ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
"ยามภาษา" ขาประจำของ "สุดสงวน" ได้ยินข่าวน่าสนใจ จึงตั้งปุจฉามาว่า รู้สึกอย่างไรบ้างเกี่ยวกับข่าวที่สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จัดงานมอบรางวัลพาดหัวข่าวสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมประจำปี ๒๕๔๙
ผู้เขียนตอบว่า ก็เป็นข่าวที่น่ายินดีที่สมาคมฯยังทำหน้าที่นี้ ถือว่าเป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง และถ้าเพื่อนๆสื่อมวลชนทั้งหลาย โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จะถือเอาเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและให้ความสำคัญแท้จริง นอกจากจะเป็นการนำไปสู่การปฏิรูปสื่อที่ทุกคนปรารถนาแล้ว ย่อมยังประโยชน์ในการรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยที่ดีได้อีกทางหนึ่ง
แต่เท่าที่ "สุดสงวน" ติดตามมา (แทบ) ทุกปี จะพบข้อที่น่าสังเกตที่ผ่านมาดังนี้
๑. การรายงานข่าวมักเป็นไปอย่างเสียไม่ได้ เช่นงานที่จัดนี้ แม้หนังสือพิมพ์ที่ได้รับรางวัลฉบับที่ผู้เขียนได้ยินข่าวจากวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม ๙๘ (บิสสิเนส เรดิโอ) แล้วตามไปซื้อมาอ่านเพื่อจะชื่นชมด้วย ปรากฏว่ามิได้บอกว่างานนั้นจัดวันไหน มีรายการอะไรบ้าง ไม่ครบถ้วนตามหลักการเสนอข่าว ( ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และอย่างไร Who - What - When - Where - Why - How)
๒. ไม่มีรายละเอียดของข่าวว่า นอกจากหนังสือพิมพ์ของตนได้รับรางวัลอะไรบ้างแล้ว ก็ (ดูเหมือน) เป็นธรรมเนียมของหนังสือพิมพ์ไทยทั่วไปที่ไม่มีข่าวกล่าวถึงรายละเอียดว่าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ได้รับรางวัลอะไรกันบ้าง
แสดงให้เห็นความไม่เป็น "ผู้ให้ความจริงแก่สาธารณชน" อย่างแท้จริง และเป็นการแสดงความใจแคบของสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ไทยที่ผู้เขียนสังเกตมานาน (แม้เป็นพวกเดียวกันแท้ๆ)
๓. เพื่อให้ได้รู้ความเป็นจริง (ผู้เขียนไม่ชอบคำว่า "ข้อเท็จจริง" เพราะมันมักจะมี "ข้อเท็จ" แฝงอยู่ด้วยเสมอ ทั้งๆที่ภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า Fact ) ผู้เขียนต้องไปตามซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆที่คาดว่าน่าจะมีข่าวนี้
๔. ความจริงที่ได้พบคือ หนังสือที่ไม่ได้รับรางวัล ก็มักจะไม่เสนอข่าวนี้ น่าสงสารประชาชนที่ไม่สามารถซื้อหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ เหมือนที่ผู้เขียนทำ เพราะติดนิสัยมาตั้งแต่สมัยทำงานประชาสัมพันธ์ ที่ต้องอ่านหลายๆฉบับ - อ่านทุกฉบับเพื่อให้รู้ว่าแต่ละฉบับมีแนวทางการเสนอข่าวแท้จริงอย่างไร และรายละเอียดหรือมุมมองของแต่ละฉบับก็ผิดแผกแตกต่างกัน
ด้วยความที่รักการใช้ภาษา อยากส่งเสริมการใช้ภาษาไทยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเอาพระทัยใส่และทรงปรารภเรื่องนี้ตลอดมา จึงพยายามตามหาข่าวนี้มาเสนอต่อ โชคดีที่ได้รายละเอียดจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับ วันจันทร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ดังนี้
๑. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสิทธิ์ โฆวิไลกุล เป็นประธานมอบรางวัลพาดหัวข่าวสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมครั้งนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ที่สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
