บทความ-สารคดี  
คำผิดซ้ำซาก (๒)
โดย  สุดสงวน
ฉบับที่ 2729 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  6 กุมภาพันธ์  2550

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
คำผิดซ้ำซาก ( ๒ )


          

คำไทยที่ใช้ บัน : บันดาลลงบันได บันทึกให้ดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง บันโดยบันโหยให้ บันเหินไปจากรวงรัง บันทึกถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแต่งตน คำบันนั้นฉงน ระวังปนกับ ร.หัน
         จากหนังสือ หลักภาษาไทย โดย กำชัย ทองหล่อ

ยังมีถ้อยคำอีกมากมายที่ผู้ใช้ภาษา โดยเฉพาะคนทำสื่อชอบใช้ตามๆกันไปโดยอาจจะไม่ทราบว่าเป็นคำผิดหรือไม่สมควร เพราะเห็นคนอื่นใช้ตามกันมา คำที่ใช้ผิดๆนี้ บางทีก็ได้ยินได้ฟังมานานเพราะคนริเริ่มใช้ผิด จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อมีคนใช้แล้วก็มีคนตามแห่ไป เลยใช้กันผิดๆต่อๆกันมา
         ถ้อยคำประเภทนี้มีตัวอย่างมาก ที่ผู้รู้หลายท่านย้ำให้แก้ไขให้ถูกต้อง แต่คนยังมีคนที่ไม่ใส่ใจ จำไปใช้ผิดๆ เช่น
         ใช้ ภาพพจน์ ในความหมายของคำที่ควรจะใช้ว่า ภาพลักษณ์ จินตภาพ ภาพมโนภาพ หรือจินตนาการ
         ใช้ถวายการต้อนรับ แทนที่จะใช้ว่า เฝ้ารับเสด็จ
ถ้อยคำนี้ผู้เขียนเพิ่งตระหนักว่ามีการใช้ผิดมานานเมื่อได้ชมภาพยนตร์ส่วนพระองค์เก่าๆที่มีผู้บรรยายไว้ว่า ถวายการต้อนรับŽ เข้าใจว่าผู้บรรยายเก่าๆบางท่าน อาจมิใช่ผู้สันทัดในการใช้ราชาศัพท์ จำเป็นต้องบรรยาย แต่ต่อมาในช่วงหลังๆมาจึงได้ยินว่าใช้ เฝ้ารับเสด็จŽ อย่างถูกต้อง คงมีท่านผู้รู้ได้ทักท้วงให้แก้ไขถูกต้อง
         ใช้กราบบังคมทูลถวายรายงาน หรือทูลถวายรายงานแทนที่จะใช้ว่า กราบบังคมทูล ทูล หรือ ทูลรายงาน (การถวายรายงาน นั้นน่าจะใช้ได้เมื่อนำเอา รายงาน ที่เป็นเอกสารเข้าไปถวายจริงๆ แต่การรายงานด้วยวาจาถึงความเป็นมาเป็นไปของงานที่พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จทรงเป็นประธาน ไม่น่าจะต้องใช้ว่า ทูลถวายรายงาน น่าจะเป็นเพียง กราบบังคมทูล กราบทูล หรือทูล โดยใช้คำขึ้นต้นว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูล...ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท (สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) ใช้ ขอพระราชทานกราบทูล...ทราบฝ่าละอองพระบาท (สำหรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใช้ ขอประทานกราบทูล...ทราบฝ่าพระบาทŽ สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์รองๆลงมา ฯลฯ
         หรืออย่างมีเพลงเพลงหนึ่งที่ร้องโต้ตอบกันว่า แม่ดอกโสนบานเช้า แล้วผู้ร้องโต้ตอบว่า พ่อดอกสะเดาบานเย็น ก็เลยมีคนรุ่นต่อๆมาร้องตามเช่นนั้นไป โดยทำให้สำนวนไทยเก่าๆที่ว่า ดอกโสนบานเช้า ดอกคัดเค้าบานเย็น เลือนไป คนรุ่นใหม่จึงไม่คุ้นกับสำนวนเดิมไป ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าธรรมชาติของดอกโสนและดอกคัดเค้าเป็นเช่นนั้น แต่ดอกสะเดานี่ไม่ทราบว่ากลิ่นเป็นอย่างไร บานตอนไหน จึงเอามาเปรียบเทียบกัน นึกถึงดอกสะเดาทีไรก็นึกถึงแต่เขาเอามาลวกกินกับปลาดุกย่างน้ำปลาหวานทุกที
