บทความ-สารคดี  
คำซ้ำ คำซ้อน คำประสม คำประสาน คำสมาส คำไวพจน์
โดย  กาญจนา นาคสกุล
ฉบับที่ 2750 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  3 กรกฎาคม  2550

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
คำซ้ำ คำซ้อน คำประสม คำประสาน คำสมาส คำไวพจน์


     
         คำซ้ำ เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการซ้ำคำ ๒ คำ และใช้เป็นคำเดียว เช่น ดีๆ งามๆ มัวๆ ทุกวันๆ รุ่งๆริ่งๆ ตกๆหล่นๆ รีๆขวางๆ ขวางๆรีๆ เป็นความต้องการของผู้พูดที่จะซ้ำคำเพื่อเน้นให้ชัดเจนขึ้น เช่น กินให้อิ่มๆ พูดให้ชัดๆ จับให้มั่นๆ อดทนมากๆ น้ำไหลรินๆ แต่เมื่อพูดซ้ำแล้ว บางคนอาจติดรูปคำซ้ำจนรูปคำเดี่ยวไม่มีที่ใช้อีกต่อไป เช่น ยองๆ เผินๆ เนืองๆ เนิบๆ ป้ำๆ เป๋อๆ ปาวๆ ไรๆ รถตุ๊กๆ บางคำเกิดนัยะของความหมายใหม่กลายเป็นคำที่มีความหมายเป็นพหูพจน์ เช่น เด็กๆ สาวๆ พี่ๆ น้องๆ
บางคำมีความหมายอ่อนลงต่างจากคำไม่ซ้ำ เช่น สีดำๆ คนสูงๆ เด็กสวยๆ เต้นเร็วๆ บางคำใช้เป็นคำสั่ง เช่น นั่งนิ่งๆ ทำดีๆ วิ่งเร็วๆ บางคำที่มีความหมายว่าทำหรือเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น เกาหัวยิกๆ ตีถี่ๆ ใจเต้นตุบๆ บางคำมีความหมายแยกกันไป เช่น แจกให้เป็นคนๆ อ่านเป็นเล่มๆไป เป็นจานๆ บางคำมีความหมายไม่เหมือนคำเดิม เช่น เอาไปดื้อๆ (เอาไปโดยไม่ขอ) เห็นรางๆ (เห็นไม่ชัด) ไปเรื่อยๆ (ไปอย่างไม่รีบ) อาจกล่าวได้ว่าคำในภาษาไทยทุกชนิดซ้ำได้ แต่ซ้ำแล้วอาจมีความหมายไม่เหมือนกัน จึงต้องพิจารณาเป็นคำๆและพิจารณาบริบทที่ใช้ด้วย

คำซ้อน เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว คำที่นำมารวมกันนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันด้วยความหมาย คือความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงกันข้าม และเมื่อรวมกันแล้ว ความหมายจะอยู่ที่คำใดคำหนึ่งหรือมีความหมายใหม่ก็ได้ คำที่เกิดจากคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น บ้านเรือน ผู้คน ใหญ่โต จิตใจ คำที่เกิดจากคำที่มีความหมายคล้ายกัน เช่น ไร่นา ค่ำมืด ฟืนไฟ บ้านเมือง ถนนหนทาง ถ้วยโถโอชาม ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ข้าวปลาอาหาร คำที่เกิดจากคำที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่น ดีร้าย ต้นปลาย เหตุผล เท็จจริง เป็นตายร้ายดี ชั่วดีถี่ห่าง ต้นสายปลายเหตุ คำลักษณะนี้มีบางคำที่ประกอบด้วยพยางค์ที่น่าจะไม่มีความหมาย เติมเข้ามาเป็นสร้อยหรือเสริมคำบางคำให้ชัดเจนขึ้น เช่น คำว่า มักจะพบว่า คำว่า แปด เงี้ยว สาด แสง กราน ทอสงัด เป็นคำที่มีความหมายในภาษาไทยถิ่น ภาษาไทยนอกประเทศไทยหรือภาษาอื่น ไทยนำคำเหล่านี้มาซ้อนกับคำไทย คำว่า แปดเปื้อน งูเงี้ยว เสื่อสาด เสื้อแสง กราบกราน ด่าทอ เงียบสงัด ฯลฯ จึงจัดเป็นคำซ้อนด้วย

