ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา
ในยุคที่ผู้คนในบ้านเมืองอยู่ในช่วงมีความขัดแย้งทางความคิดอย่างระยะนี้ การใช้ภาษาของคนในสังคม นอกจากจะมีผู้พยายามนำไปสู่ความได้เปรียบในการโต้แย้งแล้ว ยังมีภาษาที่แสดงอารมณ์ทั้งแฝงลึกและโจ่งแจ้ง น่านำมาคุยกันหรือบันทึกไว้เป็นข้อสังเกตทางภาษาไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้อยคำและสำนวนที่สื่อมวลชนนำมาถ่ายทอดต่อหรือถ่ายทอดจากต้นตอข่าวออกสู่ประชาชนโดยตรง บางครั้งก็อิงหลักวิชาทางภาษา บางทีก็เอาอารมณ์สะใจเป็นเกณฑ์
ยกตัวอย่างนักกฎหมายหรือนักการเมืองที่พยายามเอาชนะกันให้ได้ พยายามอ้าง "มาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญ" เพื่อให้ตีความเอาชนะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้จงได้ แต่ครั้นได้ฟังพระราชดำรัสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และต่อมาประธานศาลฎีกาและคณะผู้พิพากษาประจำศาลสำนักงานศาลยุติธรรม ที่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ แล้วจะเข้าใจและสำเหนียกว่า แท้จริงแล้วข้อความในรัฐธรรมนูญมีว่าอย่างไร และการเรียกร้องให้มี "นายกรัฐมนตรีพระราชทาน" โดยอาศัยมาตรา ๗ ไม่มีตรงไหนแสดงให้เห็นเค้าและไม่เป็นวิธีการประชาธิปไตย พระราชดำรัสชัดแจ้งว่าทำไม่ได้ และไม่เคยมีมาก่อนเลย ขอยกข้อความในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ และถือกันว่าเป็นฉบับสมบูรณ์ที่สุดที่ประเทศไทยมา (มี ๓๓๖ มาตรา) ให้เห็นชัดๆว่า
"มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
คราวนี้มาว่าถึงถ้อยคำ-สำนวนที่ "สุดสงวน" สะกิดใจในช่วงนี้หลายคำ เช่น
คำแรก "อารยะขัดขืน" ซึ่งแม้ "ยามภาษา" นอกทำเนียบฟังดูแล้วขัดๆหูพิกล เพราะ "อารยะ" เป็นภาษาสันสกฤต (บาลีใช้ว่า "อริยะ") แต่ "ขัดขืน" เป็นภาษาไทยเอามาสมาสหรือสนธิ หรือทำเป็นคำผสมแบบไทยๆ ก็ฟังไม่รื่นหู ดูไม่เข้าหลักเกณฑ์ทางภาษา
คำนี้ วีระ สมบูรณ์ เขียนไว้ในคอลัมน์ "อริยวิถี" (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๓๔๐ : ๒๑-๒๗ เมษายน ๒๕๔๙ หน้า ๓๖) ว่า รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นผู้คิดขึ้นใช้ให้ตรงความหมายของคำ civil disobedience ซึ่งสมัยก่อนไทยเราใช้ "ดื้อแพ่ง" แต่อาจารย์เห็นว่าความหมายไม่ครอบคลุมตามที่ควรจะเป็น ที่พจนานุกรมฉบับของบริษัท Longman ให้ความหมายว่า
"action that breaks the law usually taken by a large number of people to protest against something done by the govemment" ซึ่งพอแปลเป็นไทยเอาความคร่าวๆได้ว่า "การกระทำใดๆที่พลเมืองจำนวนมากไม่เชื่อฟังคำสั่งหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐ" หรือ "เพื่อต่อต้าน (หรือขัดขืน หรือประท้วง ฯลฯ) สิ่งที่รัฐบาลกำหนดขึ้นมา"
เราจึงเห็นว่า ในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา พรรคใหญ่ ๓ พรรคที่เป็นฝ่ายค้านไม่ยอมส่งคนเข้าสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อประท้วงรัฐบาลว่าการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภาก็ดี การกำหนดให้มีการเลือกตั้งภายในเวลาสั้นกว่าที่ควรก็ดี การสร้างคูหาเลือกตั้งให้ผู้ลงคะแนนหันหลังออกสู่คณะกรรมการหรือประชาชนจนมองจากข้างนอกเห็นว่าไม่เป็นความลับก็ดี แม้กระทั่งบุคคลขั้นรองศาสตราจารย์และเป็นด็อกเต้อร์ผู้สอนวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัย กล้าฉีกบัตรเลือกตั้งโดยจงใจก็ดี ฯลฯ ล้วนเป็นการขัดขืนแบบอารยะที่กล่าวถึงทั้งสิ้น