๒. มีหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศส่งพาดหัวข่าวเข้าประกวดสำหรับปี ๒๕๔๙ รวมทั้งสิ้น ๖,๐๙๗ พาดหัว (น่าจะใช้ลักษณนามว่า "ข้อความ" หรือ "ชิ้น" )
๓. หนังสือพิมพ์ที่ได้รับรางวัลมีดังนี้
-หนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้รับรางวัลชนะเลิศพาดหัวข่าวสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม จากพาดหัวข่าว "ทรงรับสั่งมีเลือกตั้งพรรคเดียวโมฆะหรือไม่ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย" ในฉบับวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๙ ได้รับโล่พระราชทาน ภปร ทองคำ (ข่าวนี้มีใน น.ส.พ. โพสต์ทูเดย์ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ด้วย)
(สำหรับพาดหัวชิ้นนี้ ในทัศนะของ "สุดสงวน" มีการใช้ราชาศัพท์ที่ผิด คือคำว่า "รับสั่ง" นั้น เป็นคำกริยาราชาศัพท์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้คำ "ทรง" นำหน้า เช่นเดียวกับคำ เสด็จ ประชวร บรรทม เสวย ผนวช โปรด ประทับ ประพาส ฯลฯ )
-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ คือ "ชาวพุทธสะเทือนใจ คุมเข้มพระ นั่งรถฮัมวี่บิณฑบาต" ของ น.ส.พ.เดลินิวส์ ฉบับ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ คือ "หนี้เน่าประชานิยมพุ่ง" ของ น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๙
นอกจากนี้เป็นรางวัลพาดหัวข่าวดีเด่น (เป็นที่รู้กันโดยนัยว่าเป็นรองยอดเยี่ยม) ประเภทต่างๆดังนี้
-พาดหัวข่าวดีเด่นประเภทข่าวทั่วไป ได้แก่ "เหนือระทม จมร้อยศพ" ของ น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๙)
-รางวัลพาดหัวข่าวดีเด่นประเภทข่าวการเมือง จากพาดหัว "เปรมลั่นทหารในหลวง" ของ น.ส.พ. ไทยโพสต์ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ (และ น.ส.พ.ฉบับนี้ก็ลงข่าวและภาพนี้เพียงข่าวเดียว)
-พาดหัวข่าวดีเด่นประเภทเศรษฐกิจ "ทุกข์บุกครัว ข้าวขึ้นราคา" ของ น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙
-พาดหัวข่าวดีเด่นประเภทกีฬา "ฟีฟ่าสดุดี กษัตริย์นักกีฬา" ของ น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๙
ส่วนหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติระดับมหาวิทยาลัย นั้นได้แก่พาดหัว "ไม่จน ไม่เครียด กินเหล้า" วัยรุ่นไทยดื่มหนัก ดันประเทศขึ้นชาร์ต "เมืองขี้เมา" ของหนังสือพิมพ์รังสิต ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔๕ เดือนตุลาคม ๒๕๔๙ ของมหาวิทยาลัยรังสิต
นอกจากนี้ แนวหน้ายังมีรายละเอียดว่ารางวัลโล่พระราชทาน ภปร ทองคำนั้น เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมาคม (ที่แนวหน้าใช้ว่า "แด่" นั้น "สุดสงวน" เห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะบุรพบท "แด่" นั้น ใช้สำหรับผู้น้อยหรือผู้อ่อนอาวุโส มอบให้ผู้ใหญ่หรือผู้มีอาวุโสสูงกว่า) เพื่อมอบให้แก่ (ไม่ใช่ "ให้กับ" -"สุดสงวน") ผู้สร้างสรรค์ผลงานพาดหัวข่าวยอดเยี่ยมจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่วางจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยแยกเป็น ๔ ประเภท คือ ข่าวทั่วไป ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ และข่าวกีฬา โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านวิชาชีพและวิชาการ
หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการใช้พิจารณามี ๖ แนวทาง คือ ดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน มีความเที่ยงตรงและสอดคล้องกับเนื้อข่าว มีประโยชน์และสร้างสรรค์สังคม ใช้ถ้อยคำกะทัดรัดสื่อความหมายได้ดี ส่งเสริมภาษาไทยเพื่อการสื่อสารมวลชน และประการสุดท้าย ไม่ขัดต่อศีลธรรมและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติ
