บทความ-สารคดี  
ภาษาในฐานะเครื่องมือของนักการเมือง
โดย  สุดสงวน
ฉบับที่ 2695 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  13 มิถุนายน  2549

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา

 

ภาษาในฐานะเครื่องมือของนักการเมือง

 

          สมัยที่เราสองคนคือ พี่สุกัญญา ชลศึกษ์ หรือ กฤษณา อโศกสิน กับ "สุดสงวน" (เราไม่นับนักเขียนอีกสองท่านคือ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กับ รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร เพราะท่านทั้งสองเรียนรัฐศาสตร์มาทั้งคู่ รู้ศัพท์ และเรื่องกฎหมายดี) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯเป็นสมาชิกวุฒิสภาประเภทแต่งตั้งเป็นชุดสุดท้าย (๒๒ มีนาคม ๒๔๓๙ - ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ หรือรหัส ๓๙๔๓ ก่อนจะมีประเภทเลือกตั้งชุดที่ ๑ ที่เพิ่งจะหมดวาระ แต่ต้องคงทำหน้าที่ไปจนกว่าสมาชิกที่เลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ จะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ครบ ๒๐๐ คน)
           ในฐานะคนที่ไม่ประสีประสาภาษากฎหมาย (รวมทั้งหลายๆท่านในฐานะตัวแทนอาชีพอื่นๆ) เราแอบบ่นกันว่าทำไมภาษากฎหมายจึงต้องมีลวดลายซับซ้อนนัก ต้องตีความ และเมื่อตีความแล้ว ยังขัดกันกับความเห็นของนักกฎหมายอื่นก็มี การเขียนกฎหมาย (เช่น รัฐธรรมนูญ ฯลฯ) จะเขียนภาษาที่เรียบง่าย ให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจได้ไม่ยากเกินไป (แม้จะต้องแปลและตีความบ้าง) ทำไม่ได้หรือ
           ที่สำคัญ ตามหลักทั่วไป รัฐกำหนดไว้ว่า ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้เสียด้วย คนธรรมดาอย่างพวกเราจึงนินทาลับหลัง (นักกฎหมาย) ว่า หรือว่าถ้าคนทั่วไปเข้าใจภาษากฎหมายดีแล้ว เราก็ไม่ต้องพึ่งนักกฎหมาย (เช่น ทนายความ) นักกฎหมายคงกลัวว่าไม่มีงานทำหรือตกงานละซี...
           แต่ท่านผู้รู้ (อย่าง ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิตทางภาษา) ท่านแอบกระซิบบอกเราว่า ภาษาเฉพาะก็มีอยู่ทุกอาชีพนั่นแหละ ทหารก็มีศัพท์ทหาร นักวิทยาศาสตร์แต่ละสาขาก็มีศัพท์เฉพาะนักวิทยาศาสตร์สาขาของเขา นักสื่อสารมวลชนนักเขียน-กวี-นักคอมพิวเตอร์ นักธุรกิจ นักโฆษณา ฯลฯ ล้วนมีศัพท์เฉพาะในอาชีพของตนๆกันทั้งนั้นแหละ
           เราจึงถึงบางอ้อ...ว่า นักวรรณกรรมอย่างเราก็หากินกับการใช้ภาษา อย่างเราสองคนก็อาศัยความรู้ทางภาษา (แม้งูๆปลาๆ) ก็ช่วยใน "คณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม" ให้ภาษาไม่รกรุงรัง ไม่ผิดหลักภาษา ใช้ประโยคจับต้นชนปลายไม่ถูกได้ไม่น้อย เพราะบันทึกรายงานการประชุมนั้นเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ตลอดไป ฉะนั้น จะปล่อยให้คนที่มาอ่านรายงานการประชุมในชั้นหลัง อ่านไปตีความผิดๆถูกๆ เดาเอาตามความพอใจไม่ได้ (เพราะแม้แต่ผู้อภิปรายบางคนที่เราอ่านจากที่เจ้าหน้าที่สภาถอดเทปมา แล้วเราอ่านไม่เข้าใจท่านต้องการจะพูดว่าอย่างไร พอเราเอาไปถาม ท่านยังงงบอกเราว่า "ไม่นึกเลยว่าดิฉันจะพูดไม่รู้เรื่องได้ถึงเพียงนี้" ก็มี
           ที่เกริ่นมายืดยาวนี้เพื่อจะนำไปสู่ศัพท์บางคำที่เราต้องมาปวดหัวในชีวิตประจำวัน ว่าทำไมนักกฎหมาย-นักการเมืองจึงมีการโยกโย้กันไปมานัก เมื่อพูดถึงภาษากฎหมาย
           คำที่เห็นถกเถียงกันมากในตอนนี้ (หลังจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสต่อคณะตุลาการศาลปกครอง และคณะผู้ปฏิบัติงานใหม่ในศาลฎีกา เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙) คือคำว่า "โมฆะ" และ "โมฆียะ"
           คำว่า "โมฆะ" ทุกคนรู้ดีว่าเป็นภาษากฎหมาย แต่คนทั่วไปเอามาใช้ในความหมาย (โดยตีความเอาเอง) ว่า การกระทำอะไรก็ตาม ถ้าศาลหรือผู้มีอำนาจตัดสินออกมาว่าการกระทำนั้นไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง การกระทำนั้นจะไม่มีผลต่อไป คนที่ไม่อยากเสียประโยชน์ก็จะพูดว่า "โมฆะๆ"
           ทั้งๆที่ คำว่า "โมฆะ" นั้น เป็นภาษากฎหมายแท้ๆ แต่พจนานุกรมก็ให้ความหมายไว้สั้นๆเพียงว่า "เปล่า ว่าง ไม่มีประโยชน์ ไม่มีผล" และมีคำที่นักกฎหมายชอบอ้างก็คือ "โมฆียะ" ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายเพียงว่า "ที่อาจเป็นโมฆะได้ เมื่อมีการบอกล้างหรือมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการให้สัตยาบัน" ซึ่งคนธรรมดาก็ยังงงๆอยู่
