บทความ-สารคดี  
ราชาศัทพ์นั้นสำคัญไฉน
โดย  สุดสงวน
ฉบับที่ 2699 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  11 กรกฎาคม  2549

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา

 

ราชาศัพท์นั้นสำคัญไฉน

         

          “สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นทางวิชาการไม่ใช่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก...”
(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประชุมวิชาการ ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕)

          เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ “สุดสงวน” ได้รับเกียรติจาก กรมประชาสัมพันธ์ให้ไปพูดคุยเกี่ยวกับการใช้ราชาศัพท์ ในหัวข้อ “ราชาศัพท์กับดี.เจ.” อะไรทำนองนี้ ด้วยเหตุที่กรมประชาสัมพันธ์จัดสัมมนาดี.เจ.วิทยุ พิธีกร ผู้จัดรายการ ผู้อ่านข่าวทางโทรทัศน์ เพื่อรองรับการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในช่วงนั้น จะมีแขกต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชาธิบดี พระราชินีและพระบรมวงศ์ ซึ่งได้รับเชิญเสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากประเทศและชาติต่างๆที่ยังปกครองแบบมีกษัตริย์เป็นพระประมุข ทั้งโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อย่างประเทศไทย ซึ่งทำให้เราได้ทราบว่า มีอยู่ถึง ๒๙ ประเทศ (แต่ตอบรับเชิญมา ๒๕ ประเทศ)
           ด้วยเหตุที่ดี.เจ.และพิธีกรหรือผู้จัดและดำเนินรายการต่างๆ ทางวิทยุและโทรทัศน์จะต้องใช้ภาษา โดยเฉพาะการใช้ราชาศัพท์ ซึ่งควรเอาใจใส่เป็นพิเศษ มากกว่าที่เคยทำมา (ตามบุญตามกรรมบางรายการ) ในอดีต
           “สุดสงวน” เห็นด้วยเป็นอย่างมากที่กรมประชาสัมพันธ์จะเป็นหน่วยงานที่เอาใจใส่ในการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น อบรมการใช้ภาษา และควรจัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่เฉพาะเจาะจงแต่การใช้ราชาศัพท์ แต่ควรจัดเกี่ยวกับการใช้ภาษาทั้งการพูด การเขียนที่ดี ที่ถูกต้อง นอกจะปลุกสำนึกให้ใช้ภาษาที่ดีแล้ว ยังเป็นการสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่รัฐบาลได้ปลุกวิญญาณให้มีวันภาษาไทยขึ้น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ (ที่มีกำเนิดจากการเสด็จพระราชดำเนินในการประชุมและทรงอภิปรายในชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕) และต่อมายังมีการประกวดคำขวัญและได้คำขวัญมาว่า “ภาษาไทยเป็นหัวใจของชาติ” แล้วมีการจัดงานในวันภาษาไทยมาหลายปี
           ดี.เจ. พิธีกร และผู้จัดรายการ ตลอดจนคนอ่านข่าวทางวิทยุโทรทัศน์ เป็นคนที่อยู่ต่อหน้าประชาชน แม้ดี.เจ.วิทยุจะไม่ได้แสดงตัวต่อหน้าคนดูโดยตรงอย่างคนทำงานโทรทัศน์ แต่ความสำคัญในการใช้ภาษา ก็มิได้ด้อยกว่ากันแม้แต่น้อย เพราะการใช้ภาษาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น คนฟังก็ติดหูไปนานๆ จดจำถ้อยคำสำนวนจากวิทยุไปด้วย ถ้ายิ่งดี.เจ.ใช้ภาษาพูดผิดๆ คนฟังจะชินและอาจคิดว่าเป็นภาษาที่ถูกต้องแล้ว (มิฉะนั้น สถานีคงไม่ปล่อยออกมา ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก) เป็นภัยต่อเยาวชนของชาติเป็นอันมาก
           น่าเสียดายที่ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่ง ผู้เขียนได้ใช้หมดไป โดยไม่ได้ฟังเสียงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมฟังเลย ด้วยมีเรื่องที่อยากฝากให้แก้ไขอีกมาก แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนเรื่องที่อยากบอกเล่าให้ดี.เจ.ทั้งหลายได้ตระหนัก ซึ่งส่วนมากก็เป็นแค่ส่วนน้อยที่ “สุดสงวน” เคยมองผ่านคอลัมน์นี้มาแล้ว
           ตลอดหลายวันที่เฝ้าใจจดใจจ่อต่อหน้าโทรทัศน์และวิทยุ ผู้เขียนได้ยิน ได้เห็น ได้ซาบซึ้งประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เราเคารพและภาคภูมิใจจนน้ำตาซึมอยู่บ่อยๆ มากมายหลากหลายตอนแล้ว ในฐานะ “ยามภาษา” ผู้เขียนพอเก็บข้อสังเกตมาเล่าสู่กันฟัง หากท่านใดที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาจะนำไปถ่ายทอดต่อก็จักเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
