เมื่อวันหยุดหลายวันของเดือนเมษายนที่ผ่านมา ฉันได้มีวาสนาอันเป็นมงคลแก่ชีวิตประการหนึ่งก็คือ การได้ไปฝึกตนด้วยการปฏิบัติธรรมถือศีล ๘ ที่วัดปัญญานันทาราม อันเป็นวัดสาขาของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ ซึ่งอยู่แถบคลอง ๖ ปทุมธานี

ที่นับว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตก็เพราะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ง่าย ๆ สำหรับฉัน ที่ว่าไม่ง่ายเพราะตัวฉันนั้นวัน ๆ มีชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำงานที่ล้วนแต่ก่อให้เกิด โลภ โกรธ หลง ในจิตใจได้ง่าย เพราะฉันจัดตัวเองอยู่ในพวก “Working Woman” ที่อุทิศตัวทำแต่งานเป็นสรณะ เมื่อทำงานหนัก ความคาดหวังทั้งจากตัวเอง (ที่ตั้งเอง) และจากคนรอบข้างก็ย่อมสูง ความเครียดก็ย่อมเกิด และตามแบบฉบับคนเมืองที่รอบตัวมีแต่วัตถุ เมื่อเครียดก็เสาะแสวงหาสิ่งต่าง ๆ นอกกายเพื่อผ่อนคลายความเครียดจนเกิดเป็นความเคยชิน กลายเป็นอาการตามอกตามใจกิเลสตัณหาของตัวเองอย่างเพลิดเพลิน
อาจจะมีความสงสัยเกิดขึ้นว่า แล้วทำอย่างนั้นไม่ดีตรงไหน ...ไม่ใช่ไม่ดี แต่ตัวฉันนั้นพบว่า มันเหมือนกับเราวิ่งวนหาความสุขจากภายนอกมาใส่ตัว อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ยิ่งตามใจตัวเองก็ยิ่งต้องตามใจตัวเองมากขึ้นไปอีก ดูอย่างตัวฉันเมื่อตอนที่ยังเรียนปริญญาโทอยู่ มักจะคิดเสมอว่า ถ้าเรียนจบวันใดคงจะมีความสุขมาก พอจบเข้าจริง ๆ ก็คิดอีกว่าถ้าได้ปริญญาเอกมานำหน้าชื่อได้คงจะมีความสุขมาก ถ้าผ่อนบ้านผ่อนรถหมดคงจะมีความสุขมาก คิดไปต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับความสุขด้วยข้อแม้ว่า “ถ้าได้มา เราคงมีความสุขมาก”...
แต่ฉันรู้ดีว่าเมื่อได้สิ่งไหนมา ความทุกข์ก็ดับไปได้ชั่วคราว สุดท้ายก็ไม่สุขไปได้อย่างแท้จริง เพราะกิเลสมันอ้วนขึ้น (ก็เฝ้าขุนเฝ้าเลี้ยงมันเสียขนาดนั้น) เราจะยังอยากได้ในสิ่งที่ดีกว่า ใหม่กว่า ให้ใจร้อนรนอยู่ร่ำไป สรุปว่าฉันเกิดอาการหาเป้าหมายชีวิตไม่เจอ ไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรอันเป็นสิ่งสูงสุดกันแน่ อย่างนี้ไม่เรียกหลงทางก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

แม้ฉันจะรู้อยู่เต็มอก (โดยทฤษฎี) ว่าทุกข์สุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกพวกนั้นหรอก มันอยู่ที่ใจเราต่างหาก ตราบใดที่ใจยังทะยานอยาก ไม่อิ่มไม่พอ เราก็จะยังเหน็ดเหนื่อยท่องไปหาสิ่งมาเติมใจ อันไม่รู้จักเต็มอย่างไม่สิ้นสุด ทั้ง ๆ ที่ในสายตาคนอื่น ๆ ตัวฉันเองเหมือนจะมีพรั่งพร้อมในทุกสิ่ง แล้วจะยังอยากได้อะไรอีกนักหนา จะว่าไปฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ชีวิตนี้อยากได้อะไรอีก ...(บอกแล้วว่าหลงทาง)
