ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
ภาษาไทยนับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นไทยของเรา ภาษาไทยมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน โดยเฉพาะภาษาเขียนนั้น มีภาษาต่างประเทศเข้ามาปะปนอยู่มาก ทั้งภาษาบาลี สันสกฤต มอญ เขมร จีน อาหรับและภาษาฝรั่ง ฯลฯ บางคำเราก็ออกเสียงตามสำเนียงเดิมของเขา บางคำก็นำมาปรับใช้ให้เข้ากับลิ้นของเรา บางคำเราก็อ่านตามหลัก บางคำเราก็อ่านตามความนิยม หรือบางคำก็อ่านทั้งตามหลักและตามความนิยม...แต่โดยทั่วไปแล้ว เราควรจะยึดหลักไว้ก่อน คำนำในหนังสือ อ่านอย่างไรและเขียนอย่างไร ของราชบัณฑิตยสถาน
เมื่อครั้งยังเยาวเรศรุ่นเจริญศรี อาจารย์คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง บรรณาธิการสตรีสารเคยจัด สโมสรปรียา ให้พวกเราเยาวชนที่เป็นนักอ่าน นักเขียน นักคิด นักกิจกรรมแห่งนิตยสาร ดรุณสาร ได้มีที่มาพบปะร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ปัญญา ทำให้เราที่แม้บางคนจะไม่ได้มีโอกาสพบหน้าตาหรือร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน แต่ความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนร่วมสโมสรเดียวกัน บรรยากาศสำนักงานสตรีสารที่ถนนอุณากรรณ เยื้องๆศาลาเฉลิมกรุง ก็คงฝังใจจำมาร่วม ๕๐ ปี
มิตรเก่าอย่าง คุณโอภาส เสวกุล ที่ยังคงให้ความเป็นมิตรที่ดีและในฐานะคนที่ห่วงการใช้ภาษาไทยด้วยกัน ยังคงส่งความคิดเห็นมาแลกเปลี่ยน แทนความคิดถึงธรรมดาอยู่ตลอดมา การเสวนาด้วยสื่อสารทางไกลคราวนี้ คุณโอภาสมีคำมาแลกเปลี่ยนความเห็นหลายคำอย่างเคย ทั้งยังเป็นการเตือนกลายๆให้ผู้เขียนสำนึกว่า คำบางคำที่เราเข้าใจโดยปริยายว่าน่าจะหมายความอย่างหนึ่ง แท้จริงแล้วมีความหมายที่ตรงกว่านั้นอีกต่างหาก...ก็มีบ่อยๆ ซึ่งทำให้ผู้เขียนต้องระมัดระวังให้มากขึ้น เพื่อผู้อ่านจะได้ความรู้ความคิดที่ถูกต้องที่สุด
หนึ่ง-คุณโอภาสเริ่มเปิดการเสวนาด้วยข้อความจากคอลัมน์หนึ่งในสกุลไทยเรา ที่ว่า ขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายปริญญา นั้น เห็นด้วยว่าถ้าใช้ว่า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูลเกล้าฯถวายปริญญา ดูเข้าทีดีกว่ามาก
สอง-ในคอลัมน์ มองภาษา คราวก่อน ที่ สุดสงวน ยกตัวอย่างว่า มีพระบรมราชโองการ นั้น คำว่า พระบรมราชโองการ น่าจะมีความหมายตรงกับ คำสั่ง มากกว่าที่สุดสงวนแปลว่า ประกาศ นั้นเห็นด้วย เพราะพจนานุกรมให้ความหมาย โองการ ไว้ว่า คำศักดิ์สิทธิ์ เช่น โองการแช่งน้ำ ถ้าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากพระดำรัสสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า พระราชโองการ หรือพระบรมราชโองการ (ตอนเขียนนั้น ผู้เขียนมัวแต่นึกถึงข้อความทำนองที่ว่า จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า...)
