บทความ-สารคดี  
ศัพท์นอกราชบัณทิตยสถาน
โดย  สุดสงวน
ฉบับที่ 2689 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  2 พฤษภาคม  2549

ภาษาไทยวันนี้ - มองภาษา

 


       "การสื่อสารด้วยภาษาที่ดีและถูกต้อง ย่อมจะนำความสำเร็จมาสู่กิจการงานของตน การที่แต่ละคนประสบความสำเร็จ ย่อมนำไปสู่การสร้างสรรค์ความเจริญในชาติ นำไปสู่การพัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในด้านต่างๆ และสังคมไทยย่อมร่มเย็นเป็นสุข ภาษาไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ความสุขความเจริญในชาติ" - ปาฐกถาเรื่อง "รักชาติ รักภาษาไทย" ของ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

          ในช่วงเวลา ๕ ปี ที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีคำศัพท์ใหม่ๆเกิดขึ้นและมีใช้ผ่านสื่อมวลช น มากมาย ทั้งศัพท์ทางวิชาการที่บ้างก็เคยมีใช้มาก่อน ศัพท์ที่ผู้บัญญัติขึ้นใหม่และใช้เฉพาะ โดยเฉพาะศัพท์ที่มีผู้สร้างขึ้นใหม่นั้น มีทั้งที่ถูกหลักเกณฑ์ทางภาษาและที่ (ดูเหมือนจะ) ไม่ถูกต้องตามหลักการสร้างคำตามกฎเกณฑ์ทางภาษา
          แต่ถึงอย่างไรก็เป็นปรากฏการณ์ทางภาษาที่ "ยามภาษา" อย่าง "สุดสงวน" และเพื่อนๆจะขอนำมาบันทึกไว้ อย่างน้อยๆนักศึกษาสาขาต่างๆที่มาศึกษาความเป็นไปในบ้านเมืองเราในภายภาคหน้า จะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป โดยที่ "สุดสงวน" จะไม่วิเคราะห์วิจารณ์ว่าดีหรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร แต่จะบันทึกไว้เท่าที่จะพอเก็บได้ให้มากที่สุด
           ขอเริ่มที่คำว่า "กติกู" ที่นักการเมืองและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพยายามอ้างว่าดำเนินการทุกอย่างตาม "กติกา" แล้วฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหาว่าที่แท้เป็นตามใจตัวเอง จึงใช้คำที่มากระทบกระแทกแดกดันว่า "กติกู" ซึ่งนักภาษาคงเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักการสร้างคำผสมหรือหลักใดๆ แต่คนฟัง-คนอ่าน (หนังสือ) และคนพูดก็เข้าใจความหมายและอารมณ์เสียดสีเย้ยหยันนั้นได้ดี
          "กฎหมู่" คำนี้มีใช้กันมานานพอสมควร ไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างคำผสมใหม่ แต่เป็นคำที่ใช้ล้อเลียนคำว่า "กฎหมาย" ได้อย่างดี และความหมายก็ชัดเจนว่าหมายถึงพวกที่ใช้อำนาจนอกระบบคือเอาจำนวนคนหมู่มากมากดดัน อาจจะเป็นทั้งความชอบธรรมก็ได้ ในบางกรณี
          "ทักษิโนมิกส์" หมายความว่าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทักษิณ ซึ่งนักวิชาการว่าเป็นการสร้างคำที่มีความหมายไม่เลวเลย โดยเอาชื่อของนายกรัฐมนตรี "Taksin" ไปเติมปัจจัย "nomics" อย่างที่สร้างคำในภาษาอังกฤษทั่วไป เป็น "Taksinomics" ถือเป็นเกียรติประวัติของนายกรัฐมนตรีไทยคนนี้ทีเดียว แม้สื่อต่างประเทศก็นำไปใช้ด้วย