คำประสม เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว คำที่นำมารวมกันนั้น ทำให้เกิดเป็นคำใหม่ มีความหมายใหม่ เป็นความหมายรวมของคำเหล่านั้น หรือเป็นความหมายอื่นเลยก็ได้ การประสมคำเป็นวิธีสร้างคำขึ้นใหม่ในภาษา คำประสมจึงเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ มีคำประสมใหม่ๆได้เสมอ เช่น เมื่อนำคำว่า รถ กับคำว่า ไฟ มาประสมกันเป็นคำว่า รถไฟ ใช้เรียกรถที่พ่วงกันเป็นขบวนยาว มีหัวรถจักรที่ใช้กำลังไอน้ำหรือไฟฟ้าลากให้แล่นไปตามราง รถไฟ เป็นคำประสม เมื่อนำคำว่า รถไฟ มาประสมกับคำว่า ฟ้า เกิดเป็นคำประสมใหม่ว่า รถไฟฟ้า ใช้เรียกรถไฟที่สร้างรางขึ้นไปลอยอยู่สูงเหนือระดับถนนราวกับอยู่บนฟ้า เป็นต้น คำประสม เป็นคำเรียกเฉพาะคำที่สร้างขึ้นโดยใช้คำไทยหรือคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาบาลีสันสกฤต เช่น คำประสมต่อไปนี้ รถเจ๊ก เหล้าสาเก ดาบซามูไร ปลาซาบะ รถทัวร์ ยางมะตอย จุ๊บไฟ คันเบรก แม้คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตถ้ามารวมกับคำไทยหรือคำภาษาอื่นก็เรียกว่าคำประสมเช่นเดียวกัน เช่น คำว่า ภูมิลำเนา ราชดำเนิน ราชดำริ บายศรี เป็นคำประสมภาษาบาลีสันสกฤตกับคำเขมร คำว่า คำเฉลย สินบน ปรนเปรอ เป็นคำประสมคำไทยกับคำภาษาเขมร เป็นต้น

คำประสาน เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว การสร้างคำประสานต่างจากการสร้างคำประสมเล็กน้อย ตรงที่ส่วนที่นำมาประสานนั้นมีหน้าที่และความหมายแน่นอน เช่น คำว่า การ ความ ที่ประสานกับคำกริยาจะมีหน้าที่ทำให้คำกริยานั้นกลายเป็นคำนามและมีความหมายถึงอาการหรือกิจการที่ทำกริยานั้น คำว่า ที่ เมื่อประสานกับคำกริยาจะทำให้คำกริยานั้นกลายเป็นคำนาม และมีความหมายว่า เครื่องมือ หรือสถานที่ที่ทำกริยานั้น คำว่า ทรง เมื่อนำหน้าคำกริยาจะทำให้คำกริยานั้นกลายเป็นราชาศัพท์ คำที่ประสานกับคำว่า การ ความ ที่ ทรง และคำอื่นๆ ที่มีลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า คำประสาน แต่เดิมมาเราพิจารณาว่าคำพวกนี้เป็นคำประสมพวกหนึ่ง แต่เนื่องจากการสร้างคำเหล่านี้มีลักษณะเป็นคำที่สร้างขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่มีจำกัด แตกต่างกับคำประสมที่มีลักษณะจำกัดเฉพาะคำหนึ่งๆ คำที่สร้างขึ้นในลักษณะนี้จึงเรียกว่า คำประสาน เช่น การทำงาน การขับรถ การต่อสู้ การเข้าเวร ความเจ็บปวด ความรัก ความตาย ที่เย็บกระดาษ ที่ใส่เข็มหมุด ที่ปั่นไอศกรีม ที่ติดต่อ ที่ลงทะเบียน ที่นั่งเล่น