สาม-จากตัวอย่างใน มองภาษา เช่นกัน คำว่า ทรงพระราชวิจารณ์ ผู้เขียนให้ความหมายว่า ให้ความเห็น นั้น คุณโอภาสช่วยคิดว่า จะใช้ว่า พระบรมราชวินิจฉัย หรือ พระราชวินิจฉัย จะได้หรือไม่ (เพราะสองคำนั้น หนังสือราชาศัพท์ของสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติให้ความหมายว่า คำวินิจฉัย การวินิจฉัย ไว้
ในทัศนะของ สุดสงวน ว่าน่าจะไม่ตรงทีเดียว เพราะคำว่า วิจารณ์ นั้น หมายถึง พิจารณา ติชม (ตามพจนานุกรมฉบับมติชน และตามความเข้าใจของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเป็น คำตัดสิน อย่างที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ไว้ เพราะถ้าเป็น คำตัดสิน น่าจะตรงกับ วิพากษ์ หรือ พิพากษา)
ยกตัวอย่าง เมื่อเราวิจารณ์หนังสือหรือศิลปกรรมใดๆ เราเพียงแสดงความเห็นของเราว่าตรงไหนดี ตรงไหนไม่ดี หรือพูดให้ถูกว่า เราชอบหรือไม่ชอบตรงไหนบ้าง ไม่ใช่คำตัดสินว่าสิ่งที่เราวิจารณ์นั้นดีหรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่
แต่ถ้าเป็น วิพากษ์ หรือ พิพากษา หรือ วินิจฉัย ต้องว่าตามหลักเกณฑ์ที่มีระเบียบแบบแผน ใช้หลักฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมประกอบตามหลักวิชา เพื่อให้การวินิจฉัยหรือคำตัดสินออกมาตรงตามหลักฐานที่เป็นจริง จะอคติหรือเอนเอียงเพราะความนิยม-ชมชอบส่วนตัวหรือตามอิฏฐารมณ์ (พึงพอใจ)-อนิฏฐารมณ์ (ไม่พึงพอใจ) ส่วนตัว (อย่างที่วิจารณ์หรือพิจารณา) ทั่วๆไปไม่ได้ เพราะคำวิจารณ์นั้น ขึ้นอยู่กับ ความหยั่งรู้ หรือ ญาณ ของแต่ละคน ที่เขาเรียกว่า วิจารณญาณ)
และ วินิจฉัย นั้น ตรงกับ ตัดสิน ชี้ขาด ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ที่ออกจะเป็นทางการมากกว่าวิจารณ์
สี่-ที่ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประทานปริญญาบัตรและประทานโอวาท นั้น เป็นการใช้ราชาศัพท์ที่ผิดดังที่เราเคยกล่าวถึงแล้วหลายครั้ง และตามตำรับตำราหรือเป็นการใช้ราชาศัพท์ที่ผิดดังที่เราเคยกล่าวถึงแล้วหลายครั้ง และตามตำรับตำราหรือหลักเกณฑ์การใช้ราชาศัพท์กับพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์นั้น
มีแต่ สมเด็จพระสังฆราช (ส่วน สมเด็จพระสังฆราชเจ้า นั้น ต้องใช้อยู่แล้ว) เท่านั้นที่ให้ใช้ราชาศัพท์ระดับเดียวกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า เช่น ประทาน บรรทม เสด็จ เสวย ประทับ ฯลฯ
เรื่องนี้เป็นความไม่เข้าใจและไม่เอาใจใส่หรือความเข้าใจผิดของผู้ส่งข่าว (เช่น ประชาสัมพันธ์บริษัท หรือโรงแรม หรือตัวเจ้าของงาน) หรือผู้เขียนคำบรรยายภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นห่วง เกรงว่าจะใช้ราชาศัพท์ผิด เลยต้องใช้ให้สูงไว้ก่อน ทั้งๆที่พระคุณเจ้าทั้งหลายท่านมิได้มีส่วนรับรู้รับทราบด้วยเลย คนไม่รู้อาจเข้าใจผิดๆและนึกตำหนิผิดๆไปด้วยก็ได้ การใช้ราชาศัพท์ผิดๆนั้น นับว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อย
