บทความ-สารคดี  
ภาษาที่ใช้ในสุนทรพจน์
โดย  สุดสงวน
ฉบับที่ 2713 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  17 ตุลาคม  2549

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา

 

ภาษาที่ใช้ในสุนทรพจน์

        คนไทยเรามีโชคดีที่มีภาษาที่มีลักษณะพิเศษอยู่สองสามประการไม่แพ้ภาษาใดในโลก ประการหนึ่งเรามีการออกเสียง มีอักขรวิธีที่สามารถทำเสียงได้มากมาย จนกระทั่งกล่าวได้ว่า เกือบไม่มีภาษาใดในโลกนี้ที่เราไม่สามารถจะเขียนเลียนเสียงได้ด้วยตัวอักษรไทยของเรา นับว่าเป็นสมบัติที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง...อีกข้อก็คือคำไทยเราเป็นคำสั้นๆง่ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้ ประโยชน์ในข้อที่สามคือการที่เราสามารถสร้างคำขึ้นมาใหม่โดยเอาคำสองหรือสามคำมาต่อกันเข้าทำให้ได้คำ ซึ่งมีความหมายที่แปลกออกไปจากเดิม นับว่าเป็นสมบัติที่ดียิ่งของภาษาไทยŽ ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ อภิปราย ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๒