"ยามภาษา" อย่าง "สุดสงวน" (กับเพื่อน) ยังนึกไม่ออกว่าควรหาคำใดมาใช้แทน "อารยะขัดขืน" ของอาจารย์ชัยวัฒน์ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญหลายๆด้านได้อย่างไร
อีกคำหนึ่งที่นักการเมืองก็ดี นักวิจารณ์ก็ดี หรือสื่อมวลชนก็ดี ชอบเรียกทับศัพท์กันมากในช่วง ๔-๕ ที่ผ่านมา คือคำว่า "นอมินี" ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษที่ว่า Nominee (someone who has been suggested for a prize, duty or honour" ซึ่งหมายถึง "ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชิงรางวัลทางวรรณกรรม ชิงตุ๊กตาทอง เป็นผู้แทนในการเลือกตั้ง เป็นตัวแทนออกหน้าถือหุ้นแทนตัวจริงในการเป็นบุคลากรขององค์กร เช่น คนขับรถ หรือแม่บ้านที่ถูกนักธุรกิจการเมืองใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทนในบริษัท แม้กระทั่งคำที่สื่อมวลชนใช้ว่า 'ร่างทรง' ฯลฯ"
โดยเฉพาะที่พูดกันเกรียวกราวมากในช่วงนี้ คือการที่ผู้แทนพรรคการเมืองเล็กๆที่ไม่เคยปรากฏชื่อเสียงหรือมีสมาชิกในรัฐสภามาก่อน ส่งคนเข้าสมัครรับเลือกตั้งเมื่อพรรคฝ่ายค้านใหญ่ไม่ส่งคนลงสมัคร ผู้แทนพรรคเล็กๆเหล่านั้น จึงถูกผู้คนตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็น "นอมินี" หรือ "ตัวแทน" ที่พรรคใหญ่บางพรรค สนับสนุนให้มาลงแข่งขันเลือกตั้งด้วย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้พรรคใหญ่ที่สนับสนุนนั้น
แม้กระทั่งรองนายกรัฐมนตรีผู้ที่ถูกนายกรัฐมนตรีเสนอให้ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีในทุกวันนี้ หรือคนที่ถูกผู้คนคาดหวังว่าจะมารับหน้าที่ นายกรัฐมนตรีแทนนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจจริง หลังจากที่นายกรัฐมนตรีตัวจริงประกาศไม่รับหน้าที่ (ที่สื่อมวลชนใช้ว่า "เว้นวรรค") นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งอื้อฉาวคราวนี้
ถ้อยคำที่ใช้ในยุคนี้ตามหัวข้อข้างต้น ความจริงแล้วก็มีอยู่มากอย่างที่กล่าวถึงในครั้งก่อน เช่น กติกู บูรณากู บูรณาโกง อัครยำ โคตรานุวัฒน์ (หรือโคตรานุวัฒน์) เนติบริกร สภาตรายาง สภาวงศาคณาญาติ สภาลากตั้ง สภาโจ๊ก ฯลฯ
ถ้อยคำในภาษานั้นมีทั้งเกิดขึ้น ดับไป ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ เปลี่ยนแปลงความหมาย ฯลฯ อยู่เสมอ อย่างที่ผู้รู้ท่านใช้ว่า "ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรม" ดังนั้น บางครั้งการกล่าวถึงถ้อยคำสำนวนใด แม้ตั้งใจจะเก็บเอามาเล่าสู่กันฟังให้ได้หลายๆคำ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะไปมัวกล่าวถึงเกร็ดต่างๆเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นในมุมกว้าง ไม่ใช่มุมใดมุมหนึ่งเพียงบางมุม อย่างคราวนี้ก็ได้เพียงสองคำเท่านั้น ไม่รู้จะทำฉันใดดี
แต่ภาษาก็ยังน่ามองอยู่มิใช่หรือ?..
.