ห้า-คำว่า ราชันย์ ที่มีใช้กันผิดๆ โดยเข้าใจว่า หมายถึง พระราชา หรือ พระมหากษัตริย์ นั้น ผู้ที่เอาใจใส่ในการใช้ภาษาทั่วไป ไม่ค่อยจะใช้ผิดกันหรอก มีแต่ผู้ที่สักแต่ว่า เห็นเขาใช้ เขาเขียน เขาพูด ก็ใช้กับเขาบ้าง คิดว่าคำนี้ดูโก้ดี
ทั้งๆที่ผู้รู้ต่างเข้าใจดีว่า คำว่า ราชันย์ หมายถึง เชื้อกษัตริย์ ส่วนคำที่หมายถึงองค์ พระราชา หรือ พระมหากษัตริย์ นั้น ก็เขียนว่า ราชัน ธรรมดาๆอย่างนี้เท่านั้น สุดสงวน เห็นใจคุณโอภาสที่พบคำที่ใช้กันผิดๆน่ารำคาญแม้คำง่ายๆ สื่อที่ใช้ก็ควรเปิดดูตำรับตำรา มิใช่คิดหรือใช้โดยไม่ไตร่ตรองใดๆ
หก-ที่คุณโอภาสคิดว่าน่าจะใช้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา นั้น น่าจะถูกต้องกว่าที่สื่อบางสำนักใช้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา แน่นอน
เจ็ด-อาจารย์อำพล สุวรรณธาดา อาจารย์ภาษาไทยดีเด่นคนหนึ่ง ซึ่งเป็น ยามภาษา เจ้าประจำคนหนึ่งของเรา ขอร่วมเสวนามาจากบ้านเมืองทองธานีว่า
ที่ผู้เขียนเคยเรียนท่านผู้อ่านถึงนามปูชนียาจารย์ด้านภาษาไทยและกวีคนสำคัญที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร นอกจาก พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้แต่งตำราภาษาไทยที่เป็นแบบฉบับการเรียนการสอนภาษาไทยคือ มูลบทบรรกิจ วาหนิติกร (บางตำราว่า วาหนิติ์นิกร?) อักษรประโยค สังโยคพิธาน พิศาลการันต์ ไวพจน์ประพันธ์ (บางตำราก็ว่า ไวพจน์พิจารณ์) อนันตวิภาค ฯลฯ คนที่มีชีวิตอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ แล้ว
ยังมี พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) (พ.ศ. ๒๔๒๔-๒๔๖๖) ผู้แต่งประวัติวรรณคดีไทย และอิลราชคำฉันท์ อันเป็นวรรณคดีชั้นเยี่ยมอีกเล่มหนึ่ง
แล้วยังมีอีกท่านหนึ่ง คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (กมล สาลักษณ) ซึ่งมีตำแหน่งอาลักษณ์ และที่น่าจดจำยิ่งคือท่านเป็นบิดาของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) น่าเสียดายที่ยังหา ปีเกิด และปีที่ท่านจากไปยังไม่พบในตอนนี้
แสดงว่า พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน) นั้น เรียกตามโบราณว่า อนุชาตบุตร คือ บุตรที่ดีเสมอบิดา โดยที่ท่านรับราชการดี มีความดีความชอบได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อย่างเดียวกับบิดาหรือเท่าเทียมบิดาหรือชาติตระกูล (ถ้าได้ดีกว่าบิดาหรือชาติตระกูล เรียกว่า อภิชาตบุตร และถ้าต่ำกว่าบิดาหรือชาติตระกูล เรียกว่า อวชาตบุตร)
ตอนนี้เรียนให้ทราบว่าพบแล้ว ๓ คน (คราวก่อนนี้เล่าว่ามี ๒ คน) ท่านผู้อื่นมีอะไรที่จะเล่าสู่กันฟังเยี่ยงนี้ กรุณาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน) บ้าง จักขอบคุณยิ่ง
ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่ ยามภาษา เสวนามาอีกหลายคน หลายเรื่อง แต่กินหน้ากระดาษยาวพอควรแล้ว ที่เหลือควรยกไปเสวนาคราวหน้า