ที่ "สุดสงวน" นำเสนอเรื่องนี้ด้วยเห็นว่า การพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ (ตลอดจนพาดหัวข่าวที่วิทยุและโทรทัศน์เสนอ) เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่สำคัญ หลักเกณฑ์ที่กรรมการนำมาพิจารณาก็เป็นแนวทางที่ดี ถ้าหากประชาชนทั่วไป ได้เข้าใจว่าทำไมสื่อมวลชนจึงใช้ประโยคที่ไม่เต็มรูปแบบพาดหัวข่าว และพาดหัวข่าวที่ดีควรเป็นอย่างไร ประชาชนย่อมได้รับประโยชน์ และรู้จักใช้ภาษาที่ดีด้วย
ของแถม
มีผู้ที่รักนับถือท่านหนึ่งปรารภมาว่า เคยเรียนและเข้าใจมานานว่าคำ attitude นั้น แต่ก่อนเราใช้ว่า
"ทัศนคติ" มิใช่หรือ ทำไมอยู่ๆจึงเป็น "เจตคติ" ไปได้ "สุดสงวน" เห็นว่าน่าจะมีผู้เข้าใจเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย จึงขอนำมาฝากต่อ ณ ที่นี้ด้วย
เป็นความจริงว่าสมัยก่อน นักวิชาการบัญญัติศัพท์ attitude ให้ใช้ศัพท์ภาษาไทยว่า "ทัศนคติ" ผู้เขียนสมัยเป็นนักเรียนฝึกหัดครูอยู่ที่โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ) ก็คุ้นเคยเช่นนั้นมานานปี จนกระทั่งออกไปเป็นครู ก็เคยใช้อยู่นาน
แต่ต่อมานักวิชาการวิเคราะห์ว่า attitude นั้น มีความหมายว่า "a feeling or opinion about something or someone a way of behaving that is caused by this" ซึ่งหมายความว่าเป็น "ความรู้สึกหรือความคิดเห็นต่อบางสิ่งบางอย่างหรือบางคน หรือความประพฤติหรือการปฏิบัติที่เกิดจากความรู้สึกหรือความคิดเห็นเช่นนั้น" ซึ่งเป็นความคิดเห็นหรือความรู้สึกของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะต่อคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้น นักวิชาการบัญญัติศัพท์เห็นว่า ไม่น่าจะตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษ จึงบัญญัติคำใหม่ว่า "เจตคติ" (อ่านว่า "เจ-ตะ-คะ-ติ") น่าจะตรงกว่า
ส่วน "ทัศนคติ" นั้น หมายความว่าเป็น "แนวคิด" โดยรวมๆของผู้คนทั่วไปที่มีต่อบางสิ่งหรือบางคน มากกว่าความคิดเห็นของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ นักบัญญัติศัพท์ของไทยจึงเทียบกับคำว่า point of view หรือ viewpoint มากกว่า
ฉะนั้น ถ้าพบว่า ตามพจนานุกรมทั่วๆไปยังใช้ว่า attitude หมายความว่า "ทัศนคติ" ก็อย่าได้แปลกใจ เพราะคำที่เคยเทียบอย่างหนึ่งมาแล้ว พอแก้ใหม่ในกาลต่อมา คนทั่วไปก็ยังติดของเก่า อย่างเช่น
experience ซึ่งไทยเปลี่ยนจากเขียนว่า "ประสพการณ์" มาเป็น "ประสบการณ์" นานแล้ว ก็ยังมีคนอ่านว่า "ประ-สบ-พะ-กาน" อยู่เรื่อย แม้กระทั่งด็อกเต้อร์หลายๆคนที่อยู่ในวงการสำคัญๆของรัฐ เช่นในรัฐสภาหรือ racreation นั้น แต่เดิมนักวิชาการแปลว่า "สันทนาการ" แต่ต่อมาท่านให้ใช้คำว่า "นันทนาการ" มานานแล้ว
(เพราะท่านผู้รู้ภาษาบาลี สันสกฤตบางท่าน อ้างว่า "สันทนาการ" แปลว่า "การหลั่งไหล" พจนานุกรมฉบับใหม่ก็ไม่มีคำศัพท์ "สันทนาการ" นี้ มีแต่ "สันทนะ" ซึ่งท่านได้ให้คำแปลว่า "รถ รถศึก"
ส่วน "นันทนาการ" แปลว่า "การสราญใจ" หรือ "กิจกรรมที่ทำตามสมัครใจในยามว่างเพื่อให้เกิดความสนุกสนานบันเทิงใจ"
แต่ถึงกระนั้น คนจำนวนไม่น้อยก็ยังเรียก "สันทนาการ" อยู่อย่างเดิมไม่รู้แล้ว
หรือ คำว่า "ภาพพจน์" นั้น เป็นคำในวรรณคดี ตรงกับ figures of speech ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ในความหมายของ image ซึ่งผู้รู้ให้ใช้ว่า "ภาพลักษณ์" หรือ "จินตภาพ" หรือ "ภาพ" หรือ "มโนภาพ"
ว่าไปแล้วก็น่าจะช่วยไม่ได้ เพราะ "ไม้แก่ดัดยาก" ฉันใดก็ฉันนั้น