ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
...ภาระหน้าที่หลักในการเรียบเรียงพจนานุกรมฉบับนี้จึงอยู่ที่ว่า จะบันทึกคำและคำจำกัดความได้มากและตรงกับที่ใช้ในชีวิต ตรงกับความเป็นจริงเท่าใด อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ทางคณะผู้จัดทำจะละเลยความถูกต้องของความหมายคำศัพท์นั้น ตรงกันข้าม ความถูกต้องย่อมเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง-ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรมฉบับใด แต่การพยายามกำหนดหรือวางเกณฑ์มาตรฐานเป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก กล่าวคือ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับท่าทีในการคัดเลือกคำและให้นิยามความหมายของศัพท์ต่างๆเหล่านั้น-คำนำ พจนานุกรมฉบับมติชน-ฉบับพิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม ๒๕๔๗
ผู้รู้หรือนักปราชญ์ทางภาษาเตือนให้สำเหนียกอยู่เสมอว่า ภาษา (ที่ยังไม่ตาย) ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งนักอนุรักษ์อย่าง สุดสงวน กับ เพื่อนๆ ยามภาษา ทั้งหลายก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น
ในตอนนี้ ขอยกตัวอย่างบางคำหรือพยางค์ที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความหมายยังคงเหมือนเดิม หรือถ้อยคำคงเดิม แต่ความหมายเปลี่ยน ก็มี เท่าที่จะนึกได้
คำแรก ที่เพื่อน ยามภาษา ปรารภคือคำว่า ห้วง (เวลา) ที่นักสื่อสารมวลชนนำมาใช้ แทนคำเดิมๆที่เรามักจะใช้ว่า ช่วง (เวลา)
สมัยก่อนนั้น เมื่อใช้ว่า ห้วง เรามักจะนึกถึง อาณาบริเวณ ที่ (เสมือน) วังน้ำอันกว้างใหญ่ แม้จะหมายถึง ระยะ หรือ ตอน บ้าง ก็มีใช้น้อย ส่วนมากมักนึกเปรียบเทียบกับห้วงน้ำ อย่างนวนิยายเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของนักประพันธ์ (นักการเมือง นักประวัติศาสตรร์ นักแต่งบทละคร ฯลฯ) นาม หลวงวิจิตรวาทการ ชื่อ ห้วงรัก-เหวลึก
หรือหนังสือสารคดีเชิงปรัชญาอันเลื่องชื่อของ นักปราชญ์ ศิลปินแห่งชาติ นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง ฯลฯ คนสำคัญของชาติอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชื่อ ห้วงมหรรณพ ซึ่งตีพิมพ์ซ้ำหลายๆครั้งมาแล้ว แต่เนื้อหายังทันสมัยอย่างที่เรียกว่า อกาลิโก คือไม่จำกัดกาลเวลา หรือไม่ล้าสมัย
ประโยคเก่าๆที่เราเคยใช้ว่า ในช่วงเดือนก่อนนี้ หรือ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้ นักสื่อสารมวลชนยุคใหม่ จะใช้ว่า ในห้วงเดือนก่อนนี้ หรือ ในห้วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเพื่อน ยามภาษา ของ สุดสงวน หลายคน ยังบ่นว่าไม่คุ้นเคยเลย เพราะได้ยินคำว่า ห้วง คราวใด ก็นึกถึง ห้วงน้ำ ทุกที
คำที่สอง คือ ก่อนหน้า ซึ่งไม่ทราบที่มาเหมือนกันว่าใครริเริ่มใช้เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร สมัยก่อน เราคุ้นแต่คำว่า เมื่อก่อนนี้ ก่อนหน้านี้ ในอดีต (แถมบางคนยังเติมว่า อดีตที่ผ่านมา อีก คล้ายๆว่า อดีต ยังมีที่มาไม่ถึง...ก็มี...?)