           เรื่องที่หนึ่ง การใช้ “ถวาย” กับ “พระราชทาน” ผู้เขียนไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้ข้อความตอนที่มีงานเลี้ยงพระกระยาหาร ซึ่งทำความรำคาญให้ผู้ฟังมากพอประมาณ ในขณะที่ พลตรี ประภาส ศกุนตนาค ผู้อาวุโสและมากประสบการณ์ใช้ว่า “พระราชทานเลี้ยง” ในฐานะที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเราทรงเป็นเจ้าภาพของงานเลี้ยงนี้ แต่ก็มีผู้บรรยายทั้งหญิงชายร่วมดำเนินรายการอีกสองคน ใช้ว่า “ถวายเลี้ยง” อยู่สลับกันไป ทั้งๆที่โดยอาวุโสทั้งพระราชฐานันดรศักดิ์และพระชนมพรรษา ทั้งระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ยาวนานกว่าทุกพระองค์ที่เสด็จมาร่วมงาน
           ดังนั้น ผู้เขียนจึงนึกไม่ออกว่า จะมีเหตุผลใดให้ผู้บรรยายใช้ว่า “ถวายพระกระยาหาร” อยู่ ทั้งที่ท่านผู้อาวุโสและมากประสบการณ์ ใช้ว่า “พระราชทาน” ตลอด ถ้าเป็นข้อความที่มาจากแหล่งใด ก็ควรต้องใช้สามัญสำนึก และตามหลักการใช้ราชาศัพท์ของเรา ท่านให้ถือว่าราชาศัพท์สำหรับเจ้าต่างประเทศ ต้องใช้ระดับ (ของถ้อยคำ) ต่ำกว่าพระราชวงศ์ของไทย ๑ ระดับเสมอ (เมื่อพระฐานันดรศักดิ์เท่ากัน เช่น พระยุพราชกับพระยุพราช หรือมกุฎราชกุมารกับมกุฎราชกุมาร เป็นต้น)
           เรื่องที่สอง คือ คำบุรพบท “แด่” กับ “แก่” ที่มาตามคำกริยา “ถวาย” และ “พระราชทาน” ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่า เมื่อใช้ “ถวาย” ก็ต้องใช้ บุรพบท “แด่” เพราะผู้ที่ได้รับการ “ถวาย” สถานะต้องสูงกว่าผู้ทำหน้าที่ “ถวาย”
          แต่เมื่อ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ทรงดำรงฐานะเป็นเจ้าภาพ และทรงเป็นผู้ “พระราชทานเลี้ยง” บุรพบทที่ตามมาก็ต้องเป็น “แก่”
          เรื่องที่สาม คำราชาศัพท์ที่ใช้กันมาผิดๆ นานแล้วนั้น เพิ่งประจักษ์ว่า ส่วนหนึ่งคงจดจำกันมาจากคำบรรยายในภาพยนตร์ส่วนพระองค์นี้เอง เพราะจะมีคำว่า “ถวายรายงาน” “ถวายรายงานเป็นภาษาไทย” “ถวายการต้อนรับ” “ถวายการรับเสด็จ” อยู่มากมายหลายตอน
          แต่ก็มีหลายตอนที่ใช้ได้ถูกต้องว่า “เฝ้ารับเสด็จ”
          แม้กระทั่งมีตอนหนึ่งที่สามัญชนคนหนึ่งไปทูลสัมภาษณ์พระบรมวงศ์พระองค์หนึ่ง เขายังใช้ว่า เจ้านายพระองค์นั้น “ถวายการสัมภาษณ์” แทนที่จะใช้ว่า สามัญชนเป็นคน “ทูลสัมภาษณ์” หรือ “ขอประทานสัมภาษณ์” และเจ้านายพระองค์นั้น (ทรงเป็นผู้) “ประทานสัมภาษณ์” (คือทรงให้สัมภาษณ์) แก่เขา
          เรื่องที่สี่ มีการใช้ “ทรง” นำหน้าคำกริยาที่เป็นคำ “กริยาราชาศัพท์” อยู่แล้ว เช่น ทรงเสด็จ ทรงเสด็จพระราชดำเนิน ทรงผนวช ทรงเสวย ทรงประชวร ทรงโปรด (ทรงโปรดปราน ใช้ได้) ทรงประทับ ฯลฯ ซึ่งตามหลักแล้ว ไม่ต้องใช้ “ทรง” นำหน้า (“ทรง” จะนำหน้าได้แต่ คำนามธรรมดา คำกริยาธรรมดา และคำนามราชาศัพท์ เพื่อให้เป็น “คำกริยาราชาศัพท์”)
          ในกรณีคล้ายกันนี้ แทนที่จะใช้ “ทรง” นำหน้า บางคำจึงใช้ “มี” หรือ “เป็น” นำหน้าก็เป็น “กริยาราชาศัพท์” ได้เช่น มีพระราชบัญชา (สั่ง) มีพระราชดำริ (คิด) มีรับสั่ง (พูด) มีพระราชเสาวนีย์ (สั่ง สำหรับพระบรมราชินี) มีพระบรมราชโองการ (ประกาศ) มีพระราชดำรัส (พูด) มีพระราชปุจฉา (ถาม) มีพระหทัยรำลึกถึง (คิดถึง) ฯลฯ เป็นพระราชโอรส (เป็นลูก) เป็นพระราชนัดดา (เป็นหลาน)
          แต่ก็มีที่ใช้ “ทรง” นำหน้า “มี” และ “เป็น” เช่น ทรงมีกล้องคู่พระทัย ทรงเป็นทหาร ทรงเป็นนักปราชญ์ ฯลฯ
          เรื่องนี้คงไปจำสับสนกับการใช้ “ทรง” ไปนำหน้า “คำนามราชาศัพท์” เพื่อให้เป็นคำ “กริยาราชาศัพท์” เช่น ทรงพระอักษร (อ่าน-เขียน-เรียนหนังสือ) ทรงพระดำเนิน (เดิน) ทรงพระราชดำริ (คิด) ทรงพระกรุณา (มีความกรุณา) ทรง
พระราชวิจารณ์ (ให้ความเห็น) ทรงพระราชนิพนธ์ ทรงพระนิพนธ์ (แต่ง-เขียนหนังสือ) ทรงพระอุตสาหะ (มีความเพียร) ทรงพระภูษา (นุ่งผ้า) ทรงพระเมตตา (มีความเมตตา) ฯลฯ
          ยังมีที่ค้างคาใจอยู่อีกหลายคำ ขอไปต่อในคราวหน้าก็แล้วกัน

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th