บทความ-สารคดี  
ท่องไปในแดนใจ (๒)
โดย  ดวงลดา
ฉบับที่ 2666 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  15 พฤศจิกายน  2548

()

รอบบ่ายหลังเพลนั้นคล้ายคลึงกับรอบสาย นั่นคือ พวกเราจะมาเจอกันที่ศาลากลางน้ำดังเคย แต่มักจะเป็นการฝึกปฏิบัติกรรมฐานดูแล

ช่วงที่ิฉันไป ได้พบอาจารย์หญิงที่เป็นคฤหัสถ โดยท่านให้ลองหัดนั่งสมาธิแบบผ่อนคลาย คือมีการเปิดเสียงสวดคาถาชินบัญชรแบบพระทิเบตคลอไปกับการนั่งสมาธิไปด้วย เมื่อฉันลองนั่นดู ก็พบว่านั่งได้ดีเหมือนกัน โดยที่จริง ๆ แล้ว ไม่ได้ยินเสียงสวดเลยด้วยซ้ำ แต่ได้เพราะจังหวะดนตรีที่พอดีกับลมหายใจเข้าออก ทำให้เพลิดเพลินจนเวลา ๑ ชั่วโมงผ่านไปราวกับติดปีกบิน

อีกมุมหนึ่งของสังฆาวาส

จริง ๆ แล้ว การนั่งสมาธิไม่ง่ายสำหรับลิงจ๋อทั้งกายและใจอย่างฉันนักหรอก เพราะต้องอดทนกับความง่วงหงุบหงับ ความร้อนอบอ้าวชนิดอบเซาน่าของเดือนเมษา แล้วยังอาการจิตฟุ้งซ่านไปทั่วทุกหัวระแหงของฉันอีก แต่ในวันที่ ๒ ที่ ๓ ของการปฏิบัติเริ่มฉลาดขึ้นมานิดหน่อยคือ จิตเริ่มอยู่กับปัจจุบัน เริ่มไม่สนใจกิเลสตัวเองแถมนั่งไปนาน ๆ ก็กิดทุกขเวทนา คือเกิดอาการเป็นเหน็บเสียจนเจ็บปวดรวดร้าวเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็จะทำให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจได้ดียิ่งขึ้น สามารถแยกความทรมานออกไปจากการรับรู้ ได้ด้วยการไม่สนใจความเจ็บปวด และสนใจอยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว ...เลยทำให้นั่งได้เพลินชนิดที่เมื่อถอนออกจากสมาธิแล้ว แอ๊ะ เอวของฉันหายไปไหน คือตั้งแต่บั้นเอวลงไป ไม่มีความรู้สึก (แหม...ทำเอานึกว่าบรรลุอะไรเข้าให้)

นอกจากอาการเหน็บที่เกาะหนึบยามนั่งแล้ว ยังมีอาการฟุ้งซ่านที่กำจัดยากยิ่ง ทำให้บางครั้งการนั่งนั้น หาความสงบไม่ได้เลย แต่พลันก็มีคำตอบเกิดขึ้นว่า ...ไม่เป็นไรนี่... เรามีสติรู้เท่าทันมันนี่นะ เมื่อฟุ้ง เราก็รู้ว่าฟุ้งหนอ แล้วน้อมจิตกลับมาที่ลมหายใจเข้าออกเหมือนเดิมพอฟุ้งใหม่ ก็รู้ตัวใหม่ น้อมกลับมาใหม่อย่างไม่ย่อท้อ แม้จริง ๆ จะเบื่อ เหนื่อย และท้อกับลูกลิงในหัวใจตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ปลอบตัวเองว่าเป็นการสร้างขันติบารมีควบคู่ไปกับวิริยบารมีในอีกทางเหมือนกันนี่นะ พอคิดได้ดังนี้ จิตจะมีกำลังใจและสงบนิ่งได้มากขึ้น