         หรือในเพลง ค่าน้ำนม ซึ่งเป็นเพลงอมตะอีกเพลงหนึ่งของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน โดยเฉพาะตรงประโยคที่ว่า แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดแต่รักลูกปักดวงใจ   เมื่อมีคนเอาร้องใหม่ (โดยเฉพาะเอามาร้องประกอบโฆษณา ซึ่งเป็นการทำลายเพลงอย่างน่าตำหนิ ไม่ควรทำ ไม่ว่าคนที่รักษาลิขสิทธิ์หรือคนทำโฆษณา) คำว่า เกิดแต่ ที่คนเก่าใช้ในความหมายว่า จาก กลายมาเป็น เกิดจาก ไปอย่างที่เรียกว่าไม่เคารพวิญญาณครูเพลงเก่าเอาเสียเลย คนทุกวันนี้เลยแทบไม่รู้จักคำบุรพบท แต่ ที่แปลว่า จาก เสียแล้ว น่าเสียดายรสของคำไทยที่มีคำใช้ต่างๆกัน แม้คำว่า เกิดแต่ มีความหมายเดียวกับ เกิดจาก แต่ความไพเราะของคำจะไม่เหมือนกัน
         ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งว่า ปัญหาเฉพาะในด้านการรักษานี้มีหลายประการ...ปัญหาที่สาม คือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้...การบัญญัติศัพท์ใหม่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน จำเป็น แต่เป็นอันตราย...บางสิ่งบางอย่างเราต้องยอม บางสิ่งบางอย่างเราต้องคัดค้านอย่างเด็ดขาด... (พระราชดำรัสอภิปรายในการประชุมวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕)
         พูดถึงการเอาเพลงดังๆมาใช้ประกอบการโฆษณาแล้ว (ไม่ว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์จะอนุญาต หรือจะเพราะบริษัทโฆษณาเห็นแก่ได้ โดยรู้วิธีเลี่ยงกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ยกตัวอย่าง เพลงสุขกันเถอะเรา ของ  สุนทราภรณ์Ž ที่บริษัทโฆษณามักง่าย หากินทางลัดโดยเอามาใส่เนื้อทำเพลงโฆษณาร้านสุกียากี้ พยายามทำใจอย่างไรก็ไม่ซาบซึ้งอยากกินสุกียากี้ ตรงข้าม มีพวกที่รักเพลง สุนทราภรณ์ พยายามชักชวนกันว่า เราจะไม่ไปกินสุกียากี้ โดยเฉพาะยี่ห้อนี้ ดีไหม?... การไม่กินสุกียากี้ (โดยเฉพาะยี่ห้อนี้) เราไม่ตายแน่ๆ เพราะมีทางเลือกอีกมาก แต่เพลงที่เป็นอมตะต่างๆอย่างเพลง สุนทราภรณ์ นั้น ครูเอื้อ สุนทรสนาน และ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล (กับครูเพลงหลายๆท่าน) ที่จากไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาแต่งเพลงไพเราะงดงามให้เราได้ซาบซึ้งอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว ยิ่งภาษาที่เป็นภาษากวี อย่างที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล แต่งไว้มากมายนั้น หาได้ยากยิ่งแท้ๆในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนอยากพูดให้เกินเลยไปหน่อย (อย่างที่เรียกว่า เวอร์ หรือ โอเวอร์ ในภาษาวัยรุ่นสมัยใหม่) ว่า แม้ชาติหน้าตอนบ่ายๆจะหาได้อีกหรือไม่ ก็ยังสงสัย
