ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า ได้มีการใช้ถ้อยคำออกจะฟุ่มเฟือยและไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคน จึงมีหน้าที่ต้องรักษาไว้... พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพระราชทานปริญญาบัตร ๙ กรกฎาคม ๒๕๐๒
เกริ่น
อ่านจดหมายคุณกนกภรณ์ สมาชิกเก่าแก่ของสกุลไทยถึง พจนพร ในฉบับ ๒๗๐๙ (๑๙ กันยายน ๒๕๔๙) แล้วเข้าใจความรู้สึกของท่านและเห็นใจในความจำเป็นของบรรณาธิการที่ต้องปรุงรสสกุลไทยให้ถูกใจผู้อ่านทุกหมู่เหล่าที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในฐานะที่ สุดสงวน เป็นคนหนึ่งที่ถูกพาดพิง อาจทำให้บรรณาธิการทำใจลำบาก จึงขอรับฟังความปรารถนาดีของคุณกนกภรณ์ไว้ด้วยความขอบคุณยิ่ง เพราะความเห็นของผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านที่รักสกุลไทยมายาวนาน ย่อมเป็นความเห็นที่ควรรับฟังมากๆ และต่อไป สุดสงวน จะขอทำหน้าที่ของตนให้บรรณาธิการเดือดร้อนน้อยที่สุด เพราะเชื่อว่า สกุลไทยมิได้เปลี่ยนอุดมการณ์อันใด หากแต่ต้องปรับตัวให้เป็นที่ถูกใจผู้อ่านพอใจมากที่สุด เข้ากับยุคสมัยที่สุด
กราบขอประทานอภัยและขออภัย
มีข้อผิดพลาดทั้งข้อมูลและการตรวจแก้ไขคำ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของบรรณาธิการและกองบรรณาธิการ แต่เป็นความผิดของ สุดสงวน โดยตรง ที่พิมพ์ต้นฉบับแล้วมิได้ตรวจทานให้ดี เพราะตอนที่พิมพ์นั้นเวลาล่วงเข้าวันใหม่แล้ว แต่ต้องส่งต้นฉบับให้ได้ นั่นคือ มองภาษา ตอนที่ว่าด้วย คำใกล้เคียงฯ ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างพระนามของพระบรมวงศ์หลายพระองค์ที่ใช้คำนำหน้าพระนามด้วย สมเด็จ นั้น ได้เอ่ยพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาว่า สมเด็จพระเจ้าหลานเธอฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องด้วยความพลั้งเผลออย่างแท้จริง เมื่อสกุลไทยออกจำหน่ายแล้ว มีผู้อ่านท่านหนึ่งกรุณาโทรศัพท์มาแจ้งแก่บรรณาธิการ ซึ่งผู้เขียนรู้สึกตกใจอย่างมากที่ปล่อยข้อมูลผิดๆออกไป โดยความพลั้งเผลอที่ไม่ควรมี จึงกราบขอประทานอภัยและขออภัยยิ่งมา ณ ที่นี้
ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกซาบซึ้งและขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้อ่านกรุณาต่อพวกเราเสมอมามิได้ทอดทิ้งให้มีอะไรออกไปผิดๆ จะโดยพลั้งเผลอหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม
เก็บตกการใช้ภาษาผิดๆในชีวิตประจำวันจากสื่อรายวันยังมีได้ไม่รู้เบื่อ สุดสงวน กับผู้รักภาษาทั้งหลาย มิได้มุ่งหมายผูกขาดเป็นเจ้าของภาษาหรือตำหนิติเตียน แต่เพื่อความตั้งใจที่จะช่วยกันอนุรักษ์ส่งเสริมการใช้ภาษาที่ดีต่อไป
