บทความ-สารคดี  
อักษรย่อ
โดย  สุดสงวน
ฉบับที่ 2741 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  1 พฤษภาคม  2550

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
อักษรย่อ


      "ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า ได้มีการใช้ถ้อยคำออกจะฟุ่มเฟือยและไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคน จึงมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ ..." พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพระราชทานปริญญาบัตร ๙ กรกฎาคม ๒๕๐๒


         คุณแม่คนหนึ่งโทรศัพท์มาปรึกษาว่า ลูกสาวต้องทำรายงานเกี่ยวกับอักษรย่อที่ใช้กันใหม่ๆในยุคปัจจุบัน เธอทำแต่หน้าที่แม่บ้าน ไม่มีเวลาอ่านข่าว ดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุมากพอ เธอว่า "สุดสงวน" จะช่วยทำทานให้หลานสาวเอาบุญได้ไหม
        "สุดสงวน" ก็เป็นครูภาษาไทยเก่า แม้จะลาออกจากราชการมา ๓๘ ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยทิ้งนิสัยความเป็นครู (ภาษาไทยที่รักยิ่ง) ตลอดมา จึงคิดว่า ถ้า "มองภาษา" ตอนนี้จะเป็นที่พึ่งของหลานสาวได้ก็จะปลื้มใจไม่มีวันลืมเลย
         อย่าว่าแต่คุณแม่บ้านหรือหลานสาวคู่นั้นเลย แม้คนที่ไม่ทิ้งวงการข่าวและประชาสัมพันธ์มาตลอด ๓๘ ปีอย่าง "สุดสงวน" ยังยากที่จะจดจำได้
         ทำไมต้องมีอักษรย่อ อักษรย่อมีมาตั้งแต่เมื่อไร คำถามนี้คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะใครๆก็ย่อมทราบว่า อักษรย่อมีไว้เพื่อใช้แทนชื่อเต็มที่อาจจำยาก อาจมีชื่อเต็มยาวๆ และคงจะมีมานานแล้ว เพื่อให้จำชื่อองค์กร สถาบัน สถานที่ ตำแหน่ง ฯลฯ ต่างๆได้ง่าย หรือไม่ต้องเรียกชื่อเต็มซ้ำๆซากๆให้สับสนและเสียเวลา จึงเป็นความจำเป็นที่ผู้ใช้ภาษาโดยทั่วไป ทั้งที่เป็นทางราชการและไม่เป็นทางการ ใช้อักษรย่อ และโดยทั่วไปแล้ว การใช้อักษรย่อ ก็มักจะประกาศให้ได้รับรู้ทั่วกัน เพื่อความเข้าใจได้ถูกต้องตรงกัน
         เนื่องจากว่าอักษรย่อนั้นมีมากมายและมีมานานแล้ว ที่รู้จักกันดีแล้ว ก็อาจจะเว้นไปก่อน ในที่นี้ จะขอรวบรวม (เปิดหนังสือพิมพ์และนึกจากความจำ) มาพอเป็นแนวทางเท่าที่จะรวบรวมได้ในเวลาอันสั้นและเท่าที่หน้ากระดาษคอลัมน์นี้จะอำนวย โดยขอเริ่มเอาจากช่วงการยึดอำนาจ (ซึ่งถ้าเรียกตามภาษาวิชาการทางการปกครอง อาจเรียกว่า "รัฐประหาร" แต่คนทั่วไปที่ไม่อ้างอิงตำราใดๆจะเรียกว่า "ปฏิวัติ") ของ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙" เป็นต้นมา (ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือเป็นที่ควรสนใจ ก็จะนำมากล่าวถึงเท่าที่จำเป็น เว้นแต่มีเสียงเรียกร้องจากผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่มีลูกหลานที่ต้องทำรายงานหรือเตรียมตัวสอบ หรือไปตอบแข่งขันต่างๆ อาจจำเป็นต้องรู้ ก็กรุณาบอกมา
"สุดสงวน" ยินดีจัดให้...)