แต่ทำอย่างไรความสุขที่ขึ้นอยู่กับใจ (ทางปฏิบัติจริง) ของเราจะเกิดขึ้นได้ ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าชีวิตฉันต้องการอะไรอันเป็นที่สุด จะได้เลิกต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างไม่จบไม่สิ้นเสียที (เหนื่อยนะ) ...ภาพวัดปัญญานันทารามที่ร่มครึ้มด้วยแมกไม้ ร่มเย็นด้วยความสงบงามที่ฉันเคยไปเยือน อาจจะมีคำตอบให้แก่ฉัน บางคนอาจแย้งว่า “ถ้าความสุขอยู่ที่ใจแล้ว อยู่ที่ไหนก็สุข ไม่จำเป็นต้องไปวัด”
แต่คนพูดอาจจะลืมไปว่า ต้นไม้ยังต้องการอาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ดังนั้น ใจเราก็เช่นกัน มันคงต้องการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำให้ความสุข (ที่ถูกทาง) ในใจเจริญเติบโตเหมือนกัน
เมื่อตั้งใจเช่นนั้นแล้ว ฉันก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ไม่ได้มากมายอะไรนอกจากชุดสำหรับนุ่งขาวห่มขาว ๔ ชุด และสิ่งของใช้สอยส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ แม้ตัวมารคือ กิเลสของตัวเองจะแอบแวบเข้ามากระซิบข้างหูว่า “อากาศร้อน (มากๆ) นะเว้ย จะไหวเร้อ” ฉันก็พยายามไม่ใส่ใจรับฟัง ...ร้อนก็ร้อน (สิวะ)
วัดปัญญานันทารามอยู่ห่างไกลออกมาจากความสับสนวุ่นวายในเมืองมาพอสมควร การเดินทางนั้น หากไม่อยากรอรถเมล์สาย “เขียวสะอื้น” เพราะนานแสนนานจึงจะมาสักคัน ก็จะต้องพึ่งพารถส่วนตัว โดยน้องสาวสุดที่รักของฉันเป็นสารถีมาส่ง ดูแล้วคล้าย ๆ อาการตัดหางปล่อยวัด แต่อีก ๔ วัน เธอบอกจะมาต่อหาง และรับกลับบ้านให้
ด้วยภารกิจที่ต้องกระทำให้เสร็จลุล่วงก่อนมาอยู่ที่วัด วันแรกฉันจึงเริ่มต้นเอาเกือบบ่ายแก่ ๆ โดยไปลงทะเบียนผู้มาปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ที่อาคารอำนวยการ ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าธุดงคสถาน อันเป็นสถานที่แยกไปต่างหากจากตัววัด แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณของวัดอยู่เมื่อลงทะเบียนแล้ว พระอาจารย์ก็จะให้กุญแจกุฏิหลังเล็กกะทัดรัด เพื่อให้เอาเสื้อผ้าไปเก็บ ก่อนจะมาพบกันทั้งหมดในหมู่ผู้มาปฏิบัติ เพื่อไปดื่มน้ำปานะพร้อม ๆ กัน ในเวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา
|
บนเส้นทางสายจงกรม ที่พวกเราผจญมาด้วยเท้าเปล่า |
ที่กุฏิหลังเล็กกะทัดรัดนั้นเป็นกุฏิมุ้งลวดสำหรับ ๑ คน เครื่องนอนมีให้พร้อมสรรพ ประกอบไปด้วยเสื่อ หมอนขิด ผ้าห่มผืนบาง แถมมีมุ้งครอบให้อีกด้วย ในกุฏิยังมีห้องน้ำเล็ก ๆ ในตัว มีพัดลมเล็ก ๆ ธุดงคสถานนี้เป็นความคิดของ ท่านเจ้าอาวาส ท่านพระครูปลัดศีลวัฒน์ เพื่อเปิดโอกาสให้อุบาสกอุบาสิกาสามารถได้มาเข้าวัด เพื่อปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้ดียิ่งขึ้น อันเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอีกทาง
