ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
แน่วแน่แก้ไขและยืนยันความถูกต้อง
|
คนเรามีโอกาสทำผิดและพลาดด้วยกันทั้งนั้น กล่าวเฉพาะวงการใช้ภาษา อาจจะผิดเพราะเข้าใจผิด ผิดเพราะได้ยินได้ฟังมาผิดๆหรือผิดเพราะความไม่รู้จริงและไม่ได้ใส่ใจค้นคว้าว่าที่จะพูด-จะอ่าน-จะเขียนนั้นมันถูกต้องหรือไม่-และที่ถูกต้องนั้นคืออย่างไร
เมื่อเรารู้ว่าเรื่องไหนผิดและพลาด จะด้วยเหตุใดก็ตาม เราควรจะบอกกล่าวช่วยกันแก้ไข และช่วยกันเผยแพร่กระจายไปให้รู้ทั่วว่า ที่ถูกต้องนั้นคืออย่างไร
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ค้างคาใจคนทั่วไปเสมอว่าคำประพันธ์บางเรื่องบางตอนเป็นของใคร คนโน้นคนนี้ บางทีเข้าใจผิดแล้วเผยแพร่ไปโดยความเข้าใจผิด เลยยิ่งแพร่ความเข้าใจผิดมากขึ้นไปอีก นานๆไป คนอาจเข้าใจว่าถูกไปเลย
ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร เราต้องช่วยกันเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
ช่วงที่เขียน มองภาษา ตอนนี้ เป็นช่วงเวลาใกล้จะถึงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติและประเทศไทยเป็นอเนกประการ จึงมักจะมีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอยู่หลากหลายแนว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอัญเชิญพระราชนิพนธ์ทั้งที่เป็นคำประพันธ์ในเรื่องต่างๆและที่มีผู้นำไปใส่ทำนองเป็นเพลงแล้วมาเผยแพร่
ในบรรดากิจกรรมหลากหลายเหล่านั้น มักจะมีการนำเพลงๆหนึ่งออกมาเผยแพร่ เพราะมีหลายคนเข้าใจว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ อยู่เสมอ นั่นคือบทกวีลักษณะกลอนหก ที่ว่า
เมืองใดไม่มีทหารหาญ เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า
เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้นไม่ช้าอับจน
เมืองใดไม่มีพาณิชเลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน
เมืองใดไร้ศิลป์โสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม
เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมืองนั้นไม่แคล้วคนหยาม
เมืองใดไม่มีนารีงาม เมืองนั้นสิ้นความภูมิใจ
เมืองใดไม่มีดนตรีเลิศ เมืองเมืองนั้นไม่เพริศพิสมัย
ใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย
เมื่อมีคนนำบทกวีนี้ไปใส่ทำนองเพลงเป็นลักษณะเพลงปลุกใจ คนก็ชอบเพราะจำเนื้อและทำนองได้ง่าย ที่สำคัญ มีคนจำคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ บางเรื่องบางตอนคล้ายๆอย่างนี้ เลยสรุปว่าเป็นพระราชนิพนธ์เสียเลย
มีหลายครั้งที่มีคนนำบทประพันธ์มากล่าวถึงและเอ่ยนามผู้ประพันธ์ผิดบ้างถูกบ้าง โดยเฉพาะบทประพันธ์ชิ้นนี้ สุดสงวน ได้รับทราบมาจากเพื่อน ยามภาษา หลายคนและหลายครั้งว่า ผู้แต่งที่แท้จริงคือ ถนอม อัครเศรณี ตอนที่แต่งบทประพันธ์นี้ใช้นามปากกาว่า อัครรักษ์ และบทประพันธ์ชิ้นนี้ ผู้เขียนให้ชื่อว่า หัวใจเมือง