รอบกุฏิบริเวณธุดงคสถาน

บางครั้ง หากง่วงมาก ๆ เสียจนทำยังไงก็ไม่หายแล้ว พระอาจารย์ให้เลือกลุกมาเดินจงกรมไปมา เพราะเคยรู้มาว่า สมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรมนั้น ตั้งอยู่ได้นาน ฉันเลยพากเพียรเดินอยู่นั่นแหละ มีทั้งเดินแล้วเผลอ เดินแล้วไม่เผลอ แต่ช่วยในเรื่องแก้ง่วงได้อย่างดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม พระอาจารย์บอกว่า หากทำทุกอย่างแล้วไม่หายง่วง ก็นอนมันเสียเถอะ แต่ต้องนอนด้วยความมีสติตามดูลมหายใจตลอด

ในเช้ามืดวันที่ ๓ มีบททดสอบใจอีกด้วยคือน้องสุ (นัข) มาคาบรองเท้าที่ถอดไว้หน้ากุฎิตอนกลางคืนไปเล่นเล่่นเสียข้างหนึ่ง ทิ้งอีกข้างให้ดูต่างหน้า ฉันเลยต้องเดินเท้าเปล่าไปทำวัตร ทำให้การนั่งสมาธิในเช้านั้นเกิดนิวรณ์ขึ้นว่า เอ แล้วฉันจะเดินไปไหนมาไหนได้อย่างไรจนถึงวันกลับเนี่ย พอเริ่มมีคำถาม จิตก็ฟุ้งไปในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอย่างเพลิดเพลิน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ผลที่ตามมาก็เลยมีแต่ภาพรองเท้าลอยไปมาในห้วงนึก โชคดีที่รู้ตัวทันจึงบอกตัวเองได้ว่า ช่างมันถึงเวลาค่อยคิด และลึก ๆ ฉันก็เชื่อมั่นว่า ธรรมะจะจัดสรรทุกอย่างให้เอง และฉันว่ามันไม่หายหรอกน่า เดี๋ยวก็หาเจอ พอตัดกังวลตรงนั้นได้จิตก็สัมผัสกับความสงบที่เกิดขึ้น

อาคารเฉลิมพระเกียรติที่กำลังต่อเติมบางส่วนใช้เป็นที่ศึกษาพระธรรม

หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จ ฉันเป็นเวรอาสาสมัครไปช่วยโรงครัวจัดภัตตาหารเช้ากับพี่ผู้หญิงอีกท่านหนึ่ง เมื่อเห็นฉันเดินเท้าเปล่าสีหน้าสบายใจเฉิบก็เลยได้ถามไถ่ความเป็นมา แล้วให้ความอนุเคราะห์ยืมรองเท้าที่พี่เขาเอามาเผื่อ จนเสร็จกิจทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องอาหารแล้ว พอฉันเดินกลับที่พักก็เลยได้เห็นหลักฐานอีกข้างที่น้องสุ (นัข) เอาไปเล่น นอนแอ้งแม้งอยู่ ...แหม เอามาเล่นเสียไกลจากที่เกิดเหตุหลายสิบกุฎิเหมือนกันนะ...

มีเรื่องแปลกอยู่อีกอย่างในเช้าวันที่ ๔ อันเป็นวันที่น้องสาวจะมารับกลับไปในตอนสาย เมื่อฉันตื่นตามเสียงระฆังในเวลาตี ๔ อย่างเคย แต่ด้วยความที่อิดโรยกับแดดร้อนลมแล้งมาเสียนานหลายวัน เลยขอปิดตาต่ออีกสัก ๑๕ นาทีก็แล้ว ว่าแล้วก็ผล็อยหลับไปได้ไม่ถึง ๑๐ นาทีดีเลย ฉันก็ได้ิยินเสียงเรียกเข้าหูหลายเสียงแต่ชัดเจนว่า “ป่ะ ๆ ๆ ” เป็นเชิงว่า เฮ้ย ไปได้แล้ว ฉันเลยตื่นขึ้นมาแต่งตัวนุ่งห่มเรียบร้อยด้วยความงงปนงัวเงียว่าเสียงใครเนี่ย! เพราะกุฎิแต่ละหลังอยู่ห่างกันและพวกเราไม่มาเรียกกันเองอยู่แล้ว ด้วยถือว่าต้องมีวินัยในตัวเอง แล้วมานึกได้ตอนกำลังนั่งสมาธินั่นแหละว่า ชะรอยจะเป็นเสียงผู้มารออนุโมทนาบุญ เพราะฉันเป็นขาแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลตัวยง เนื่องจากว่าตั้งแต่เด็กจนโตมาป่านนี้ มีทั้งเพื่อนสนิทมิตรสหายและญาติโกโหติกาจากไปแบบเห็นกันหลัด ๆ มากมาย เวลาที่แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลของฉัน จึงมีลิสต์ในใจเป็นหางว่าวชนิดเวลากรวดน้ำควรใช้ขวดลิตร! ...อาจเป็นเพราะครั้งนี้ฉันใช้ความอดทนเพียรพยายามอย่างจริงจังในการมาปฏิบัติ เลยพอจะมีกุศลผลบุญเกิดขึ้นให้พวกเขาได้มาอนุโมทนากันกระมัง