หรือบางครั้งเราจะได้มีการกล่าวเท้าความกล่าวจำเพาะเจาะจงลงไปว่า ก่อนหน้าที่จะมี...(การปฏิวัติครั้งนี้) เราได้ยินข่าวลือมาก่อนเป็นระยะๆ... อะไรที่ชัดเจนทำนองนี้ ไม่ค่อยจะมี ข้อความที่ไม่ชัดเจนอย่าง ก่อนหน้า เฉยๆอย่างนี้มาก่อน
คำที่สามที่ผู้เขียนสังเกตได้คือ ภาคส่วน ที่มีใช้กันมากในไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่ามาจาก sector ที่นักธุรกิจ-นักวิชาการ-นักการเมืองหัวนอกทั้งหลายนึกถึงคำไทยแล้วไม่ถึงใจ-ไม่สะใจ-ไม่ โดนใจ
เพราะใช้ว่า หลายส่วน ก็ดูเหมือนเป็นการแบ่งแยก หรือจะใช้ว่า ภาค ก็อาจจะคิดไปไกลถึงสถานที่ทางภูมิศาสตร์หรือภูมิภาค
จะใช้ เหล่า-ตอน-ท่อน-ข้อ-ชิ้น-ช่วง-มาตรา-หมวด-หมู่-หน่วย-กลุ่ม-ประเภท-วงการ-ฯลฯ ก็ออกจะเกรงว่าไม่ตรงกับความหมายที่ต้องการจะพูด เกรงจะไปคล้าย section เข้าไปอีก
เมื่อยังไม่มีศัพท์บัญญัติที่ตรงใจก็เลยใช้คำซ้อน ทั้ง ภาค และ ส่วน รวมกัน เหมือนในอดีตที่เรามักใช้รวมๆกัน เช่น อิทธิ กับ ฤทธิ์ เป็น อิทธิฤทธิ์ หรือ วัด กับ อาราม เป็น วัด (วา) อาราม ชี้ กับ แจง เป็น ชี้แจง (แล้วทุกวันนี้ นักพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ อาจแยกเอา ชี้ กับ แจง มาใช้แยกๆกัน ก็ได้ความดี)
ถ้าผู้เขียนเข้าใจผิดหรือสังเกตผิด ท่านผู้รู้กรุณาชี้แนะด้วยเถิด เพื่อเป็นวิทยาทาน (ซึ่งพระท่านว่าเหนือการให้ -ทาน- ทั้งปวง ก็ที่เขียนเป็นอักษรแบบไทยๆว่า สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ)
นอกจากนี้ ปัจจุบัน ยังมีคำหรือข้อความที่มีลักษณะเป็นแสลงหรือภาษาพูด ที่เผยแพร่กันมากในสื่อยุคใหม่ โดยข้อความคงเดิม แต่ความหมายเปลี่ยน ผู้เขียนจะขอยกมาจากหนังสือพิมพ์เท่าที่พอหาได้ขณะที่เขียนนี้ เช่น
ตีปี๊บ ความหมายใหม่คือ ประกาศ ป่าวร้อง โฆษณา อวด
ถอนขนห่าน ความหมายใหม่คือ การเก็บภาษีอากร บางทีก็อาจใช้ภาษาที่เจ็บแสบกระแทกกระทั้น กระทบกระเทียบ แดกดันว่า รีดเลือดปู หรือ รีดเลือดกับปู (แทนความเต็มว่า รีดเลือดเอากับปู หรือที่ถูก รีดเลือดเอาจากปู)
เชือดแพะ ในที่นี้ความหมายคือ ลงโทษบางคนเป็นตัวอย่าง มาจากสำนวนไทยที่ว่า เชือดแพะ (เอาเลือดมา) บูชายัญ โดยความจริงผู้นั้น อาจไม่ใช่ผู้ที่ทำผิดโดยตรง
ขึงพืด รุมสับ มาจากข่าวพนักงานองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) พากันสวมเสื้อดำประท้วงคณะกรรมการองค์การฯ (บอร์ด) และให้ปลดรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การฯ เมื่อมีการประชุมชี้แจงก็กล่าวโจมตี ให้ข่าวต่อต้าน เรียกร้องให้ลาออก ข่าวว่าในระหว่างที่รักษาการ ผอ.ตอบข้อข้องใจและชี้แจง มีการซักไซ้อย่างดุเดือดเข้มข้นสลับกับการส่งเสียงโห่ร้องแนวขับไล่ให้ลาออก (สำนวนของ โพสต์ทูเดย์ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙)
ยิ่งรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้มากำกับดูแลองค์การฯนี้ กลับถูก ชำแหละ คือกล่าวหาในทางไม่ดีอย่างมากมาย เหตุมาจากที่ถูกพนักงานหาว่ารัฐมนตรีที่กำกับดูแลมา ล้วงลูก มากเกินไป คือลงมาสั่งการให้ปฏิบัติอย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งๆที่หน้าที่ของรัฐมนตรีควรจะเพียงดูแลด้านนโยบายการทำงานให้เป็นไปในแนวทางที่วางไว้เท่านั้น นี่คือสำเนียงที่ว่ารัฐมนตรี ล้วงลูก
ยิงหมัด (เข้าตรงแสกหน้า) มาจากข่าวว่าในการตอบข้อข้องใจของสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หมายความว่านายกรัฐมนตรีถูกผู้สื่อข่าวถามตรง (อย่างไม่ไว้หน้า...?)