แล้วฉันก็จัดแจงเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเป็นชุดขาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว การมาเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่นี่ ไม่จำเป็นต้องนุ่งห่มในชุดขาวหรอก เพราะถ้าใจบริสุทธิ์แล้ว จะนุ่งห่มสีอะไรก็ไม่มีความหมาย แต่สำหรับปุถุชนอย่างเรา มันก็เป็นกุศลโลบายประการหนึ่ง นั่นคือ ชุดขาวนั้นสามารถเลอะเทอะสกปรกได้ง่าย ดังนั้น การเดินเหินลุกนั่งจะมีความสำรวมระวังเกิดขึ้นนั่นเอง
อากาศร้อนอบอ้าวนั้น ทำเอาเหงื่อตกอยู่ตลอดเวลา มิหนำซ้ำ ตัวฉันเองก็มีใจคออันร้อนรนกระวนกระวาย เพราะติดข้องอยู่กับห่วงบ่วงใยทั้งหลายทางโลกมาเสียนาน ทำให้อยากจะแล่นกลับบ้าน อยากตามใจกิเลสตัณหาของตัวเองอย่างที่เป็นมา คือ อยากทำอะไรก็ทำ อยากกินอะไรก็กิน อยากเล่นอะไรก็เล่น อยากไปไหนก็ไป ...นั่นแหละ อาการตามใจกิเลสของฉัน ที่เมื่อก่อนฉันมักจะคิดว่า อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่บัดนี้ฉันคิดได้ว่า ก็ฉันเองนั่นแหละที่เดือดร้อน เพราะมันเป็นเหตุให้เหน็ดเหนื่อยกับการตามใจตัวเองมาเสียค่อนชีวิต..."
ดังนั้น ลองหัดขัดใจตัวเองดูบ้างจะเป็นไร ขัดใจกิเลสตัณหาของตัวเองดูบ้าง แม้จะเหน็ดเหนื่อยกับการขัดใจตัวเอง ก็น่าจะเป็นความเหนื่อยที่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่การตามใจนั้นเหนื่อยไม่สิ้นไม่สุด มิหนำซ้ำ คนเราไม่อาจทำอะไรตามใจตัวเองได้หมดทุกเรื่องทุกราวหรอก ดังนั้น เรื่องอะไรที่ไม่สามารถทำได้ ก็บังเกิดความทุกข์เศร้าหมองขึ้นมาซะงั้นแหละ
|
ป่ามะม่วงหิมพานต์ บริเวณธุดงสถาน |
พอบอกตัวเองได้อย่างนี้ ความร้อนรุ่มในใจก็ดูจะบรรเทาไปได้อย่างง่ายดาย กิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำ จึงกระทำด้วยการมีสติจดจ่ออยู่กับสภาวะปัจจุบัน ไม่ได้คิดไปล่วงหน้า ไม่ได้คิดย้อนหลัง เมื่อดื่มน้ำปานะก็ดื่มน้ำปานะด้วยความมีสติกำหนดรู้ว่า เราดื่มเพื่อเป็นกำลังให้ตัวเองในการปฏิบัติธรรม ดื่มด้วยความเคารพในคุณของพระรัตนตรัย
กิจกรรมหลังจากดื่มน้ำปานะแล้ว (น้ำฟักทองใส่นมของที่นี่อร่อยมาก) มักจะเป็นการกลับกุฏิของแต่ละคนเพื่อทำกิจส่วนตัว แล้วกลับมาเจอกันประมาณห้าโมงครึ่งที่ศาลา ณ ระนอง ที่ตั้งอยู่กลางบึงบัวอันกว้างใหญ่ เพื่อสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ และเตรียมตัวทำวัตรเย็นต่อ
ในการมาปฏิบัติของฉันครั้งนี้ มีกัลยาณมิตรที่มาในช่วงเวลาเดียวกันอยู่เกือบ ๕๐ ท่าน โดยมีอุบาสกอยู่เพียง ๒ ท่าน นั่นอาจจะเป็นเพราะหากผู้ชายมีศรัทธา ก็คงเลือกบวชเรียนเป็นพระภิกษุไปเลยนั่นเอง