         ขอเริ่มด้วยคำสำคัญ
         คปค. มีชื่อเต็มว่า "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" กำเนิดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตามประกาศคณะปฏิรูปฯฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ โดยมี พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานที่ปรึกษา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นหัวหน้า มีรองหัวหน้าคือ พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นรองหัวหน้าคณะฯ คนที่ ๑ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นรองหัวหน้าคณะฯคนที่ ๒ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นรองหัวหน้าคณะฯคนที่ ๓ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นเลขาธิการคณะฯ
         (ต่อมาเมื่อ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ เกษียณอายุราชการแล้ว ผู้ที่มาแทนคือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด)
         คมช. มีชื่อเต็มว่า "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" เป็นชื่อเรียกคณะบุคคลที่ทำการปฏิรูปฯ เมื่อมอบหมายการปกครองบ้านเมืองให้คณะรัฐมนตรี อันมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว คณะปฏิรูปฯก็เปลี่ยนสถานภาพ เป็น "คมช." โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน บุคคลคณะนี้มีหน้าที่ดูแลรักษาความมั่นคงของชาติ โดยคณะรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ด้านการบริหารราชการไป หน้าที่ไม่ก้าวก่ายกัน แต่ช่วยเหลือให้ความร่วมมือกันได้ อย่างที่ประธาน คมช.ให้สัมภาษณ์หลังการพบปะรับประทานอาหารกระชับความเข้าใจให้แน่นแฟ้นแล้วว่า ทั้งสององค์กรจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเหมือน "คอหอยกับลูกกระเดือก"
          (ในอดีต สมัยที่ "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นประธาน และมีนายกรัฐมนตรีชื่อ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ท่านเปรียบคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเหมือนหอย โดยคณะปฏิรูปฯเป็นเปลือกหอย)
          คตส. เป็นชื่อย่อของคณะกรรมการที่มีชื่อเต็มว่า "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" ซึ่งตั้งขึ้นตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ ๒๓ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๙ คณะกรรมการชุดนี้ เดิมอดีตผู้พิพากษานาม สวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน เมื่อท่านลาออกไป จึงมีอดีตผู้พิพากษาอาวุโสชื่อ นาม ยิ้มแย้ม เป็นประธานต่อมา มีกรรมการที่มีผู้รู้จักและสนับสนุนว่าเป็นคนโปร่งใสตรงไปตรงมา เป็นความหวังของสังคมในการปราบทุจริตคิดมิชอบต่อบ้านเมือง เช่นคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายกล้าณรงค์ จันทิก นายแก้วสรร อติโพธิ นายสัก กอแสงเรือง ฯลฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่วมด้วย มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
         กอ.รมน. มาจากนามเต็มว่า "กองอำนวยการรักษาความั่นคงภายใน" ความจริงองค์กรนี้มีมานานหลายปีแล้ว ปัจจุบันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (ผบ.ทบ.) เป็นผู้อำนวยการ มีหน้าที่ควบคุมดูแลการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ
         ส.ส.ร.เป็นคำย่อของ "คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ" เคยมีคณะกรรมการชื่อนี้มาก่อนแล้วก่อนปี ๒๕๔๐ ซึ่งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และขบวนการตามหน้าที่สำเร็จ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ส.ส.ร.ชุดนั้นก็หมดหน้าที่สลายไป เมื่อมีประกาศแต่งตั้งคณะใหม่ ตามขบวนการครั้งใหม่ ก็ยังใช้อักษรย่อเดิมได้ แต่เป็นคนละคณะกับคณะส.ส.ร.ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ และงดใช้เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