ครั้งล่าสุดนี้ได้อ่านคอลัมน์ ร่มรื่นรมเยศ ของราชบัณฑิต ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ในมติชนฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ที่มีผู้ส่งสำเนาเอกสารเรื่องกลอนบทนี้ โดยผู้ใช้นามว่า บัว ศจิเสวี ที่เล่าไว้ในวารสาร มานวสาร ฉบับเดือนมกราคม-เมษายน ๒๕๔๙ ว่า คุณบัว ศจิเสวี ก็เคยเข้าใจว่ากลอนบทนี้เป็นพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ โดยเชื่อตาม หนังสือ สามมุข เคยนำไปลงและลงนามกำกับว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์ แต่พอลงไปแล้ว ก็มีผู้ทักท้วงคือ คุณถนัด นาวานุเคราะห์ ซึ่งเป็นนักเรียนมหาดเล็ก ทัก (คุณบัว ศจิเสวี-นักค้นคว้าและเล่าเรื่องเก่าๆที่มีความรู้ดีมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ พระราชวงศ์และวังต่างๆ-สุดสงวน) ว่าไม่ใช่พระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖
คนสำคัญยิ่งที่ยืนยันอย่างมั่นคงว่าบทกลอนเรื่อง หัวใจเมือง ไม่ใช่บทพระราชนิพนธ์ก็คือ ถนอม อัครเศรณี ที่เขียนเรื่องไปยืนยันกับ อิงอร (เข้าใจว่าคือ ศักดเกษม หุตาคม นักประพันธ์สำนวนหวาน ผู้ใช้นามปากกา อิงอร) ดังข้อความที่มีชื่อลงท้ายข้อเขียนว่า ถนอม อัครเศรณี เล่าว่า
ต่อมาอีกไม่นาน ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับหนังสือและผลงานของนักเขียน ผมได้รับการติดต่อให้เขียนหนึ่งชิ้น โดยขอให้เป็นลายมือของผมเอง ผมเห็นกลอน หัวใจเมือง ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงเขียนส่งไป
ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๒๐ อยู่ๆผมก็ตกใจเมื่อได้ยินเพลงออกอากาศทางโทรทัศน์และสถานีวิทยุทหารลั่นไปหมด ที่ตกใจเพราะคำร้องของเพลงนี้ขึ้นต้นว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า พระราชนิพนธ์
อิงอรเพื่อนรัก คิดดูเอาก็แล้วกัน ถ้าเพื่อนฝูงเป็นตัวผมจะรู้สึกอย่างไร ผมมิได้นิ่งนอนใจ ติดต่อแจ้งให้อาแจ๋วทราบ (เข้าใจว่าเป็น ครูแจ๋ว-สง่า อารัมภีร-สุดสงวน) และขอให้แก้ความเข้าใจของประชาชนคนฟังเสียให้ถูกต้อง อาแจ๋วก็รับจะเขียนชี้แจงใน ฟ้าเมืองไทย ให้ พร้อมกับปรารภว่า ไม่รู้เทปเพลงนี้ออกอากาศได้อย่างไร ผมก็บอกให้อาแจ๋วทำหนังสือแจ้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุนั้นๆทราบความจริงเสียแต่ต้น ซึ่งอาแจ๋วก็รับคำ
ต่อมาปีแล้วปีเล่า ผมก็ยังได้ยินเพลงนี้เป็นครั้งคราว แต่ในระยะหลังจะได้ยินเฉพาะ คำร้องที่เป็นกลอนของผม มาไม่สบายใจหนักเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ เป็นวาระคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผมได้ยินสยามานุสสติ ยกกลอน บทดังกล่าว ระบุว่าสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า พระราชนิพนธ์ พร้อมอ่านกลอนดังกล่าวแต่ต้นจนจบ
เพื่อนฝูงคิดดูเถิด บทกลอนของผมเปรียบได้เพียงเศษธุลี เป็นละอองธุลีพระบาทของพระราชนิพนธ์ในพระองค์ท่าน เมื่อเหตุการณ์ทำให้ประชาชนเกิดความสำคัญผิดพลาดเช่นนี้ ขืนเพิกเฉยไปก็เท่ากับผมปล่อยให้ราคี เกิดขึ้นแปดเปื้อนแก่พระราชนิพนธ์ในพระองค์ท่าน ด้วยความมิบังควรเช่นนั้นละหรือ
นี่คือความผิดพลาดที่นักสื่อมวลชนควรได้รับรู้และตระหนักว่า การเผยแพร่ข่าวสารต่างๆนั้น ถ้าไม่รู้จริงและมีหลักฐานยืนยันความถูกต้องที่แท้จริง ก็อาจมีโอกาสเผยแพร่สิ่ง (ที่ตน) เข้าใจผิดต่อๆไปเรื่อยๆ แม้เรื่องนี้เจ้าของบทประพันธ์ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้น) ก็ยังมีการเผยแพร่ผิดซ้ำซาก เพราะผู้เผยแพร่เข้าใจเอาเอง