วัตรปฏิบัติของที่นี่ คล้ายคลึงกับที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ และรับเอาแบบอย่างของสวนโมกขพลารามของหลวงพ่อพุทธทาสมาอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากหลวงพ่อทั้งสองเป็นพี่น้องทางธรรมกันอย่างใกล้ชิดนั่นเอง
การทำวัตรเย็น ใช้การสวดมนต์แปลเพื่อให้รู้ความหมาย อันน้อมนำใจให้เกิดทั้งสมาธิและเกิดปัญญา จากนั้นพระอาจารย์จะพาเจริญสมาธิภาวนาต่อสลับกับการเดินจงกรม ฉันได้ออกมาเดินจงกรมรอบนอกศาลา แลเห็นเงาจันทร์ในน้ำงดงามมาก สายลมโชยเย็นสบายแต่ยุงเยอะไปหน่อยเสียจนต้องเดินด้วยอัตราเร่ง! ในที่สุดต้องยอมแพ้เจ้าถิ่น กลับเขาไปเดินในศาลาที่มีมุ้งลวดช่วยกันแทน จนถึงเวลาสามทุ่ม ก็แยกย้ายกันกลับกุฏิที่อยู่เรียงเคียงไปกับศาลา ณ ระนองนั่นเอง เพื่อจะได้ตื่นมาทำวัตรเช้า และเจริญสมาธิภาวนาร่วมกันอีกครั้งในเวลาตีสี่ครึ่ง
|
การตระเตรียมภัตตาหารทั้งเช้าทั้งเพล ณ บริเวณลานหินโค้ง |
ในคืนแรกฉันพบว่า แม้จะนอนเสื่อผืนบาง ฉันก็สามารถหลับได้อย่างไม่ยากเย็นเลย อากาศตอนกลางคืนไม่ร้อนอบอ้าว กลับออกจะเย็นจนต้องห่มผ้าผืนบางเสียด้วยซ้ำ ด้วยความที่กลัวจะไม่ตื่นเพื่อทำวัตรในตอนเช้า ฉันเลยตั้งปลุกโดยใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งติดมาด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจจะใช้ในการสื่อสารกับโลกภายนอกแต่อย่างใด แต่การณ์ก็ปรากฏว่า พอเวลาตีสี่ เสียงระฆังของวัดที่แว่วแผ่วมาไกล ๆ กลับทำให้ฉันตื่นเองได้อย่างไม่ยากเย็น คืนถัด ๆ ไป ฉันจึงไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีอีกต่อไป
ที่ต้องนอนเสื่อนั้นเพราะการถือศีล ๘ ให้เว้นจากการนอนที่นอนอันสูงใหญ่ ฉันเข้าใจว่าการนอนสบายนั้นทำให้เรามัวเมากับการนอน ทำให้เกียจคร้าน แต่การนอนเสื่อจะทำให้เรามีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอแม้กระทั่งเวลานอน เพราะทำให้ตื่นง่าย รู้สึกตัวง่าย ก็ดูแค่เสียงระฆังที่อันแสนเบายังทำให้ฉันตื่นเองได้เลย
เราทำวัตรเช้ากันตั้งแต่แสงดาวยังไม่ลาท้องฟ้า จากนั้นมีนั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง จนแสงแรกของวันมาแต้มขอบฟ้า เมื่อนั่งสมาธิกันเป็นเวลานาน ๆ อาการเมื่อยขบก็มาเยือน พระอาจารย์ปิดท้ายด้วยการหัดโยคะให้ด้วย ยามเช้าที่นี่สดชื่นมาก ริมฟ้าถูกย้อยด้วยแสงส้มอมชมพู บัวสีม่วงอ่อนแย้มกลีบบานทักทายแสงตะวันกันสะพรั่งเต็มบึง สายลมโชยแผ่วทักทายกอบัวใหญ่น้อย จนดูเหมือนพวกมันเต้นระบำได้ เวลาที่ได้สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอดนั้น ทำเอาฉันรู้สึกราวกับมาสปาที่รีสอร์ทหรูอย่างไรอย่างนั้นเชียวละ