อาคารเฉลิมพระเกียรติ

ในที่สุดน้องสาวกับน้อยเขยก็มารับกลับบ้าน ฉันลาพระอาจารย์และรับศีล ๕ ติดตัวกลับไปด้วย แล้วพาน้อง ๆ เดินชมวัดก่อนกลับ จึงได้เจอพี่ผู้ัอนุเคราะห์รองเท้า ซึ่งลากลับวันนี้เหมือนกัน แต่เอารถมาเองแล้วจอดทิ้งไว้ ปรากฎว่าสตาร์ทรถไม่ติดเพราะจอดทิ้งไว้หลายวัน เลยได้น้องเขยฉันช่วยขยับจับนู่นนี่ตัวเครื่องให้เป็นที่เรียบร้อย ...โห กุศลกรรมให้ยืมรองเท้าแก่ฉันส่งผลให้พี่เขาเร็วทันตาจริง ๆ นะ

เหมือนไปผ่อนคลายหัวใจมาจริง ๆ ในใจจึงมีแต่ความว่าง นิ่ง และเย็น ถ้าใจเราอยู่กับปัจจุบัน รู้เท่าทันกิเลสและผลักมันออกไปจากใจได้ทุกครั้ง พระอาจารย์ท่านบอกว่า นั่นแหละคือการว่างจากตัวตน ว่างจากเครื่องเศร้าหมอง นั่นแหละคือนิพพาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ หากบุคคลสามารถอบรมจิตตัวเองให้ตั้งอยู่กับความว่างนั้นได้อยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก บุคคลนั้นเรียกว่า พระอริยบุคคลนั่นเอง ด้วยนิยามนี้ พระอาจารย์ท่านบอกว่า นิพพานไม่ใช่ของไกลเกินตัวเลยฟังแล้วรู้สึกมีกำลังใจในการฝึกตนต่อไปดีจัง...

จึงเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ได้อยู่พิจารณาดูจิตใจตัวเอง ได้อยู่แวดล้อมไปด้วยผู้มีศีล มีความบริสุทธิ์แห่งใจ ก่อให้เกิดสังคมที่มีแตศานติเกษม ทำให้ฉันตระหนักถึงความบริสุทธิ์ของใจตัวเองที่ควรักษาให้คงอยู่ในตัว แม้จะออกมาจากวัดแล้วก็ตาม และแม้จะเจอกับใจอื่น ๆ ที่อาจไม่บริสุทธิ์ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำคือดูจิตตัวเอง หมั่นดู หมั่นขัดใจกิเลสด้วยการทำจิตให้ว่างจาำ “ตัวเรา ของเรา” ไม่ต้องดูใจใคร ดูพฤติกรรมใคร แต่ให้ดูตัวเอง เพื่อความสงบ สะอาด สว่างของจิตใจตัวเอง

หลังจากออกจากวัดได้หนึ่งวันก็ได้บททดสอบใจอีกบททันทีเหมือนกัน เพราะผมเผ้ากระเซอะกระเซิงมาหลายวัน รุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์และได้ไปร้านทำผมเจ้าประจำ เพื่อหั่นให้สั้นจะได้ดูแลง่าย และเหมาะกับฤดูร้อน (โรครักสวยรักงามนั่นแล!) เพื่อจะไปรอต่อคิวแสนนานเกือบ ๒ ชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะมีรายแรกที่มาย้อมผมต้องใช้เวลานานหน่อย และอีกรายที่จู่ ๆ โผล่มาตัดคิวฉันไปเสียงั้นแหละ ด้วยเหตุผลคือ โทร.มาจองคิวไว้แล้ว ฉันเริ่มเดือดปุด ๆ เพราะทำให้แผนต่าง ๆ ของวันนี้รวนไปหลายประการ อาการวีนแตกหวิดกำเริบ ไม่ทงไม่ทำมันแล้วโว้ย...

