ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
...มีคุณธรรมข้อหนึ่งที่สำคัญซึ่งท่านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ คือความสัตย์สุจริต ประเทศบ้านเมืองจะวัฒนาถาวรอยู่ได้ ก็ย่อมอาศัยความสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน ท่านทั้งหลายจะออกไปรับราชการก็ดี หรือประกอบกิจการงานส่วนตัวก็ดี ขอให้มั่นอยู่ในคุณธรรมทั้งสามประการคือ สุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชน และสุจริตต่อหน้าที่ท่านจึงจะเป็นผู้ที่ควรแก่การสรรเสริญของมวลชนทั่วไป-พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๗
เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เสนอแก้ปัญหาการปกครองในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าน่าจะอนุญาตให้ใช้ภาษายาวีเป็นภาษาราชการได้อีกภาษาหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความสำนึกในความเป็นชาติและภาษาได้ว่า การที่เรามีภาษาประจำชาติเป็นภาษาไทยของเราเอง เราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่นที่จะถูกผู้ปกครองบังคับให้ใช้ภาษาของเขาเป็นภาษาทางราชการด้วย
(ขอแทรกไว้ตรงนี้ เพื่อเป็นหลักฐาน ใครไม่ทราบก็ควรทราบไว้ด้วยว่า ที่มีการปรับตัวอักษรไทยในสมัย จอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๘๖ นั้น เพราะญี่ปุ่นมหามิตรที่เข้ามาเต็มเมืองไทยแล้ว เสนอว่าควรใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาทางราชการควบคู่กับภาษาไทยไปด้วย จอมพล ป.พิบูลสงครามจึงกระซิบกับท่านนักปราชญ์ราชบัณฑิตทางภาษาของเราหลายท่าน ให้ปรับวิธีสะกดการันต์ให้ดูง่ายขึ้นไม่สลับซับซ้อนมาก เพื่ออ้างว่าภาษาไทยก็เขียน-อ่านได้ไม่ยาก...นี่คือเบื้องหลังของการตัดตัวอักษรไทยให้เหลือน้อยลง และปรับการสะกดการันต์ใหม่ ทำให้คนไทยที่ไม่รู้เบื้องหลังด่านายกรัฐมนตรีคนนั้นตลอดมาเป็นเวลายาวนาน จากปากของนักปราชญ์ทางภาษาของท่านหนึ่งในจำนวนหลายท่านที่ช่วยกันจัดการวิเทโศบายของชาติทางด้านวัฒนธรรมคือ ศาสตราจารย์พระวรเวทย์พิสิฐ เป็นผู้เล่าให้พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ฟังในช่วงปี ๒๔๙๙-๒๕๐๒ ที่เป็นช่วงท้ายชีวิตของท่าน)
นอกจากนั้น เรามีคนที่มีเชื้อชาติไทยโดยรวม ใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาราชการตลอดมาและเราก็เข้าใจกันมาแต่บรรพกาล เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้ภาษาอื่นหลายภาษาเป็นภาษาราชการอย่างบางประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือสิงคโปร์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยเรานั้นมีอัจฉริยลักษณ์เป็นของตัวเองหลายประการ เรามีตัวอักษรของเราเอง มีตัวเลขที่เป็นสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของเราเอง มีวรรณยุกต์ทั้งรูปและเสียง ซึ่งเราสามารถเขียนถ่ายทอดเสียงให้เหมือนภาษาอื่นได้ใกล้เคียงภาษาเดิมของเขามากที่สุด นอกจากนั้น แต่ละท้องถิ่นของเรา เราก็มีภาษาถิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และมีอิสระในการใช้ภาษาของท้องถิ่นตามความนิยมของถิ่นของตนๆ
แต่เมื่อเป็นภาษาที่ใช้ทางราชการ เราก็จะใช้ภาษากลางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คล้ายๆที่รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับบัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ ราชอาณาจักรฉันใด ภาษาไทยก็ฉันนั้น
ภาษาราชการหรือที่พูดให้ยาวเพื่อความเข้าใจง่ายๆก็คือภาษากลางที่เราใช้ในการสื่อสารที่เป็นทางการหรือในระบบราชการ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ภาษาที่ใช้ในแต่ละประเทศ ก็ย่อมมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน และภาษาเขียนก็ยังมีทั้งเขียนเป็นทางการ (หรือที่ใช้ในระบบราชการ) ภาษาที่ใช้กึ่งทางการ กับภาษาเขียนที่ไม่เป็นทางการ
ปัจจุบันนี้ คนที่ใช้ภาษามีความสับสนในการใช้ภาษาว่าเมื่อไรจะใช้ภาษาที่เป็นทางการ เมื่อไรจะใช้ภาษากึ่งทางการ เมื่อไรจะใช้ภาษาพูด ดังจะเห็นได้จากนักเขียนยุคใหม่ ที่ใช้ภาษาพูดในที่ที่ควรใช้ภาษาเขียน หรือใช้ภาษาเขียนในที่ที่ควรใช้ภาษาพูดปะปนกันไปไม่เป็นระเบียบ