เช้าวันแรกของฉัน พระอาจารย์ที่ดูแลท่านพาเดินจงกรมด้วยเท้าเปล่าไปรอบบริเวณธุดงคสถาน แล้วยังออกไปยังถนนรอบนอกอีกด้วย เท้าเปล่ากระทบกรวดหินแหลมคมบ้าง เศษกิ่งไม้บ้าง ตาต้องคอยระมัดระวังเศษแก้วและสิ่งมีคมอื่น ๆ เรียกว่า พรั่งพร้อมไปด้วยสติในการเดินทุกย่างก้าว ใจนี้ไม่มีฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่นเลย นอกจากการเดินอย่างสำรวมระวัง
การเดินเช้านี้ของฉัน ทำให้ระลึกได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เมื่อเรากำลังได้รับทุกขเวทนาทางกายอยู่เช่นนี้ ความต้องการของมนุษย์ก็พลันกลับไปอยู่ที่ขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง นั่นคือต้องการพ้นทุกข์ทางกายเป็นอันดับแรก เพราะจิตของฉันในขณะนั้น พบว่า สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงคือ การไม่เจ็บเท้า และทำอย่างไรให้ไม่เจ็บ ถ้าเป็นคำตอบแบบปุถุชน ก็คงต้องเป็นการดับทุกข์ชั่วคราวด้วยการได้รองเท้ามาสวมใส่
แต่สำหรับผู้มาฝึกใจ คำตอบก็ควรเป็น “การปล่อยวางทุกขเวทนา” ด้วยการรับรู้ว่าความเจ็บนี้คือ ทุกข์ที่เกิดทางกาย แล้วปล่อยวาง บอกตัวเองว่า ความทุกข์เป็นของชั่วคราว มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ...ดังนั้น การเฝ้าครุ่นคิดว่าเจ็บเท้าจริงหนอ เมื่อไหร่จะเลิกเดินหนอ รองเท้าอยู่ไหนหนออยู่อย่างนั้น ไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บ แต่หากสามารถสั่งตัวเองได้ว่า การเจ็บนี้เป็นเพียงของชั่วคราว แล้วมันจะหายไป สิ่งสำคัญคือ สติในการก้าวเดินต่างหาก สติที่เอามาพิจารณาการก้าวเท้าซ้ายขวาอย่างไร จึงจะช่วยให้ก้าวเดินไปได้อย่างปลอดภัยตลอดรอดฝั่ง เมื่อสติจดจ่ออยู่กับสิ่งนี้ ความเจ็บนั้นดูราวกับจะไม่มีอิทธิพลต่อการเดินอีกต่อไป
เมื่อเดินจงกรมเสร็จ พวกเราก็มาทำกิจส่วนตัวก่อนที่จะมาพร้อมหน้ากันในเวลา ๖ นาฬิกา เพื่อเดินไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากัน ณ บริเวณลานหินโค้ง ซึ่งเป็นที่ฉันภัตตาหารประจำวันของพระเณรทั้งหมด
การถวายภัตตาหารทั้งเช้าและเพลของวัดนี้ เป็นแบบนำมารวมกันไว้ตรงกลาง ซึ่งพวกเราบางส่วนจะแบ่งกันมาช่วยแม่ชี (ตัวจริง) ในการตระเตรียมทั้งช่วงเช้าและช่วงเพล เมื่อได้เวลาฉัน พระเณรทั้งหมดจะรับประเคนจากญาติโยม หรือจากพวกเราก่อน แล้วจึงเริ่มตั้งแถวตักภัตตาหารอย่างสำรวมยิ่ง จากนั้นจึงถึงตาพวกเราแล้วจึงเข้านั่งประจำที่ที่จัดแยกไว้