ภาษาสุภาพสำหรับสัตว์
มีหลายท่านบ่นกับผู้เขียนว่า มีตัวอย่างการใช้คำกริยาที่บอกถึงกิริยาอาการของคนและสัตว์ ที่ถ้าระมัดระวังก็จะดูลักลั่น ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
เช่น ท่านผู้รักสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รักหมาและแมวทั้งหลาย เวลาโทรศัพท์เข้ารายการวิทยุหรือโทรทัศน์ ท่านจะบ่นให้สัตวแพทย์ที่เป็นเจ้าของรายการฟังว่า เขาไม่ยอมทานอะไร ไม่ยอมทานน้ำ ไม่ยอมทานยา ไม่ยอมทานอาหารที่ใส่ภาชนะไว้ให้ (ดีที่ท่านไม่ใช้ว่า รับประทาน) ทั้งที่กิริยาสำหรับหมาหรือแมว น่าจะเป็น กิน ก็ดูเหมาะควรแล้ว ไม่ได้เป็นการดูถูกดูหมิ่นสัตว์เลี้ยงที่ท่านรักแต่ประการใด
แม้แต่คำสรรพนาม ท่านยังใช้ว่า เขา แทนสัตว์ที่ตนเอ่ยถึง ทั้งๆคนทั่วไปจะใช้ว่า มัน ตรงกันข้าม เวลาดาราหรือนักร้องบางคน (ขอย้ำว่าบางคนเท่านั้น เพราะส่วนมากดีอยู่แล้ว) เวลาที่จะเอ่ยถึงปู่ย่า ตายาย หรือพ่อแม่ ก็ใช้คำสรรพนามบุรุษที่ ๓ ถึงบุพการีว่า แก อย่างโน้นอย่างนี้ โดยไม่รู้ตัวว่าคนฟังแล้วแปร่งหู ก็รู้ว่าเขาเหล่านั้นมิได้ดูถูกดูหมิ่นบุพการีของเขา แต่ก็ควรจะใช้ ท่าน หรืออย่างน้อยก็ เขา ยังดีกว่า (แม้ฟังไม่สุภาพเท่าก็ตาม)
คำเก่า-คำใหม่
ยามภาษา เจ้าประจำของ สุดสงวน ถามมาว่า ทำไมเดี๋ยวไม่ใช้คำที่มีมาก่อนซึ่งความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่กลับไปใช้คำใหม่ๆให้เยิ่นเย้อไปก็มี ยกฐานะหรือยกระดับคำให้สูงไปก็มี ในขณะที่คำที่ควรใช้สูงกลับมาใช้ต่ำก็มี
ผู้เขียนตอบว่าคงเป็นปรากฏการณ์ในภาษาธรรมดา คนที่รู้ภาษาดี ก็ย่อมใช้ถูกต้อง คนไม่เข้าใจหรือเห็นว่าควรจะพลิกแพลงใช้ให้แปลก (บางทีนึกว่าดีกว่าเก่า แต่ผู้รู้เห็นว่าไม่ดีกว่าหรือไม่ดีเท่าเก่าก็มี) ก็ย่อมคิดคำหรือสำนวนแปลกๆออกไป ผู้เขียนให้เขายกตัวอย่าง เขาก็เอ่ยมาที่เห็นด้วยเป็นส่วนมาก เท่าที่จำได้ เช่น
คำกริยาราชาศัพท์ว่า ประสูติ (เป็นคำกริยาราชาศัพท์อยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ ทรง นำหน้าอีก) ที่หมายถึงการเกิดของเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ สมัยก่อนท่านจะใช้คำว่า ประสูติ ซึ่งหมายถึงทั้งเวลาที่ท่านผู้ทรงเป็นพระมารดา (คลอด และเจ้านายพระองค์นั้น (เกิด) ออกมาสู่โลกด้วย (ขออภัยที่ต้องใช้คำกริยาสามัญเพื่ออธิบายให้เข้าใจได้ง่าย) เช่น
(สมมุติ) พระองค์เจ้า (หญิง)...ประสูติพระโอรสองค์ใหม่เมื่อ (วันเวลา).... หรือ พระองค์เจ้า...(ชาย-พระองค์ใหม่)...ประสูติ (หมายถึงเกิด) เมื่อ...