ด้วยกำลังสติที่ยังมีดีอยู่ คำพูดคำหนึ่งของตัวเองลอยมากระทบใจ “ดูจิตใจตัวเอง” ความเดือดปุด ๆ ของฉันพลันชะงัก ...นี่ฉันกำลังเป็นอะไร กำลังโกรธ ร้อนรุ่ม แผดเผาใจตัวเองอยู่ กำลังสร้างทุกข์ให้ตัวเองอยู่ ทำชีวิตตัวเองให้ติดลบอยู่ด้วยกิเลสนี่ เท่านั้นแหละ อาการเดือดปุดหยุดกึกเหมือนปิดสวิทช์ ...เออ แน่ะ จะรีบไปไหนถ้าแผนต่าง ๆ มันจะรวนไปบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นไรพิจารณาดี ๆ แล้วก็จะเห็นว่า แผนที่ว่ามันไม่ได้สำคัญมากมายเสียจนต้องทำให้ได้ในวันนี้สักหน่อย สู้ใจเย็น ๆ นั่งอ่านหนังสือไปด้วยใจสบาย ๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนด้วยควาาหงุดหงิดขุ่นเคือง อาการติดลบก็หายเป็นปลิดทิ้ง มิหนำซ้ำ กลายเป็นติดบวกด้วย เมื่อช่างได้เริ่มตัดผมให้อย่างสุดฝีมือพร้อมทั้งขอโทษขอโพยที่ต้องรอเสียนาน ที่ว่าติดบวกเพราะรู้สึกดีที่ไม่ได้ไปเพิ่มทุกข์เพิ่มโทษให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นนั่นเอง นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้ฉันมีกำลังใจในการ “ดูแลจิตใจตัวเอง” จริง ๆ

ฉันเลยเข้าใจขึ้นมาทันทีเลยว่า คนเราจะทุกข์มากทุกข์น้อยอยู่ที่วิธีคิดของตัวเองจริง ๆ ดังนั้น การเฝ้าระวังดูแลจิตใจตัวเอง เฝ้าระวังความคิดของตัวเองไม่ให้คิดแล้วเกิดทุกข์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ฉันว่าฉันตอบโจทย์ตัวเองได้แล้วนะ ว่าชีวิตฉันต้องการอะไรเป็นสิ่งสูงสุด

การมีชีวิตโดยไม่ทุกข์จึงสมควรเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ดังที่ฉันประทับใจข้อเขียนของแม่ชีศันสนีย์แห่งเสถียรธรรมสถานที่ท่านเขียนเอาไว้ว่า

“สิ่งสูงสุดของเราก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เราทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งแล้วเราไม่ทุกข์ขณะทำหน้าที่นั้น เราได้เข้าถึงเป้าหมายในชีวิตแล้ว”

ด้วยปัญญาอันน้อยนิดที่ฉันมี ฉันคิดว่ากลยุทธ์ของพระพุทธเจ้าน่าจะเป็น การให้รู้จักวางจิตใจเราไว้กับปัจจุบันขณะ และทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุดด้วยกำลังแห่งปัญญา วิธีที่จะวางจิตใจไว้กับปัจจุบันขณะได้คือ การเจริญสติ จะด้วยการทำสมาธิภาวนาหรือด้วยวิธีใดก็ได้ที่เหมาะสมกับตัวเราเอง ไม่จำเป็นต้องนั่งหลังตาปี๋ตัวแข็งเป็นหินเสมอไป อย่างเช่น การตามดูรู้ใจตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน คือให้จิตเห็นจิตของตัวเองตลอดเวลาให้ได้ก็คือการเจริญสติ ดังคำสรุปความเกี่ยวกับอริยสัจ ๔ ของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ที่ว่า