ก่อนที่พระเณรจะเริ่มฉัน จะมีบทสวดพิจารณาอาหารก่อน เพื่อให้มีสติและสำรวมในการบริโภค ไม่ให้เกิดความหลงใหลในรสชาติของอาหาร อีกทั้งเป็นการน้อมใจเคารพคุณพระรัตนตรัย แล้วก็เป็นการสวดแผ่เมตตาอนุโมทนาบุญกับผู้ถวายภัตตาหาร จากนั้นจึงเริ่มต้นบริโภคอย่างสำรวม เมื่อเสร็จพวกเราก็มีหน้าที่ช่วยกันเก็บล้างภาชนะต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของตัวเอง และที่เป็นของกลาง วันละ ๒ รอบ เช้ากับเพล
การล้างจานที่นี่ เราก็จะแบ่งล้างหลายๆน้ำ ตั้งแต่น้ำแรกที่แสนจะอุดมไปด้วยคราบไขมัน จนไปถึงน้ำสุดท้าย แล้วก็นำขึ้นมาเช็ดให้แห้งก่อนใส่รถเข็นกลับโรงครัวส่วนกลาง ตัวกิเลสของฉันก็บงการให้พาตัวเองไปต่อแถวท้ายสุด คือ ล้างน้ำสุดท้ายหรือไม่ก็เช็ดจานชาม เพราะฉันไม่ชอบคราบไขมันเหล่านั้นน่ะสิ เมื่อล้างเสร็จทั้งคราบมัน และกลิ่นอาหารก็จะเกาะติดมือยากแก่การล้างออกเป็นอย่างยิ่ง
ฉับพลันทันใด สติรู้ตัวก็ตามทัน...เฮ้! เรามาขัดใจกิเลสอยู่นี่นะ เรามาระมัดระวังใจตัวเองอยู่นะ สมองก็เลยสั่งการทันทีว่า “ไปเลยนะหล่อน ไปล้างน้ำแรกเลย” เมื่อกล้องตัดภาพมาอีกทีคือ ฉันไปยืนล้างจานน้ำแรกอันอุดมด้วยคราบไขมันเหย็ง ๆ เฮ้อ หวิดไป หวิดแพ้ กิเลสตัวเอง!
บางคนอาจจะคิดว่า แหม ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ได้อู้ ไม่ได้เกียจคร้าน แต่สำหรับฉัน ฉันรู้สึกว่า นั่นคือการตามใจตัวเอง เพราะคนที่เขาต้องล้างน้ำแรก เขาก็ไม่ได้ล้างด้วยความพิศวาสหรอกนะ เมื่อคำนึงได้อย่างนี้ เราจะรู้ทันทีว่า นี่คือตัวกิเลส คือรักสบาย จะเห็นว่ากิเลสมันมาเหนือเมฆ มีทั้งแบบหยาบ แบบละเอียด ถ้าเราไม่รู้เท่าทันมัน ก็ง่ายแสนง่ายที่จะเดินเลี้ยวเข้ารกเข้าพง ถ้าเราสามารถรู้เท่าทันมันได้แม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ๆเราจะไม่พลาดขาดสติง่าย ๆ
เมื่อเสร็จกิจกรรมการล้างจานเรียบร้อย เราจะมีเวลาเป็นส่วนตัวประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนจะไปพบกันที่ศาลากลางน้ำที่เดิมเพื่อปฏิบัติธรรม โดยมากช่วงสายจะเป็นการสนทนาธรรม หรือถามปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเจริญสมาธิภาวนากับพระอาจารย์ ในวันที่ฉันไป ได้รับโอกาสอันดีจากท่านเจ้าอาวาสพระครูปลัดศีลวัฒน์มาบรรยายธรรมให้พวกเราฟัง
การฟังธรรมตามโอกาสนั้น จัดเป็นกุศลกรรมชนิดหนึ่งเช่นกัน แม้ว่าฉันต้องต่อสู้กับอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นเรื่อย ๆ ตามกำลังแรงแห่งตะวัน ผนวกกับความง่วงเหงาหาวนอนที่ทำเอาหนังตาหรี่ปรือ ฉันก็ถือว่าเป็นการฝึกความอดทนให้กับตัวเอง แล้วพยายามที่จะตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านเจ้าอาวาสพูด แม้ว่าใจฉันจะอดแวบนึกไปถึงการนั่งเรียนวิชาฟิสิกส์ยามบ่ายมัธยมปลายเสียมิได้ ก็วิชามันยากเสียจนน่าเบื่อ แถมยามบ่ายของเด็กวัยกำลังกินกำลังนอนแล้วไม่สามารถนอนได้นี่ มันทรมานสุดสุดไปเลย...