ผู้เขียนบังเอิญเป็นครูภาษาไทย ออกจากราชการก็ใช้ภาษาในการประชาสัมพันธ์และการพูด การเขียน เมื่อใดที่ไปเป็นกรรมการตัดสินการพูด (กล่าวสุนทรพจน์) หรือการประกวดเรียงความหรือบทกวี ก็จะเห็นข้อที่ควรคำนึงในการใช้ภาษามาเล่าสู่กันฟังเสมอ
ประกอบกับเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินประกวดสุนทรพจน์อุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ ๗ ประจำปี ๒๕๔๙ ซึ่งสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้จัดประกวด จึงได้เกร็ดการใช้ภาษามาเล่าในคราวนี้ โดยขอยกมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า ภาษาที่ใช้เป็นทาง (ราช) การ กับภาษาพูดที่คนเราทั่วๆไปใช้นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร
ตัวอย่างที่ ๑ ขอยกตัวอย่างที่ปัจจุบันที่สุด ที่คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ที่สุดคือภาษาราชการใช้ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับและโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับล่าสุด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และโปรดเกล้าฯพระราชทานลงมา ให้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ หรือฉบับที่เรียกว่าฉบับประชาชนหรือฉบับสมบูรณ์มากที่สุด (ก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองฯจะยึดอำนาจ และให้เลิกใช้ตามประเพณีการ ปฏิวัติ หรือ รัฐประหาร ตามภาษาทางรัฐศาสตร์ ถ้าทำการยึดอำนาจสำเร็จ แต่ถ้ายึดอำนาจไม่สำเร็จเขาเรียกว่า กบฎ ในประวัติการเมืองไทย มี รัฐประหาร สองครั้งที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครอง คือเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กับครั้งนี้ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙) ใช้เป็นบรรทัดฐานว่า ฯ...ทรงเป็นประมุข อย่างนี้
แต่ภาษาที่คนทั่วไปหรือสื่อมวลชนที่ไม่เอาใจใส่การใช้ภาษาที่ถูกต้องชอบพูดว่า ฯ...อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข บ้าง ฯ...ทรงเป็นองค์พระประมุข บ้าง ฯ...เป็นประมุข เฉยๆบ้าง ดังจะเห็นได้อย่างน่ารำคาญเมื่อคืนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา สื่อมวลชนใช้กันให้เปรอะไปหมด แม้ พล.ต.ประพาส ศกุนตนาค จะพยายามออกเสียงชัดเจนว่า ทรงเป็นประมุข เพียงไร
ตัวอย่างที่ ๒ ภาษาราชการใช้ว่า หม่อมราชวงศ์ ภาษาพูดตามความนิยมที่ถูกต้องคือ คุณ หรือ คุณชาย หรือ คุณหญิง แต่ภาษาพูดที่พูดกันทั่วไปและสื่อมวลชนชอบใช้คือ หม่อม โดยสรุปเอาง่ายเข้าว่า หรือความสะดวกปากเรียกเอง
คำเรียกนี้ เรียกกันผิดๆมานาน แม้เจ้าของชื่ออย่าง หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ท่านเคยปรารภมานาน ทั้งพูดทั้งเขียน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครยอมเรียก คงเป็น หม่อมพี่ หรือหม่อมเสนีย์ (ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช) หม่อมน้องหรือหม่อมคึกฤทธิ์ (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) หม่อมถนัดศรี (ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์) หม่อมเต่า (ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล) หม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) ฯลฯ ทั้งๆที่ภาษาพูดที่ถูกต้องควรเรียก คุณ หรือ คุณชาย (และ คุณหญิง สำหรับหม่อมราชวงศ์หญิง)
ภาษาราชการใช้ว่า หม่อมหลวง ภาษาพูดที่ถูกต้องน่าจะใช้ว่า คุณ แต่สื่อมวลชนทั่วไปและประชาชนที่ไม่ใคร่ได้เอาใจใส่ความถูกต้อง ก็จะเรียกว่า หม่อม ตามสบายปาก เช่น หม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) หม่อมตวง (ม.ล.ตวง สนิทวงศ์) เป็นต้น
ส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกพระนามหม่อมเจ้าและพระองค์เจ้า ได้เขียนไว้แล้วในตอน คำใกล้เคียงฯ (ลงพิมพ์ฉบับวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๙)
ยังมีภาษาที่ใช้เป็นทางการและภาษาที่ใช้เป็นภาษาพูดมาเล่าสู่กันอ่าน ในตอนหน้า (ภาษาที่ใช้ในสุนทรพจน์)