ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
กินบุญเก่า ปลงอายุสังขาร จับใส่พระโอษฐ์ ตู่พุทธพจน์ ร้อนผ้าเหลือง |
กินบุญเก่า
เป็นสำนวน หมายความว่า รับผลดีที่ได้จากบุญที่ได้กระทำมาแต่ปางก่อน เช่น คนที่เกิดมาเป็นคนรวย มีฐานะดี มีชีวิตที่มีความสุขสบายก็เชื่อว่าเพราะมีบุญเก่า สำนวนกินบุญเก่า มักจะใช้หมายถึงคนที่ทำความชั่วเป็นคนเลว แต่ไม่ได้รับสิ่งที่ชั่วให้เห็นกันในเวลาปัจจุบัน คนที่เกิดมาดีแต่ไม่ได้ประพฤติตนให้ดีสมกับบุญที่ได้รับ หรือคนนั้นทำความชั่วทำกรรมไม่ดี แต่ความชั่วนั้นยังไม่ได้แสดงกรรมให้ได้รับผลชั่ว จึงสันนิษฐานว่า เพราะเขามีบุญเก่าอยู่มาก แม้เขาจะทำชั่วในชาตินี้ แต่บุญเก่าที่เขาทำไว้มาก ทำให้กรรมชั่วที่ทำในชีวิตนี้ยังไม่สามารถติดตามมาทำให้เกิดผลชั่วกับเขาได้ เช่น เขาโกงคนทั้งตำบลและมีแต่ความเลว ทำไมจึงไม่ได้รับผลชั่วสักทีนะ
สำนาน กินบุญเก่า อาจใช้บรรยายถึงหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ ซึ่งเคยแสดงความสามารถหรือมีชื่อเสียง เป็นที่เชื่อถือหรือนิยมชมชอบในสังคมมาเป็นเวลานาน เมื่อเวลาล่วงไป ผลงานที่ปรากฏไม่ได้แสดงว่ามีความสามารถเช่นเดิม กระนั้นผู้คนก็ยังนิยมชมชอบอยู่ ก็จะอธิบายว่า องค์กรนั้นกินบุญเก่าหรือกินบุญเก่าอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนแห่งหนึ่งเคยมีชื่อเสียงว่าจัดการศึกษาดี ทำให้นักศึกษาหรือนักเรียนมีความรู้เป็นที่ยอมรับว่า ยอดเยี่ยมในสังคม ต่อมาความสามารถทางการสอนหรือผลงานของผู้เรียนอ่อนด้อยลง แต่ผู้คนก็ยังนิยมมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนั้นอยู่ ก็กล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนั้นกินบุญเก่าอยู่
ปลง
แปลว่า ทำให้ลง ทำให้ตกไป หมายความว่า พิจารณาดูจนเห็นจริง แล้วตกลงใจได้ว่า สิ่งที่เกิดนั้นเป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ เป็นธรรมดาของโลก ทำให้ไม่ติดใจขุ่นแค้น เสียใจ หรือกังวลอีกต่อไป เช่น ฉันปลงเสียแล้วว่าเป็นกรรมของเขา ที่ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา ได้แต่นอนรอความตาย ฉันปลงเสียแล้วว่าเป็นกรรมของฉัน จึงมีลูกเลวอย่างนี้ ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาให้เขามาด่าว่าฉันอีก แต่ถ้าเขาเดือดร้อนมาก็จะช่วยเหลือเขาไป เท่านั้นเอง คำว่า ปลง ปรากฏในคำทางพระหลายคำ เช่น ปลงกรรมฐาน หมายถึงพิจารณาสภาวธรรม เช่น พิจารณาซากศพในเวลาต่างๆกัน ศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ ศพที่ขึ้นพองอืด ศพที่เน่าเฟะ และศพที่เหลือแต่โครงกระดูก พิจารณาด้วยดวงจิตที่แน่วแน่ แล้วนำมาเป็นอารมณ์ให้เกิดปัญญา เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรังถาวร ย่อมต้องตกอยู่ในอำนาจของสามัญลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ร่างกายของตนเองก็จะเป็นเช่นเดียวกัน เมื่อเข้าใจดีแล้วจึงไม่ห่วงร่างกายตัวตนที่ต้องแก่ชราไปตามกาล จึงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่พยายามฝืนรั้งไว้ และสละความผูกพันติดยึดจนหมดสิ้น คำว่า ปลงอายุสังขาร หมายถึง พิจารณาอายุของตนแล้วกำหนดวันสิ้นสุดแห่งอายุสังขาร คือกำหนดรู้ว่าจะสิ้นชีวิตเมื่อไร สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ที่รอบรู้ถึงความเป็นไปแห่งชีวิต และทรงทราบล่วงหน้าว่าจะทรงสิ้นพระชนมชีพ เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานในวันใด เดือนใด ปีใด และได้ตรัสแก่พญามารที่ควรมารบกวนและขัดขวางการแสดงธรรมของพระองค์ให้ทราบวันเวลาที่จะทรงละสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพาน
จับใส่พระโอษฐ์
เป็นสำนวน มีความหมายตรงๆว่า อ้างเอาว่าเป็นพระดำรัสหรือพระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นพระดำรัสหรือพระธรรมที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ทั้งๆที่ในความจริง ไม่ใช่พระดำรัสของพระองค์ เป็นการทำให้ถ้อยคำที่ยกขึ้นมากล่าวนั้นเป็นที่เชื่อถือ หรือมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เช่น ที่หลวงตามาเทศน์เป็นพุทธพจน์หรือเปล่าฉันชักไม่แน่ใจ ฟังดูไม่ค่อยเป็นธรรมะเท่าไร สงสัยหลวงตาจะเอาคำของแกเองจับใส่พระโอษฐ์พระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ คำสอนที่เป็นภาษาบาลีบางคำเป็นของพระอรรถกถาจารย์ ผู้ที่ไม่ทราบก็อาจนำไปอ้างว่าเป็นคำของพระพุทธเจ้า เช่น เขายกสุภาษิตบทหนึ่งว่า "อิตฺถีนญฺจ ธนํ รูปํ ปุริสานํ วิชฺชา ธนํ ความงามเป็นทรัพย์ของสตรี ส่วนความรู้เป็นทรัพย์ของบุรุษ" มาพูดแล้วจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นพุทธพจน์ เราก็รู้ว่าไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า
ตู่พุทธพจน์
เป็นสำนวน แปลว่า อ้างพุทธพจน์ผิดๆถูกๆ คำว่า ตู่ หมายความว่า กล่าวอ้างหรือทึกทักเอาของผู้อื่นว่าเป็นของตน เช่น เสื้อของฉันวางทิ้งไว้คุณมาตู่ว่าเป็นของคุณได้หรือ ในสมัยก่อนมีการเล่นของเด็กกล่าวถึง ผู้ที่กล่าวอ้างผิดตัว ผู้ที่กล่าวถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือผู้ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่น่าจะมี ว่าเป็นคนขี้ตู่ และมีบทร้องว่า ขี้ตู่กลางนา ขี้ตาตุ๊กแก ขี้มูกยายแก่ ออระแร้ ออระชอน คนที่อ่านหนังสือไม่ตรงตามตัว หากอ่านสลับตัวหรืออ่านคำผิดเป็นคำที่มีรูปใกล้เคียงกัน เช่น อ่าน ตาว เป็น ดาว อ่าน มารค เป็น นาคร ก็เรียกว่า อ่านตู่ตัว เมื่อใช้ว่า ตู่พุทธพจน์ จึงหมายถึง การกล่าวอ้างพุทธพจน์ผิดๆ คำที่ไม่ใช่พุทธพจน์อ้างว่าเป็นพุทธพจน์ หรือนำพุทธพจน์มาอ้างอย่างไม่ถูกต้อง อาจอ้างผิดคำ หรือนำมาใช้ผิดความหมาย ก็เรียกว่า ตู่พุทธพจน์ เช่น มีพุทธพจน์ว่า อโรคฺยปรมา ลาภา หมายความว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง คนที่ไม่รู้จักภาษาบาลีดี มักจะใช้ว่า อโรคยาปรมา ลาภา อย่างนี้ก็เรียกว่าตู่พุทธพจน์ เพราะกล่าวคำบาลีที่เป็นพุทธพจน์ไม่ถูกต้อง หรือพุทธพจน์ว่า อตฺตนา โจทยตฺตานำ แปลว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง คนที่จำคำไม่ได้กล่าวผิดไปเป็น อตฺตโน โจทยาตานํ อย่างนี้ก็เรียกว่า ตู่พุทธพจน์
ร้อนผ้าเหลือง
หมายความว่า ต้องการสึกออกจากการเป็นสมณเพศไปเป็นฆราวาส เป็นอาการของพระภิกษุที่บวชมาได้ช่วงระยะหนึ่งแล้วเกิดความเบื่อหน่าย เดือดร้อนหรืออึดอัดไม่มีความปรารถนาที่จะดำรงสมณเพศต่อไป ไม่ต้องการครองผ้ากาสาวพัสตร์ รู้สึกว่าผ้าเหลืองที่ครองอยู่นั้นร้อน เรียกอาการที่เกิดแก่พระภิกษุดังกล่าวนี้ว่า ร้อนผ้าเหลือง