลุ่ม (ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่ามีตัวตั้งตัวตีสำคัญคือ คุณธวัช พลังเทพินทร์ เป็นแกนนำ) ต้องหยุดกิจการไปอย่างน่าเสียดายอย่างยิ่ง
อีกชื่อหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของ "สุดสงวน" ไม่รู้ลืมคือ "คลังปัญญาอาวุโส" ซึ่งหมายถึงแหล่งรวมทรัพยากรบุคคลอันเคยทำคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองมาแล้วในช่วง ๓๐ - ๔๐ ปี ในชีวิตที่ท่านเหล่านั้นยังเป็นวัยที่ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองและสังคมโลกอยู่ เมื่อท่านเหล่านั้นถึงวันเกษียณอายุจากงานราชการหรืองานในองค์กรต่างๆแล้ว คมความคิดในสมองของท่านก็ยังมีประกายที่เป็นสารประโยชน์ - อย่างน้อยก็อาจเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำที่มาจากประสบการณ์อันยาวนาน - ให้แก่อนุชนคนรุ่นต่อไปได้ "คลังปัญญาอาวุโส" นี้ มีผู้เล่าให้ฟังว่า กำเนิดมาจากพระราชดำริและพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นสำคัญ ผู้เขียนเสียดายและคิดถึงด้วยความเป็นห่วง ไม่ทราบว่า "คลังปัญญาอาวุโส" นั้น บัดนี้ดำเนินงานไป และทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ สมดังพระราชปรารภของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วเพียงไร
การได้ทราบว่าถ้อยคำหรือแนวคิด แนวพระราชปรารภ พระราชดำริ และพระราชดำรัสอันเป็น "พระราชนิยม" นั้น มีมาและเป็นไปอย่างไร ย่อมนำความเป็นสิริมงคลแก่พสกนิกรผู้ไม่รู้มาก่อน (อย่างเช่นที่ "สุดสงวน" เคยเป็นมาก่อน) ให้ได้สติ คิดดีคิดชอบตามรอยพระบาทอย่างไม่ต้องสงสัย 