ถ้าผู้ประพันธ์สิ้นชีวิตไปแล้วและไม่มีใครทำความจริงเรื่องนี้ให้ปรากฏ ก็คงจะเป็นรอยตำหนิในวงการต่อไปไม่สิ้นสูญ ผู้ค้นคว้าพระราชประวัติและพระราชนิพนธ์ก็คงหาไม่พบว่าเป็นพระราชนิพนธ์มาจากเรื่องใด อย่างไร อย่างที่ มองภาษา เคยยกบทกวีที่หาไม่ ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของบทประพันธ์ที่แท้จริง มาให้ช่วยกันค้นหาเจ้าของที่แท้จริงอยู่เสมอ
สุดสงวน เองก็เคยยกบทประพันธ์หรืออ้างอิงอะไรผิดพลาดบ้าง ดีที่ยังมีผู้อ่านที่ทรงคุณภาพช่วยกันติติง-ทักท้วง-แก้ไข ทั้งนี้มิได้หวังจับผิดให้เสียหน้าหรือมีเจตนาร้ายแต่อย่างใด ตรงข้ามกลับเป็นการช่วยกันอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ภาษาของไทยให้ถูกต้องดีงามอย่างจริงใจ
ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ บางคนก็อาจเห็นว่าไม่สำคัญ แต่ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าเราพบก็ควรจะแก้ไขให้ถูกต้อง คนที่มาอ่านพบ-ได้ยินได้ฟัง จะได้ไม่จำสิ่งที่ผิดๆไป ซึ่งอาจจะไปเผยแพร่ผิดๆต่อๆไปอีก เป็นอันตรายแท้ๆ
ผู้เขียนชอบอ่านข้อเขียนของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ซึ่งทำอะไรดีๆได้หลายๆอย่างนอกจากเขียนหนังสือ เขายังทำหนังสือได้รับความสำเร็จไม่น้อย แนะนำร้านอาหารจนมีชื่อติดอันดับ แต่งเพลงก็ได้ดี เขียนเรื่องเกี่ยวกับวงการที่เขาเคยคลุกคลีได้ดีเพราะมีข้อมูลตรงเป็นส่วนมาก เสียดายอย่างเดียวที่เวลาอ้างชื่อคนหรือบทประพันธ์มีบ้างบางครั้งที่อ้างผิดพลาด ซึ่งผู้เขียนโทษว่าเพราะเขามีเวลาตรวจสอบความถูกต้องน้อยในฐานะหนังสือพิมพ์รายวันและอาศัยข้อมูลจากความทรงจำเก่าๆ เลยผิดพลาดไปบ้าง อย่างน่าเสียดาย
อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้เขาอ้างถึงโคลงบทหนึ่งที่ผู้แต่งเพลง (ครูไสล ไกรเลิศ) นำบทโคลงจาก นิราศนรินทร์ ของ นายนรินทรธิเบศร กวีผู้มีฝีมือเยี่ยมคนหนึ่งสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มาขึ้นนำเพลงในชุดผู้ชนะสิบทิศ (ดูเหมือนจะชื่อเพลง ยอดพธูเมืองแปร เพราะขึ้นต้นเพลงดังนี้ ยอดพธูเมืองแปร ช่างสวยแท้งามเด่น งามเหมือนหนึ่งจันทร์เพ็ญสมเป็นยอดนารี... ถ้าผู้เขียนจำผิดก็ขออภัย และท่านผู้รู้โปรดบอกกล่าวแก้ไขมาด้วย)
เผอิญตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ ผู้เขียนหาหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (ที่ลงโคลงผิดพลาดเล็กน้อย) ไม่พบ จึงขอลงแต่บทกวีที่ถูกต้องดังนี้
โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ
เกรงเทพไท้ธรณินทร์ ลอบกล้ำ
ฝากลมเลื่อนโฉมบิน บนเล่า นะแม่
ลมจักชายชักช้ำ ชอกเนื้อเรียมสงวน
บทกลอนเก่าๆนั้น ถ้าจำมาผิดๆ ลอกมาผิดๆ หรือคนพิมพ์ พิมพ์ผิดจากที่กวีเก่าๆท่านผจงแต่งไว้ ความหมายอันลึกซึ้งของถ้อยคำอาจเปลี่ยนไปได้ อาจทำให้บทประพันธ์ด้อยค่าลงไปด้วยอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น การอ้างอิงหรือลอกบทกวีเก่าๆมา (หรือแม้ของใหม่ๆปัจจุบันก็ตาม) จึงไม่ควรใช้ความจำของผู้เขียนอย่างเดียว ควรเปิดตำรับตำราหรือถกแถลงถามไถ่ผู้รู้ที่แท้จริงช่วยยืนยันให้ถูกต้อง สมบัติหรือมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ จักได้ยืนยงเป็นสิ่งทรงคุณค่าของชาติต่อๆไป ตราบนานเท่านาน 