ผู้เขียนไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินการประกวดสุนทรพจน์มา ได้เกร็ดเกี่ยวกับการใช้ภาษา ซึ่งได้เขียนไปแล้วบางส่วนในตอนที่แล้ว ว่าควรใช้ภาษาราชการคล้ายภาษาเขียนหรือภาษาเรียงความ ไม่ควรใช้ภาษาพูด (ที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานใช้ว่า ปากŽ) เพราะคำเหล่านั้นเป็นคำที่เรียกว่า สแลง
         แต่ขอเน้นว่าการกล่าวสุนทรพจน์ ไม่น่าจะเป็นการอ่านให้คนฟังฟัง เพราะวิธีการนั้นฟังแล้วแห้งแล้งไม่เป็นธรรมชาติ คนฟังแล้วไม่จับใจ เพราะเหมือนขาดความจริงใจ
         ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างภาษาที่ใช้เป็นทางการกับภาษาพูดมาเปรียบเทียบให้เห็นโดยเกร็ดที่ผู้เขียนบันทึกย่อๆไว้ จากการเป็นกรรมการ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๙ ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
         ๑. คำเรียกพระนามและชื่อต่างๆ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ควรใช้ ในหลวง พ่อหลวง พระพ่อ พ่อ (ของเรา) ฯลฯ อย่างที่พูดกันเองกันไม่เป็นทางการและไม่ใช่การกล่าวต่อสาธารณะ (พ่อของแผ่นดิน นั้นก็ใช้ได้ แต่ควรใช้ในทำนองว่า พระองค์ทรงเป็นเสมือนพ่อแห่งแผ่นดินŽ ทำนองนี้มากกว่า) ประโยคที่ไม่เป็นจริงที่สุดเช่น เราต่างมีพ่อองค์เดียวกัน ไม่น่าใช้อย่างยิ่ง เพราะ เรา ไม่ใช่ เจ้านาย (ภาษาพูด ถ้าเป็นภาษาทางราชการใช้ว่า พระบรมวงศานุวงศ์Ž)
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ไม่ควรใช้ว่า พระราชินี พระแม่เจ้า แม่ (ของเรา) (แม่แห่งแผ่นดิน หรือ แม่ของแผ่นดิน อาจใช้ได้ แต่ควรเป็นลักษณะเปรียบเทียบเช่นเดียวกับพระเจ้าอยู่หัว)
         การที่มีคนแต่งเพลงก็ดี มีการกล่าวในที่สาธารณะก็ดี เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า พ่อ หรือ แม่ (ของเรา) หรือเรียก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีว่า สมเด็จย่า ก็ดี คนสมัยก่อนท่านถือว่าเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเสมือนเป็นการลดพระเกียรติยศหรือพระฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ท่านลงมาแล้ว ยังเสมือนเป็นการยกตนของเราสามัญชนขึ้นไปเทียบเคียงพระบรมวงศ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะ ทูลกระหม่อม เจ้าฟ้า ทั้งสี่พระองค์
แม้จะรู้ว่า ทุกคนไม่มีความคิดเช่นนั้นในหัวใจแม้แต่นิดเดียว นอกจากความจงรักภักดีอย่างยิ่งและจริงใจ หวังแสดงความรักและเทิดทูนเท่านั้นก็ตาม
         ๒. คำกริยาราชาศัพท์ที่ใช้ โดยเฉพาะคำกริยาราชาศัพท์ที่ใช้ ทรง นำหน้านั้นควรจำว่ามี ๔ ลักษณะ คือใช้
   -ใช้ ทรง นำหน้าคำนามสามัญ ก็จะกลายเป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงม้า ทรงรถ ทรงปืน ทรงศีล (รับศีล) ทรงธรรม (ฟังเทศน์)
   -ใช้ ทรง นำหน้าคำกริยาสามัญ ก็จะกลายเป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงฟัง ทรงยินดี ทรงขอบใจ (ต่อประชาชนทั่วไป) ทรงขอบพระทัย (แก่พระราชวงศ์ที่ระดับต่ำกว่าหรือเท่ากัน)
   -ใช้ ทรง นำหน้าคำนามที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว ก็จะกลายเป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงพระอักษรหรือทรงพระ (ราช) นิพนธ์ (อ่านหรือเขียนหนังสือ)
   -ห้ามใช้ ทรง นำหน้าคำกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น ตรัส เสด็จ เสวย บรรทม ประพาส (ไป เที่ยว) ประภาษ (พูด) ประทับ (นั่ง) โปรด ผนวช ประชวร ฯลฯ
    ในกรณีที่ ๔ นี้มีผิดเสมอๆ
         ๓. คำบุรพบท ควรใช้ให้เหมาะเช่น ถวายแด่ พระราชทานแก่ (ไม่ควรมีคำว่า ให้ - ให้แก่ ให้กับ แถมมาอีก) มีพระราชดำรัสต่อ (หรือ แก่) ทรงมีพระ (ราช) ปฏิสันฐานกับ เกิดประโยชน์แก่ (แต่ใช้ว่า กับŽ)
         ๔. ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือยและกำกวม เช่น ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทŽ ควรเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ตามรอยพระยุคลบาท และ แทบเบื้องพระยุคลบาท
