บทความ-สารคดี  
เชิญ อัญเชิญ นิมนต์ อาราธนา
โดย  กาญจนา นาคสกุล
ฉบับที่ 2724 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  2 มกราคม  2550

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
เชิญ อัญเชิญ นิมนต์ อาราธนา

เชิญ แปลว่า แสดงความปรารถนาด้วยถ้อยคำที่สุภาพ หรือถ้อยคำกับท่าทางที่สุภาพอ่อนน้อม เพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งมาหรือไปที่ใดที่หนึ่ง หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เขาส่งการ์ดไปเชิญมิตรสหายและผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมงานวันเกิดอายุ ๙๐ ปีของมารดา คุณพ่อโทรศัพท์เชิญเพื่อนๆให้มาร่วมงานวันเกิดของท่าน เจ้าภาพเชิญประธานในพิธีให้กล่าวคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาว เมื่อเราไปถึงห้องท่านอธิบดีก็มีเจ้าหน้าที่มาเชิญให้เราเข้าไปรอในห้องรับรอง มีเสียงประกาศเชิญผู้ที่มาติดต่อทำบัตรประชาชนให้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตามหมายเลข นอกจากนี้ คำว่า เชิญ ยังใช้เป็นคำอนุญาตที่กล่าวอย่างสุภาพให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น เชิญคุณตามสบายนะคะ ขอให้คิดว่าเป็นบ้านของคุณเองแล้วกัน และอาจใช้ในลักษณะประชดก็ได้ เช่น เขาอยากจะไปหัวหกก้นขวิดที่ไหนก็เชิญเลย ฉันไม่สนใจด้วยแล้ว
           อัญเชิญ มีความหมายหนึ่งเหมือนกับคำว่า เชิญ แต่เป็นคำที่ถือว่า ไพเราะ สูงส่ง และสุภาพกว่าคำว่า เชิญ จึงใช้ในราชาศัพท์ เช่น ผู้จัดงานมีความปรารถนาจะกราบบังคมทูลอัญเชิญเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งให้เสด็จมาทรงเปิดงาน พระองค์ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรางวัลตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญของท่านนายกสมาคมฯ นอกจากนี้อัญเชิญ ยังใช้ในความหมายว่า นำ พา ยก เมื่อใช้กับสิ่งที่เคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง เช่น เจ้าหน้าที่อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบก รัฐบาลอัญเชิญพระธาตุจากประเทศจีนมาให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา
           นิมนต์ เป็นคำกริยาที่มาจากภาษาบาลีว่า นิมนฺต แปลว่า เชิญ ใช้กับการเชิญพระภิกษุ หรือสามเณร เช่น พระมาถึงหน้าบ้านแล้วนิมนต์ท่านรับบิณฑบาตด้วย เราจะทำบุญบ้านเธอไปนิมนต์พระภิกษุ ๙ รูป ให้มาฉันเพลที่บ้านเราวันอาทิตย์หน้านะ คำกล่าวเชิญพระภิกษุ สามเณรก็ใช้คำว่านิมนต์ เช่น พระคุณเจ้ามาถึงแล้ว นิมนต์ขึ้นบนเรือนเถอะเจ้าค่ะ
         อาราธนา เป็นคำกริยา ที่มาจากคำภาษาบาลีว่า อารธนา แปลว่า เชื้อเชิญ ใช้สำหรับการเชื้อเชิญพระภิกษุ สามเณรให้แสดงธรรม บทอาราธนาที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปรู้จักและใช้อยู่เป็นประจำ ได้แก่ บทอาราธนาศีล บทอาราธนาธรรม และบทอาราธนาพระปริตร