         กงกำกงเกวียน เป็นสำนวนสมัยใหม่ที่คนใช้สักแต่ว่าได้ยินได้ฟังมาคล้ายอย่างนั้น ก็ว่าตามเขาไป โดยไม่ได้พิจารณาว่าสำนวนนี้มาจากสภาพความเป็นจริงของอะไร อย่างไร ทั้งๆที่สำนวนเก่าเขาพูดไว้ชัดเจนว่า กงเกวียนกำเกวียน ที่มีความหมายถึงว่า กง (วงส่วนนอกของล้อเกวียนหรือล้อของรถ) กับ กำ (ซี่ของล้อรถหรือล้อเกวียน ซึ่งเป็นส่วนที่จะยึดดุมของล้อรถหรือเกวียน ให้ยึดตรึงกับกง ให้แน่น) อันมีความหมายลึกซึ้งว่า ทั้งกงทั้งกำนั้นจะหมุนวนตามกันไปไม่มีสิ้นสุด เปรียบเสมือนว่าใครก่อเวรหรือทำกรรมใดๆไว้ ผลกรรมจะตามสนอง ประดุจกงกับกำของเกวียนที่จะติดตรึงกันไปตลอดกาล
         การใช้คำผิดๆนั้น บางครั้งก็ผิดโดยเจตนา เช่น ต้องการใช้คำหรือสำนวนแผลงๆเล่นๆ แต่พอมีคนได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังบ่อยๆเข้า ก็นำเอาไปใช้ต่อๆกันไป กลายเป็นผิดจากของเดิมไป เช่น
         ถอยหลังลงคลอง จากสำนวนเดิมว่า ถอยหลังเข้าคลอง ผิดโดยอนุมานเอาจากการจราจรสมัยปัจจุบันที่ใช้รถ ผิดกับสมัยก่อนที่ใช้เรือ ความหมายก็แผกไปเล็กน้อยสมัยก่อนเห็นว่า ถ้าพาเรือออกสู่แม่น้ำใหญ่ ท่าทางจะเป็นอันตราย ก็ให้ถอยเรือกลับเข้าไปในคลองเสียก่อน แต่สมัยใหม่หมายความว่าขืนถอยหลังไป ดีไม่ดีรถจะตกคลองเป็นอันตรายได้
         ระเบิดเถิดเทิง หรือ ระเบิดระเบ้อ จากสำนวนเดิมว่า ระเบิดเปิดเปิง ที่เป็นสำนวนที่แสดงว่าเตลิดไปใหญ่ไม่มีจุดหมาย กลายมาเป็นสนุกสนานอย่างมากในปัจจุบัน
         คนละเรื่องเดียวกัน สำนวนนี้ ถ้าเป็นสมัยก่อน ถูกครูภาษาไทยฟาดเอาแน่ๆ เพราะจะว่าอย่างไรก็แยกแยะกันไปเลย ปัจจุบันใช้กันเกร่อ เป็นความหมายเชิงประชดประชันกระทบกระเทียบนิดๆว่า ที่ว่าคนละเรื่องนั้น ที่แท้ก็เรื่องเดียวกันนั่นเอง
         ตกร่องปล่องชิ้น กลายมาจากของเดิมว่า ตกล่องปล่องชิ้นŽ ซึ่งมาจากลักษณะพื้นเรือนในบ้านไทยสมัยโบราณ ท่านจะทำเป็นช่องให้ของตกลอดลงไปได้เป็นที่เป็นทางความหมายเดิมว่า สามารถตกลงเห็นชอบด้วยกันทุกฝ่าย เช่น การไปขอลูกสาว ผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวเห็นชอบด้วยกันทั้งสองฝ่ายว่าควรจะเรียกสินสอดทองหมั้นกันแค่ไหน แต่งแล้วจะให้ไปอยู่บ้านไหน ฯลฯ แต่ทุกวันนี้พื้นบ้านไม่มีหรือพื้นบ้านมีก็ไม่ทำช่องไว้ คนรุ่นใหม่เลยรู้จักแต่ ร่อง ก็เลยใช้คำนี้
         สำนวนผิดๆอย่างนี้ เพื่อน ยามภาษา ซึ่งเป็นคนรักอ่าน ไทยรัฐ มากและอ่านเป็นประจำ จะบ่นให้ สุดสงวน ฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับการเมืองในหน้า ๓ จะมีสำนวนแปลกแปลงผิดจากของเก่าอยู่บ่อยๆ เพื่อน ยามภาษา จึงมักจะบ่นว่า นี่ถ้า ลุงผ่อง (รพินทร์ พันธุโรทัย) ยัง (เป็นคนตรวจคำผิด) อยู่อย่างในสมัยก่อน จะไม่ปล่อยออกมาอย่างนี้แน่นอน สุดสงวน ก็เป็นขาประจำเหมือนกัน ขอฟ้องผู้ใหญ่ในไทยรัฐ (ด้วยความรัก) ว่า ยามภาษา เขาบ่นมาดังนี้ มิได้แกล้งใส่ไคล้หรือมุสาวาทาแต่ประการใดจริงๆ
         เขียนมาตั้งยาวอย่างนี้ ก็ยังมีเรื่องบ่นอีกต่อไปหลายเรื่องอีกแน่นอน

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th