คำสมาส เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว คำที่นำมารวมกันเป็นคำสมาสต้องเป็นคำภาษาบาลีสันสกฤต จะเป็นคำบาลีสันสกฤตที่เปลี่ยนแปลงรูปคำตามหลักไวยากรณ์บาลีสันสกฤตแล้วหรือคำที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปก็ได้ เมื่อสมาสกันเข้าเป็นคำเดียวแล้วมักจะแปลย้อนคำหลังก่อนคำหน้า ทั้งนี้เป็นไปตามหลักไวยากรณ์ของภาษานั้น เช่น อรุโณทัย-การขึ้นของอรุณ (อรุณ+อุทัย = การขึ้น) ปิโยรส-ลูกชายที่รัก (ปิย = ที่รัก+โอรส = ลูกชาย) ธรรมราชา-พระราชาแห่งธรรม แต่ที่แปลคำหน้าก่อนก็มี เช่น ประชาธิปไตย-ประชาชนเป็นใหญ่ ธรรมาธิปไตย-ธรรมเป็นใหญ่ ความถูกต้องเป็นใหญ่ คำสมาสมีสิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ในการรวมคำเข้าเป็นคำเดียวกันนั้น หากเสียงของคำที่มารวมกันอาจกลมกลืนกันเข้าได้ ก็จะมีการกลมกลืนเสียงนั้น ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ในภาษาบาลีสันสกฤตว่า การสนธิ แปลว่า การเชื่อมเสียง คำสมาสจึงมี ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่มีการเชื่อมเสียง เรียกว่า สมาสไม่มีสนธิ กับกลุ่มที่มีการเชื่อมเสียงเรียกว่า สมาสมีสนธิ คำว่า อรุโณทัย ปิโยรส ประชาธิปไตย ธรรมาธิปไตย สรรพากร เป็นคำสมาสที่มีสนธิ ส่วนคำว่า ธรรมราชา ราชอาณาจักร พยุหยาตรา พรรณนาโวหาร พรรษฤดู สรรพคุณ อามิสบูชา เป็นคำสมาสที่ไม่มีสนธิ

คำไวพจน์ เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง มีความหมายต่างกันเป็น ๒ นัย นัยหนึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๒ ให้คำอธิบายว่า "คำที่เขียนต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมาก เช่น มนุษย์ กับ คน บ้าน กับ เรือน รอ กับ คอย ป่า กับ ดง คำพ้องความ ก็ว่า" (พจนานุกรม ๒๕๔๒ หน้า ๑๐๙๑) และในที่เดียวกันนี้ได้ให้ความหมายที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) กล่าวไว้ในหนังสือแบบเรียนภาษาไทย ด้วยว่า หมายถึง "คำที่ออกเสียงเหมืมอนกันแต่เขียนต่างกันและมีความหมายต่างกัน เช่น ใส กับ ไส โจทก์ กับ โจทย์ พาน กับ พาล ปัจจุบันเรียกว่า คำพ้องเสียง" ปัจจุบัน มีการศึกษาคำที่พ้อง และแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ คำพ้องรูป คำพ้องเสียง และคำพ้องความหมายหรือคำพ้องความ คำพ้องรูป คือคำที่มีรูปเขียนเหมือนกัน มีความหมายต่างกัน ออกเสียงต่างกันหรือเหมือนกันก็ได้ เช่น คำว่า ชิน แปลว่า คุ้นจนเจน หรือผู้ชนะ หรือเนื้อโลหะเจือชนิดหนึ่ง คำพ้องเสียง (คำไวพจน์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร) คือคำที่เขียนต่างกัน มีความหมายต่างกัน ออกเสียงเหมือนกัน เช่น คำว่า ใจ กับ ไจ จร กับ จอน คำพ้องความ (คำไวพจน์ของพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ) คือคำต่างรูป ต่างเสียง แต่มีความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงกัน เช่น กิน กับ รับประทาน กัลยา นารี สุดา สมร หญิง เป็นคำพ้องความกัน

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th