          "ทักษิณาธิปไตย" คำนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก สร้างโดยเอานามของนายก "ทักษิณ" ไปสนธิกับคำ "อธิปไตย" (ที่แปลว่า "อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ" เมื่อรวมกันเป็น "ทักษิณาธิปไตย" ก็ถูกต้องตามหลักการสนธิ เลียนแบบ "ประชาธิปไตย" (= อำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นตามใจของใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว) ฯลฯ "ทักษิณาธิปไตย" จึงหมายความว่า "อำนาจการปกครองสูงสุดของประเทศอยู่ที่คนชื่อทักษิณ" เรียกว่าเป็น "ระบอบทักษิณ" ซึ่งจะดีหรือไม่แล้วแต่มุมมองของใคร ดังที่มีกลุ่มคนทั้งสนับสนุนและคัดค้าน โดยที่ยังไม่มีใครตัดสินว่าฝ่ายใดถูกต้องหรือฝ่ายใดผิด เพราะต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าฝ่ายตนถูกต้อง ส่วนพวก "ยามภาษา" นั้น ไม่บังอาจออกความเห็น (แม้จะมีความเห็นอยู่ในใจของแต่ละคน)
          "ญาติกาธิปไตย" และ "ญาติโกโหติกาธิปไตย" นี่ก็เป็นคำที่สื่อมวลชน-นักคิด-นักเขียน-กวีหรือนักวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมืองคิดสร้างขึ้น โดยอาศัยเลียนตามหลักการสนธิในหลักภาษา ซึ่งก็เห็นว่าเข้าเค้าพอใช้ได้ และมีความหมายเชิงประชดประชันว่า "เป็นระบอบการปกครองสูงสุดโดยยึดถือเอาญาติเป็นใหญ่ เป็นคำที่ใช้เป็นกลางๆทั่วไป ใครไม่ได้ใช้อำนาจเช่นนั้นก็ไม่เดือดร้อนหรือกินปูนร้อนท้องแต่อย่างใด
          "บูรณาโกง" คำนี้ดูจะไม่เข้าหลักเกณฑ์การผสม-สมาสหรือการสนธิใดๆ หากแต่นำคำ "บูรณาการ" ที่มีการใช้กันมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และแต่ละคนที่พูดต่างก็ตีความเข้าข้างตัวเอง ทั้งๆที่คำเดิม นักบัญญัติศัพท์ต้องการให้ตรงความหมายในคำว่า "Integrate / Integration / Integrity" แล้วเอาคำว่า "โกง" มาต่อเข้าไปดื้อๆ เลยมีความหมายเชิงประชดประชันว่า "การโกงแบบบูรณาการ" หรือ "บูรณาการแบบโกงๆ"
          "เว้นวรรค" คำนี้เดิมเป็นคำที่ใช้ในการเขียนหนังสือ แต่สื่อและนักการเมืองเอามาใช้ในการ "หยุดหรือระงับการดำเนินงานทางการเมืองชั่วคราวชั่วระยะเวลาหนึ่ง" อย่างเช่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะศาลตัดสินแล้วและเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไป ทั้งท่านผู้นั้นก็มีจิตใจมั่นคงพอที่จะให้คนเอ่ยถึงได้) ต้องหยุดดำเนินงานทางการเมือง ๕ ปี ตามคำพิพากษาของศาล
          "ใบเหลือง" เป็นกติกาการตัดสินของกรรมการตัดสินฟุตบอล เมื่อนักกีฬาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดกติกา รุนแรงระดับหนึ่ง แรงกว่าการทำผิดโดยไม่ตั้งใจและฝ่ายที่ถูกกระทำไม่ได้รับความเสียหายรุนแรงนัก กรรมการก็จะคาดโทษโดยจดชื่อและแสดงใบเหลือง ถ้าทำผิดรุนแรงอีกในระดับเดียวกับที่กระทำมา ก็อาจได้ใบเหลืองอีกหนึ่งใบ ซึ่งเท่ากับได้ใบแดงหนึ่งใบ ต้องถูกขับออกจากการแข่งขันไป เมื่อสื่อมวลชนหรือนักการเมือง หรือนักวิจารณ์เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (หรือ กกต.) หรือศาลตัดสินว่าทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งระดับหนึ่ง แต่ไม่รุนแรงนัก พอจะให้ลงเลือกตั้งแก้ตัวใหม่ได้ ก็เรียกกันว่า "โดนใบเหลือง" ทั้งๆที่ กกต. ไม่ได้ใช้ใบเหลืองเป็นเครื่องมือหรือสัญลักษณ์ในการลงโทษแต่อย่างใด