แต่บัดนี้มีใช้ว่า ทรงมีพระประสูติกาล (ซึ่งมีผู้สงสัยว่าน่าจะสับสนกับคำว่า ประสูติการ) กรณีนี้ สุดสงวน จะยังไม่ออกความเห็นประการใด
หรืออย่างเช่น ผู้สื่อข่าวกีฬาทั้งหลาย ไม่ทราบว่าเกิดบรรลุหลักธรรมการใช้ภาษามาจากไหน อยู่ๆก็เปลี่ยนรูปประโยค จาก นักกีฬา ๕ คน เป็น ๕ นักกีฬา
จาก นักฟุตบอล ๒๓ คน ก็กลายเป็น ๒๓ นักฟุตบอล
จาก กีฬา ๕ ประเภท (ชนิด) ก็เปลี่ยนไปใช้ว่า ๕ (ประเภท) ชนิดกีฬา ฟังแล้วขัดหูพิลึกพิกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ที่มีวิทยุสถานีต่างๆในเครือข่าย และนอกเครือข่ายหลายสิบหลายร้อยสถานี ต้องถ่ายทอดออกไปให้มากที่สุดและแพร่ไปให้กว้างมากที่สุด ไม่ทราบว่าการเปลี่ยนรูปประโยคภาษาไทยเช่นนี้ ใครเป็นคนริเริ่มและคิดว่าเก๋ไก ในขณะที่อาจารย์ภาษาไทยเป็นจำนวนมากและคนที่รักภาษาไทยบ่นกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง
ถวายพระพร-ถวายพระพรชัยมงคล
ใต้ฝ่าละอองพระบาท-ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ได้อ่านหนังสือ ภาษาไทยของเรา ของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความคิดเกี่ยวกับภาษาเป็นอันมาก
ยกตัวอย่างเรื่อง ข้อควรคิดในภาษาไทย จากปาฐกถาของพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไปดีว่า พระองค์ทรงเชี่ยวชาญการใช้ภาษา ทรงบัญญัติศัพท์ต่างๆมากมายให้เราได้ใช้อยู่จนทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่าคำนั้นๆมีที่มาอย่างไร เป็นพระคุณูปการมหาศาลจากเจ้านายพระองค์นี้) ทรงแสดง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ ที่มีข้อความบางตอนซึ่งผู้เขียนขออนุญาตคัดมา อย่างเช่น
อันที่จริงราชาศัพท์เป็นภาษาที่พิสดาร ยากที่จะไปแตะต้อง ข้าพเจ้าจำได้ว่าเมื่อข้าพเจ้ากลับจากนอก เป็นสมัยที่เล่นศัพท์ ถกศัพท์กันอยู่มาก เจ้าพระยายมราชเห็นว่า ละออง กับ ธุลี ก็เป็นคำเดียวกัน เป็นคำซ้ำกัน ในคำกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จึงได้ใช้คำว่า ใต้ฝ่าละอองพระบาท แทนคำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพเจ้านึกสงสัยแล้วเพราะได้เคยดูละครซูซินเซา และในนั้นมีคำว่า Light of Light, Love of Love ฯลฯ ในกรณีนี้ข้าพเจ้าก็แปล ละอองธุลี ว่า Dust of Dust คือละอองของละอองอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่ว่าซ้ำกัน แต่เป็นการยกย่องขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ไม่กี่วันถัดมา ทูลกระหม่อมเล็กทรงออกข้อบังคับกลาโหม ให้ใช้ ใต้ฝ่าละอองพระบาทสำหรับเจ้าฟ้า และใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีถัดมา เจ้าพระยายมราช จึงถวายพระพรชัยแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตามประเพณี
แต่การถวายพระพรชัยนี้ ถ้าอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยแล้ว ต้องระวังเลี่ยงไม่ใช้คำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เช่น ใช้คำว่า พระองค์ แทน แต่สมัยนี้ก็ใช้กันว่า ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยให้คุ้มครองรักษาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งโบราณไม่ใช้ เพราะต่ำสูงทางพระศาสนา
ข้าพเจ้าใช้คำว่าถวายพระพรชัย เพราะพระสงฆ์ถวายพระพร แต่คฤหัสถ์ถวายพระพรชัย หรือพระพรชัยมงคล
และข้าพเจ้าว่า ถวายพระพร ไม่ใช้ทูลเกล้าฯถวายพระพร หรือกรณีพระราชกุศลก็ถวายพระราชกุศล ไม่ใช้ทูลเกล้าฯถวายพระราชกุศล ซึ่งพูดผิดกันอยู่บ้าง เพราะพระราชกุศลเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรมที่จะทูนหัวได้
พูดกับ -บอกแก่
จากปาฐกถาเรื่องเดียวกันนี้ มีอีกตอนหนึ่งที่รับสั่งว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอันมาก ที่ได้เห็นภาษาหนังสือพิมพ์ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ข้าพเจ้าได้ลองดูจากการใช้บุรพบท กับ แก่ แต่ ต่อ ก็เห็นว่าใช้ถูกต้องโดยทั่วไป เช่น พูดกับ ดั่งนี้ถูกต้อง บอกกับ ไม่ถูก ควรใช้ บอกแก่...
(หมายเหตุ สุดสงวน ผู้เขียนเข้าใจว่า พูดกับ นั้น มีการโต้ตอบกัน ทำกิริยาด้วยกัน แต่ บอกแก่ นั้น มีลักษณะพูดด้านเดียว คือผู้บอกเป็นผู้พูด และฝ่ายถูกบอกเป็นผู้รับฟัง แต่ถ้า ในกรมฯ จะยังทรงมีพระชนมชีพยืนยาวมาถึงบัดนี้ อาจจะทรงเศร้าพระทัยเป็นอันมากก็ได้ เพราะทุกวันนี้ อะไรๆก็ใช้ กับ ทั้งนั้น และที่วิบัติมากที่สุดก็คือ ให้กับ)