         ป.ป.ช. เป็นอักษรย่อชื่อเรียก "คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี แต่นายกฯอาจมอบหมายให้รองนายกฯหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบดูแลแทนก็ได้ เพื่อให้สามารถติดตามเอาผู้กระทำผิดต่อชาติบ้านเมืองมารับโทษให้ได้ ซึ่งเป็นงานที่แสนยากมาก จึงมีการกล่าวอย่างประชดเปรียบเปรยว่า จับเอามาลงโทษได้เพียง "ปลาซิวปลาสร้อย" อันหมายถึงว่า คนที่มีอำนาจในการกระทำทุจริตนั้นมีอำนาจและวิธีการเลี่ยงกฎหมายได้สนิทแนบเนียนมาก คนที่ป.ป.ช.สามารถนำมาลงโทษได้มักเป็นข้าราชการชั้นรองๆหรือชั้นผู้น้อยระดับไม่สำคัญ ซึ่งมิใช่ตัวการแท้จริงที่ออกคำสั่งหรือเป็นผู้ได้รับผลจากการกระทำทุจริตแท้จริง
         ปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปฯฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๙ โดยยังคงให้ดำเนินการปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ มาใช้ มีคณะกรรมการที่ตั้งใหม่คือ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานกรรมการ นายกล้าณรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาลัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี ครองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล เป็นกรรมการ
         แต่ก่อนที่จะมีองค์กรอิสระชื่อนี้ เคยมีการตั้งองค์กรชื่อว่า "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ" ซึ่งใช้อักษรย่อว่า "ป.ป.ป." ซึ่งมีผู้เห็นว่าเป็นการมุ่งปราบปรามและเอาผิดข้าราชการเป็นสำคัญ ครั้นพอพ้นราชการหรือลาออกไปก็ตามไปเอามารับโทษยาก และการทุจริตคิดมิชอบนั้นมิใช่มีแต่ข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการประจำซึ่งต้องทำตามคำสั่งของนักการเมือง จึงขยายขอบข่ายอำนาจเอาผิดให้มากขึ้น เรียกชื่อใหม่ว่า "ป.ป.ช."
         สนช. เป็นคำย่อสำหรับเรียก "สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาตามประกาศคณะปฏิรูปฯ (คปค.) เพื่อทำหน้าที่แทนรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ซึ่งถูกยุบไปตามประกาศ คปค. ปัจจุบันผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานคือ ศาสตราจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ มี พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ เป็นรองประธานคนที่ ๑ และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช เป็นรองประธานคนที่ ๒ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งตามที่ คปค.กราบบังคมทูล ปัจจุบัน มี นางสุวิมล ภูมิสิงหราช เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
         ความจริงแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติเคยมีมาก่อนแล้ว ตามความจำเป็นของเหตุการณ์ในบ้านเมือง ชุดที่โด่งดังมากคณะหนึ่งคือชุดที่ตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่ง ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากบุคคลทุกภาคส่วนในสังคมทั่วประเทศจำนวน ๓,๐๐๐ คน เนื่องจากมีสมาชิกจำนวนมาก เมื่อจะประชุมกันครั้งแรกเพื่อเลือกกันเองให้เหลือจำนวนหนึ่ง ต้องอาศัยอัฒจันทร์ที่สนามแข่งม้าราชตฤณมัยสมาคม หรือภาษาไม่เป็นทางราชการเรียกว่า สนามม้านางเลิ้ง เป็นที่ประชุม จึงถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "สภาสนามม้า" และกลุ่มบุคคลที่จับกลุ่มได้เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่มักนัดประชุมที่โรงแรมดุสิต ธานี ถนนพระรามสี่ ตรงข้ามสวนลุมพินี จึงได้รับฉายาว่า "กลุ่มดุสิต ๙๙" (เข้าใจว่ามี ๙๙ คนหรือ อาจจะมากกว่านั้นแต่ตั้งชื่อให้ดูขลังหรือเป็นมงคล)
         เคยมีคนถามว่า อักษรย่อ ครม.- รมต.-รมว.ฯลฯต่างกันอย่างไร ได้ตอบไปว่า ครม.หมายถึงชื่อเรียกรวม "คณะรัฐมนตรี" รมต. เป็นคำเรียกตัวรัฐมนตรีแต่ละคน อาจเป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้โดยที่
         รมว.หมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
         รมช.หมายถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
         ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะคล้ายๆรัฐมนตรีช่วยว่าการในสำนักนายกรัฐมนตรี คือช่วยกำกับดูแลงานในหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีตามที่นายกฯจะมอบหมาย และ (ดูเหมือน) อำนาจหน้าที่และสถานะไม่เท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง
         ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับอักษรย่อบางองค์กร บางสถาบันหรือบางตำแหน่ง ฯลฯ ที่น่านำมากล่าวถึงอีกต่อไป

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th