“จิตที่ส่งออกนอก                       เป็นสมุหทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก      เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต                                 เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต               เป็นนิโรธ”

ที่เป็นทุกข์ก็เพราะผลของการที่จิตไม่เห็นจิตตัวเอง เอาแต่คิดฟุ้งออกนอกของตัวเองนั่นแหละ แล้วก็ปรุงแต่งความคิดอย่างเพลิดเพลิน ไม่มีสติจนติดลบ คือคิดจนเกิดความทุกข์ แต่เมื่อไหร่ที่ “จิตเห็นจิต” คือคอยเผ้าระวังจิตใจตัวเองสำรวจความคิดและรู้ให้ทันมันตามเส้นทางของมรรคซึ่งมีองค์ ๘ ปัญญามันเกิด ความโง่มันลดลงรู้จักที่จะคิดอย่างมีสติ ความคิดจะเป็นความคิดติดบวกคือ รู้จักคิดอย่างที่ไม่ทุกข์ ความทุกข์มันก็เลยค่อย ๆ จางหายไป แต่ของอย่างนี้ต้องเพียรฝึก ความเพียรอย่างนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านว่า มันทำให้ความทุกข์ลดลงจนไม่ทุกข์ ดังที่ว่า

ดอกผกากรอง

“บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร”

มาถึงวันนี้ ฉันไม่อยากได้แล้ว รถหรูหราหรือบ้านหลังใหญ่กว่าเดิมที่ต้องการการดูแลรักษามากขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้นที่ต้องการเวลาของชีวิต เพื่อไปตะเกียกตะกายมากขึ้น ทั้งหมดเป็นกิจกรรมการเลี้ยงกิเลสให้อ้วนเห็น ๆ อะไรที่ได้มาแล้วจะเป็นการเพิ่มทุกข์ เพิ่มห่วง เพิ่มภาระให้กับชีวิตแล้วยังอยากได้อยู่อีก มันจะดูโง่ ๆ ไปหรือเปล่า ...ชีวิตน่าจะเป็นเรื่องสบาย ๆ ไม่แบของหนัก (คือกิเลสตัวอ้วนนั่นไง) ไว้บนบ่า

แต่ถึงอย่างไรฉันก็ยังเป็นปุถุชน ไม่ได้เป็นคนดิบดีอะไร ยังหนาแน่นไปด้วยกิเลส รู้เท่าทันมันบ้าง รู้ไม่เท่าทันมันบ้าง ยังต้องเจอบททดสอบใจอีกมากมาย อาจจะผ่านบ้างตกบ้าง อาจจะยังรักสวยรักงามอยู่ แต่ก็ควบคู่ไปกับทำใจยามแลเห็นตีนกาทั้งฝูงมาลงเล่นรักบี้บนใบหน้า (สัพเพสังขารา อนิจจา!)

นั่นคือ ฉันยังต้องพยายามต่อไปตามสติกำลัง ท่องเที่ยวเรียนรู้ให้เห็นเท่าทันกิเลสไปในดวงใจของตัวเอง เพื่อเข้าให้ถึงเป้าหมายสูงสุดในชีวิต คนเราทุกคนก็เช่นกัน ต่างมีแดนใจของตัวเองที่ต้องท่องเที่ยวไป เรียนรู้ไป หากวันไหนที่เรารู้สึกเหมือนกับหลงทาง สับสน หาเป้าหมายในชีวิตตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่อสิ่งใด ลองไปหาคำตอบอีกมิติหนึ่งด้วยการลองไปปฏิบัติธรรมรักษาศีล ๘ ดู ไม่ยากลำบากเกินกว่าจะทำได้ และอาจได้แง่คิดอะไรดี ๆ ได้ประสบการณ์อันมีค่าต่อการพัฒนาใจตัวเอง และวันหนึ่ง เราอาจจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเป้าหมายสูงสุดในชีวิตอย่างคำของแม่ชีศันสนีย์ท่านด้วยก็เป็นได้...

“สิ่งสูงสุดของเราก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เราทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งแล้วเราไม่ทุกข์ขณะทำหน้าที่นั้น เราได้เข้าถึงเป้าหมายในชีวิตแล้ว”  

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th