         ตามแนวพระราชดำริ (แปลว่า ทำตามแนวคิด) ทำตามพระราชดำรัส (แปลว่า ทำตามคำพูด ที่พูด)
มีความสามัคคี มีสามัคคีธรรม ตามหลักแห่งความสามัคคี ตามหลักสามัคคีธรรม (ไม่ใช่ความสามัคคีธรรม) มีสันติภาพ มีสันติ (ไม่ใช่ มีความสันติภาพ)
ไม่เติมคำเข้ามาโดยไม่จำเป็น เช่น เท่านั้น เมื่อวานนี้ ราคา ๓ บาทเท่านั้น (ไม่จำเป็นต้องมีพยางค์ เอง ต่อท้าย
         เรื่องนี้ (ไม่จำเป็นต้องมีพยางค์ นั้นŽ ต่อให้รำคาญอีก บางคนใช้คำว่า นั้นŽ ต่อท้ายประโยคโดยไม่จำเป็น และน่ารำคาญ
         ๕. การยกคำประพันธ์มาประกอบ ต้องบอกที่มาและชื่อผู้เขียน นอกจากเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าของบทประพันธ์แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงที่มาจากการค้นคว้าหรือความเป็นผู้รู้ของคนพูด ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความหนักแน่นในการอ้างอิง ถ้าไม่บอกว่าเป็นของใครหรือมาจากไหน คนก็จะเข้าใจว่าคนพูด (หรือเขียน) เป็นผู้แต่งเอง
ที่ไม่เป็นผลดียิ่งไปกว่านั้นคือ ยกคำประพันธ์มาผิดๆ แต่งเองผิดฉันทลักษณ์ และที่น่าตำหนิคือเอาคำประพันธ์ของผู้มีชื่อเสียง (ยิ่งเป็นพระนิพนธ์หรือพระราชนิพนธ์) แล้วมาสวมหรือรวมกับที่ตนแต่งเอง เมื่อกรรมการได้ฟังและรู้ที่มาแล้ว ทำให้การอ้างอิงของผู้กล่าวสุนทรพจน์ไม่มีน้ำหนัก ไม่น่าเชื่อถือต่อไป
ถ้าไม่รู้ที่มาหรือไม่รู้ว่าเป็นงานของใคร อาจจะอ้างว่า ผู้รู้ -กวี นักปราชญ์ -ผู้ หนึ่งกล่าว (หรือแต่ง) ไว้ว่า...
นอกจากนั้น ที่แย่ที่สุดคือยกบทประพันธ์มาไม่เข้ากับเรื่องที่พูด เช่น ยกพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก (ซึ่งควรจะเน้นประกอบเรื่องความอดทน) ไปประกอบเรื่องความสามัคคี
         ๖. ใช้คำหรือข้อความที่ไม่สมจริง เช่น คนเราทุกคนย่อมต้อง...ทุกคนต่างเห็นว่า..ทุกๆคน ย่อม (ต้อง)...ไม่มีใครเลยที่จะ...
ด้านการพูด มีข้อที่กรรมการตำหนิร่วมกันดังนี้ เช่น
         ๑. พูดควบกล้ำไม่ชัดเจน เป็นการตัดคะแนนอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะกล้ำด้วย ร-เรือ ในขณะที่ การพูดกล้ำ ล-ลิงไม่ได้ยิ่งไม่ควรได้รับรางวัลที่สุด
         ๒. อยู่ๆก็ขึ้นต้นประโยค หรือข้อความว่า ครับ หรือ ค่ะ หรือแทรกกลางประโยคด้วย นะครับ นะคะ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการกล่าวสุนทรพจน์ที่ดี แต่เป็นวิธีการของนักอ่านข่าวและพิธีกรทางวิทยุ-โทรทัศน์ที่น่าเบื่อที่สุด
        ๓. พูดเสียงสูงๆต่ำๆ เหมือนเล่นละครทางวิทยุหรือโทรทัศน์ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการกล่าวสุนทรพจน์
         ๔. ออกเสียงเน้นโดยไม่จำเป็น ทำให้เสียงวรรณยุกต์เพี้ยน เช่น พ่อ แม่ ที่เป็นคำเสียงโท กลายเป็นเสียงตรี (พ้อ แม้...) หรือออกเสียงไม่เป็นธรรมชาติ เช่น เน้นตรงที่ไม่ควรเน้น (มันเป็นอะไรที่...เน้นตรงที่ อะ จนน่าเกลียด) ดิฉัน เป็น ดิชั้น (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสรรพนาม ผม กระผม ดิฉัน ฯลฯ ในการกล่าวสุนทรพจน์)
         ๕. บางคนมีภาษากาย เช่น ออกไม้ออกมือประกอบด้วย ทำให้เหมือนการโต้วาที การโฆษณา การหาเสียง การกล่าวคำปลุกใจ บางคนก็มีการพยักพเยิดและยิ้มเกินความจำเป็น ทำให้เสียคะแนนบุคลิกภาพอย่างน่าเสียดาย
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เก็บมาจากการเป็นกรรมการประกวดสุนทรพจน์ การประกวดเช่นนี้ มีองค์กรต่างๆจัดอยู่เป็นประจำ คนที่ได้ฝึกกล่าวสุนทรพจน์บ่อยๆนั้น มักจะทำให้มีบุคลิกที่ดี มีความมั่นใจในตนเอง มีสมาธิในการพูดและเป็นผลพลอยได้ทำให้การใช้ภาษาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนที่สนใจจะเป็นนักพูด เป็นพิธีกร เป็นผู้อ่านข่าว ฯลฯ น่าจะนำเอาไปคิดและปฏิบัติ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างคาดไม่ถึง

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th