อาราธนาศีล หมายถึง การกล่าวคำขอให้พระภิกษุให้ศีล แต่ก่อนให้ศีลพระภิกษุจะกล่าวนำให้ไตรสรณคมณ์ด้วย เป็นวิธีการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่พระภิกษุจะไม่ให้ศีลหรือธรรมแก่ผู้ที่มิได้ขอ เมื่อต้องการจะถือศีล พุทธศาสนิกชนจึงต้องกล่าวคำขอให้พระให้ศีล เมื่อต้องการฟังธรรมก็ต้องกล่าวคำขอธรรม เมื่อต้องการให้พระสวดพระปริตรก็ต้องกล่าวคำขอ คำอาราธนา ศีลเป็นคำภาษาบาลี มีข้อความว่า มยํ ภนฺเต วิสํ วิสํ รกฺขนตถาย ติสรเณน สห ปญฺจสีลานิยาจาม อ่านว่า มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปันจะสีลานิ ยาจามะ แปลว่า ข้าแต่พระภิกษุผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอซึ่งศีล ๕ ข้อ พร้อมทั้งพระรัตนตรัยเพื่อประโยชน์แก่การถือเป็นสรณะ
         การกล่าวขอศีลต้องกล่าวซ้ำกัน ๓ ครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าต้องการถือศีลอย่างแน่วแน่มั่นคง การถือศีล หมายถึง การรักษาศีล การระวังตนไม่ให้กระทำผิดข้อห้ามของศีล เมื่อพระภิกษุกล่าวนำศีลเพื่อให้ถือมั่นว่าจะไม่กระทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ซึ่งจะเป็นศีล ๕ ข้อ หรือ ๘ ข้อ ตามที่กล่าวขอนั้นแล้ว ผู้ที่ขอศีลกล่าวตามเป็นการยืนยันว่าจะปฏิบัติตามคำข้อห้ามนั้นๆ ผู้ขอศีลต้องแปลศีลให้เข้าใจ ต้องรู้ว่าศีลนั้นมีเนื้อความว่าอะไรจะได้ปฏิบัติตามได้ถูกต้อง การปฏิบัติตามศีลที่ขอถือ คือ การละเว้นการกระทำผิดทางกายและทางวาจา ศีล ๕ กล่าวถึงสิ่งที่ต้องละเว้น ๕ ประการ ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติผิดลูกผิดเมียผู้อื่น การไม่กล่าวคำเท็จ และการไม่ดื่มเครื่องดองของเมา ศีล ๘ กล่าวถึงสิ่งที่ต้องละเว้น ๘ ประการ เพิ่มจากศีล ๕ อีก ๓ ประการ คือ การไม่กินอาหารในเวลาวิกาล การไม่ดูการละเล่นไม่ใช้เครื่องหอม และการไม่นอนที่นอนสูง
         อาราธนาธรรม หมายถึง การกล่าวคำเชิญหรือขอให้พระภิกษุเทศน์ หรือแสดงธรรมนั่นเอง คำกล่าวอาราธนาธรรม เป็นคำภาษาบาลีว่า พฺรหมา จ โลกา ธิปติ สหมฺปติ กตฺอญฺชลี อนฺ ธิวรํ อยาจถ สนฺตีธ สตฺตาปปรชกฺขชาติกา เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํฯ อ่านว่า พฺรัมมา จะ โลกา ทิปะติ สะหัมปะติ กัตอันชะลี อันทิวะรัง อะยาจะถะ สันตีทะ สัตตาปะ ปะระชักขะชาติ กา เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง แปลว่า ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นอธิบดีแห่งโลก ได้อัญชลีทูลขอวิงวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐว่า สัตว์ผู้มีธุลีน้อยในดวงตาในโลกมีอยู่น้อย ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์ด้วยเถิด
         ในการทำบุญ จะมีการสวดมนต์บทพระธารณะปริตรคาถา ซึ่งเป็นบทสรรเสริญพระพุทธคุณอย่างย่อสั้นแต่สมบูรณ์ เจ้าของบ้านจะกล่าวคำอาราธนาพระปริตร ซึ่งเป็นภาษาบาลีว่า วิปตฺติ ปติพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา สพฺพทุกฺขวินาสาย ปริตฺตํ ภรูถ มงฺคลํ อ่านว่า วิปัตติ ปะติพาหายะ สับพะสัมปัตติสิดทิยา สับพะทุกขะวินาสายะ ปะริตตัง พฺรูถะ มังคะลัง ผู้ขอให้พระภิกษุสวดบทพระปริตร กล่าวบทอาราธนานี้ ๓ ครั้ง โดยเปลี่ยนคำว่า ทุกฺข (ทุกขะ) เป็น ภย (ภะยะ) ในบทที่ ๒ และเปลี่ยนเป็นโรค (โรคะ) ในบทที่ ๓ บทอาราธนานี้มีความหมายว่า ขอพระสงฆ์ทั้งหลายจงสวดบทพระปริตรอันเป็นมงคลเพื่อป้องกันความวิบัติเพื่อความสำเร็จในสมบัติทั้งปวง และเพื่อให้ทุกข์ทั้งปวงพินาศไป เพื่อให้ภัยทั้งปวงพินาศไปเพื่อให้โรคทั้งปวงพินาศไป

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th