           แต่ถ้านักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งอย่างชัดเจน รุนแรง กรรมการการเลือกตั้งหรือศาลตัดสินว่าทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรง กกต.ก็จะสั่งมิให้ผู้นั้นดำเนินงานทางการเมืองเป็นเวลาตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีการปรับด้วย หรืออาจจะทั้งถูกโทษจำและปรับด้วย อย่างที่มีตัวอย่างอยู่แล้ว และสื่อมวลชนหรือคนทั่วไปก็เรียกความผิดขั้นได้ "ใบแดง" เลียนแบบการตัดสินการเล่นฟุตบอล
          "โคตรานุวัตน์" คำแปลกๆเช่นนี้คนทั่วไปมักจะรู้กันว่าผู้บัญญัติศัพท์ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์แน่ แต่คนๆนี้เคยเป็นนักเรียนติดบอร์ด (ดูเหมือนสอบได้ที่หนึ่งของประเทศสมัยจบมัธยมศึกษาหรือตอนสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ที่หนึ่ง ถ้าจำผิดขออภัยด้วยเพราะนานมาแล้ว แต่จำได้ว่า เขาเป็นแกนนำในการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและเป็นแกนนำคนสำคัญที่นำนิสิตนักศึกษาประชาชนขับไล่ผู้นำในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖) สมัยหลังนี้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีบทวิจัยออกมาปลุกกระแสให้ประชาชนที่หลับใหล ให้ตื่นตัวเมื่อบ้านเมืองวิกฤตลงทุกที คำนี้อาจจะถูกหลักภาษาในการสร้างคำสนธิ แต่ความหมายอาจไม่ชัดเจนนัก แต่พอตีความได้จากรูปคำเดิมว่า "เป็นไปทั้งโคตร" อะไรทำนองนั้น โดยไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องอะไร ไม่เหมือนชื่อหนังสือบางเล่มที่สื่อถึงคนอ่านได้อย่างถึงอกถึงใจ เช่นเรื่อง "โคตรโกง" ซึ่งตีความได้ทั้ง "โกงเก่งอย่างบรมมหาเลวร้ายยิ่ง" หรือ "โกงทั้งโคตร" ก็ได้
          "อัครยำ" คำนี้ คนที่เป็นผู้บัญญัติเมื่อปลายปี ๒๕๔๘ ก็เป็นคนเดียวกับที่เอ่ยถึงในย่อหน้าที่แล้ว คำนี้ก็เช่นเดียวกับที่ผู้เขียนกล่าวมาแล้ว คือไม่รู้ความหมายที่ชัดเจนว่า หมายถึงอะไร อย่างไร เพราะคำว่า "อัคร" เป็นคำสันสกฤต (บาลีว่า "อัคคะ") แปลว่า "เลิศยอดเยี่ยม" มักใช้เป็นคำหน้าของคำสมาส เช่น อัครสาวก (พระสาวกองค์สำคัญของพระพุทธเจ้า คือพระโมคคัลลานกับพระสารีบุตร) อัครศิลปิน (พระราชสมัญญานามที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) อัครมเหสี ฯลฯ
           ส่วนคำว่า "ยำ" นั้น ในภาษาไทย ความหมายถึงการทำอะไร (เช่น ทำอาหารโดยให้มีรสเปรี้ยวนำ และเผ็ด ซึ่งเราเรียกว่า "แซบ") โดยเอาของหลายๆอย่างมาคลุกเคล้ารวมๆกันอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนัก หรืออาจจะหมายถึง "เคารพ นับถือ (ยำเกรง) แม่น (แม่นยำ) หรือรวมสหบาทา (รุมยำ)
           แต่เมื่อเอา "อัคร" มาผสมกับ "ยำ" เป็นคำเดียวกัน "ยามภาษา" ที่รู้น้อยพลอยรำคราญอย่าง "สุดสงวน" ก็จึงได้แต่นึกถึงบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เครื่องคาวหวานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ที่ว่า "ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดเหลือหลายตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ"
           เว้นแต่ผู้รู้ท่านจะมีวิธีอ่านอย่างอื่น...ไม่แน่...คำแปลอาจเป็นอย่างอื่นก็ได้...
ก็คงจะยังมีคำอื่นๆมาให้เก็บไว้ศึกษาอีกต่อไป

 

 

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th