อุ้ม จากความหมายที่ดี เช่น โอบอุ้ม อุ้มชู ฯลฯ กลายเป็นความหมายที่น่าสยดสยองในหลายปีที่ผ่านมา โดยหมายถึงการที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาพาตัวใครสักคน (หรือหลายคน) พาหายไป แล้วมามีใครพบเห็นบุคคลที่ว่า ถูกอุ้ม นั้นอีก เช่น กรณีที่นายตำรวจใหญ่ให้ลูกน้องนำตัวแม่ค้าเพชรและลูกหายไปจนคนไปพบซากรถถูกเผา หรือที่โด่งดังไปทั่วโลกคือกรณีทนายความที่ต่อสู้เพื่อผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกอุ้ม หายไปหลายปี โดยไร้ร่องรอย
แต่ก็ยังมีความหมายที่ดี (แต่มีสำเนียงค่อนข้างเยาะเย้ยเสียดสี) ว่า เป็นการช่วยเหลือไม่ให้ถูกกระทำ เช่น รัฐมนตรีเห็นว่าอธิบดีที่ดูแลการเก็บภาษีอากรไม่ได้เก็บภาษีจากคนดังระดับชาติ (ระดับโลกด้วย) เมื่อมีการค้าขายหุ้นเป็นรายได้เป็นพันเป็นหมื่นล้าน รัฐมนตรีบอกว่าอธิบดีคนนั้นไม่ได้ทำผิด คนก็หาว่ารัฐมนตรี อุ้ม อธิบดี
แต่ก็ยังไม่น่าอบอุ่น (หรือหวาดเสียว?) เท่ากรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวบันเทิงบอกว่านางเอกสาวสวย ถูกอ้ม เข้าโรงแรมอะไรทำนองนั้น ซึ่ง (เพี้ยง) ขอให้เป็นเพียงข่าว โปรโมท (โฆษณา) หนังหรือละครเท่านั้นเถิด เพราะเพียงข่าวเช่นนี้ ก็เหยียบย่ำหัวใจวัฒนธรรมอันดีของไทยอยู่ไม่น้อยแล้ว
คลื่นใต้น้ำ เป็นคำที่มาจากปรากฏการณ์จริงทางภูมิศาสตร์และทางธรรมชาติ แล้วมามีความหมายที่สองอันหมายถึงปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมที่มีกันอย่างลึกลับ (ซับซ้อน) อยู่ และยังไม่ปรากฏชัดแจ้งออกมาทีเดียว ก็เลยกลายเป็นเรื่องทำนองข่าวลือ หรือข่าวลวงหรือข่าวปล่อยหรือความเป็นจริง (??) ที่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองยังไม่กล้าประกาศยกเลิกประกาศ (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๗) ใช้กฎหมายว่าด้วยบ้านเมืองอยู่ในภาวะฉุกเฉิน หรือยังคงใช้กฎอัยการศึก ห้ามการจัดกิจกรรมหรือชุมนุมทางการเมืองในที่สาธารณะเกิน ๕ คน
ภาษาทำนองนี้ ยังมีที่น่าสนใจ น่าสนุกๆอีกมาก การติดตามภาษาที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งเรื่องการพูด-การเขียน-หรือความหมายนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในภาษาของเรา ภาษาของโลก ไม่ล้าหลังใครๆ เพราะไม่เช่นนั้น เราก็อาจถูกเยาวชนารุ่นใหม่ใช้ว่า
ไปอยู่หลังเขามาหรือลุ้ง ไม่ตามเทรนด์ซะบ้างเลย หรืออะไรอีกมากที่คนรุ่นเก่าฟังแล้วได้แต่อ้าปากหวอ ตาค้าง เหมือนคุณป้าบอกว่า ทำไมเด็กสาวๆสวยๆต้องใส่เสื้อคอกระเช้าโชว์เต้าออกทีวี หรือพ่อแม่เขาเห็นดีเห็นงามไปด้วย...