พอตั้งใจฟังท่านเข้าจริง ๆ กลับพบว่ามันห่างกันไกลกับการนั่งเรียนฟิสิกส์สมัยนั้นมาก เพราะสิ่งที่ท่านพูดไม่น่าเบื่อเลย อีกทั้งมีอารมณ์ขันสอดแทรกให้พวกเราได้หัวเราะเป็นระยะ ๆ โดยท่านได้พูดถึงการมาปฏิบัติของพวกเราว่า แม้จะเรียกว่าการรักษาศีล ๘ แต่จริง ๆ แล้ว ศีลแปลว่าปกติ คือรักษากาย วาจา ให้เป็นปกติ ไม่เบียดเบียนใครให้เป็นทุกข์ ส่วนสมาธินั้น เป็นการรักษาจิตให้เป็นปกติ ไม่ไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ อันนำไปสู่การเกิดปัญญา คือรู้เท่าทันว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้กายใจเป็นปกติ สดชื่นเบิกบานได้ตลอดเวลา ดังนั้น พวกเราทั้งหลายจึงมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติ ผมเผ้าน่ะหวีได้ไม่ใช่กระเซิงมาเลย แต่ไม่ใช่ว่า ปกติตื่นมาแต่งหน้าแต่งตางามเช้งอยู่ทุกวัน พอมาอยู่วัดก็เลยทำตามปกติ คือแต่งหน้าทาปากเสียฉ่ำ แบบนั้นไม่ใช่รักษาศีล ...หลวงพ่อท่านทำเสียงทิ้งมุกเสียทำเอาพวกเราขำกลิ้ง ก็ใครจะคาดว่าท่านจะพูดแบบนี้ออกมากันเล่า...
จะว่าไป สิ่งที่ท่านพูดจี้ใจสาว ๆ ให้ได้ขำกลิ้งกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉันนั้นเป็นพวกรักสวยรักงามอยู่ไม่น้อย แม้จะมาอยู่วัด ก็อดเสียไม่ได้ที่แบกพวกอุปกรณ์บำรุงผิวพรรณมาด้วย พอเอาด้วยแล้วก็ต้องมานั่งพิจารณาทีละหลอด ทีละขวด ว่า...เอ...ฉันจะทาได้ไหมหนอ ผิดศีลหรือเปล่าหนอ พอไม่มั่นใจก็เลยต้องเก็บเข้ากระเป๋าเหมือนเดิม แต่พอเช้ามา เห็นแสงแดดเดือนเมษาแผดกล้า ฉันก็พิจารณาว่า ทากันแดดเสียหน่อยคงไม่ผิดศีลหรอกมั้ง (เดี๋ยวเป็นมะเร็งผิวหนัง) แต่ไม่ถึงขั้นแต่งหน้าทาปากหรอกนะ เพราะไงแล้วฉันมั่นใจว่า แบบนั้นผิดศีล ๑ ใน ๘ ข้อแหง ๆ
แถมในช่วงที่ความง่วงมันทำท่าจะชนะความอดทน ท่านได้พูดมาถึงโอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธเจ้าในข้อที่ว่า “ขันติคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องแผดเผากิเลสเป็นอย่างยิง” นั่นทำให้ฉันมีกำลังใจในการต่อสู้กับทุกขเวทนาต่าง ๆ เป็นทวีคูณ 
(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)