           นอกจากสองคำนั้นแล้ว ยังมีการแตกลูกไปอีกว่า "โมฆกรรม" (= "นิติกรรมที่เสียเปล่า ไม่มีผลตามกฎหมาย" และ "โมฆียกรรม" (+ "นิติกรรมที่อาจบอกล้าง เพิกถอน หรือให้สัตยาบันได้ ถ้าบอกล้างก็เป็นโมฆะ ถ้าให้สัตยาบันก็ใช้บังคับได้")
           (คำว่า "สัตยาบัน" ก็เป็นคำหนึ่งที่นักการเมืองพรรคฝ่ายค้านใหญ่ ๓ พรรค เสนอให้พรรครัฐบาลมาตกลงหรือกระทำสัตยาบันกัน แต่พรรครัฐบาลก็ไม่เห็นว่าต้องยอมคล้อยตาม กลับไปจัดการตามแบบที่ฝ่ายรัฐบาลตั้งใจ จนเกิดความขัดแย้งและวุ่นวายในบ้านเมือง จนต้องมีการฟ้องร้องให้ศาลพิจารณา "สัตยาบัน" = การยืนยันรับรองความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำขึ้นไว้ การรับรองนิติกรรมที่เป็นโมฆียะอันเป็นผลให้นิติกรรมนั้นสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก" มิน่า...ความหมายอย่างนี้นี่เอง นักการเมืองบางคนที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยจึงไม่ยอมกระทำสัตยาบันกับใคร!... "
           แม้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เมษายน และเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ดูเหมือนท่านไม่ได้ใช้คำว่า "โมฆะ" หรือ "โมฆียะ" เพราะนั่นเป็นคำในกฎหมายในบางกรณี แต่คนทั่วไปก็สรุปเอาว่า การเลือกตั้งนั้นเป็น "โมฆะ" ตามความหมายของประชาชน)
           ในระหว่างที่ท่านผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายนำคำ "โมฆะ" มาตีฝีปากข่มกันอยู่เพื่อเอาชนะคะคานกันในฐานะนักกฎหมายชั้นเยี่ยม (แถมบางคนเป็นนักกฎหมายชั้น "ด็อกเต้อร์อังดรัว" เสียด้วย) นักการเมืองทั่วไปก็อ้างว่าการกระทำบางอย่างที่รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจผิดกฎหมาย การเลือกตั้งต้องเป็น "โมฆะ" แต่ฝ่ายนักกฎหมายของรัฐบาลก็พยายามยกภูมิรู้ทางกฎหมายมาข่มว่าไม่มีทางเป็น "โมฆะ" เพราะนั่นเป็นคำที่ใช้ทางกฎหมายมหาชน
           นักกฎหมายขั้นด็อกเต้อร์อีกคนหนึ่งคือ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต ได้อธิบายให้เข้าใจความหมายคำว่า "โมฆะ" หรือ "โมฆกรรม" อย่างง่ายๆว่า "นิติกรรมหรือการกระทำที่สูญเสียเปล่ามาแต่ต้น การที่ทำไปไม่มีผลอะไรในกฎหมาย ไม่ทำให้ใครหรือสิ่งใดเปลี่ยนแปลงฐานะอย่างใดเลย คู่กรณียังอยู่ในฐานะเดิมเหมือนอย่างว่ามิได้กระทำกิจการนั้นทีเดียว" (ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙)
           อาจารย์ดร.ปรีชา สุวรรณทัต ยกเหตุการณ์การตั้งขบวนการเสรีไทยที่ช่วยให้ไทยพ้นวิกฤต ไม่ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยคำว่า "โมฆะ" กลายเป็นคำที่กู้ชาติมาแล้ว โดยในประกาศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (นายปรีดี พนมยงค์) มีว่า "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงขอประกาศโดยเปิดเผยแทนประชาชนชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย..." ทำให้ไทยไม่ต้องตกอยู่ในสภาพแพ้สงครามไปกับญี่ปุ่น เยอรมนีไปด้วย
           แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับเก่าก่อนอาจใช้ว่า "บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ มีข้อความแย้งหรือขัดแก่รัฐธรรมนูญนี้ ท่านว่าบทบัญญัตินั้นๆเป็นโมฆะ" แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐) บัญญัติว่า "มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนคำว่า "โมฆะ" นั่นเอง
           และแล้ว เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคมนี้เอง คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ลงมติ ๘-๖ เสียงว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๒ และ ๒๓ เมษายน ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ (ตามความหมายที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจ) ยังไม่รู้ว่าในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม คณะตุลาการศาลปกครองจะวินิจฉัยประเด็นใดเพิ่มเติมอีก ถ้าตัดสินว่าการข่มขืนให้ประชาชนไปเลือกตั้งนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกลายเป็น "โมฆบุรุษ" ในสายตาของประชาชนก็เป็นได้ ใครจะรู้ ต่อให้นักการเมืองพรรคไทยรักไทยและผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีจะพากันแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจเพียงใดก็ตาม!!

  
        

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th