ฤดูกาลแห่งการศึกษาหาความรู้ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หยุดพักร้อนมาเป็นเวลาแรมเดือน และคาดว่าในวันเปิดภาคเรียนวันแรก ทั่วทั้งโรงเรียนคงจะอื้ออึงไปด้วยเสียงประสานของบรรดานักเรียน ซึ่งกำลังตื่นเต้นกับสถานการณ์แปลกใหม่ของชีวิตอีกวาระหนึ่ง
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศดังกล่าว จึงใคร่ขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ โรงเรียนต้นแบบ อันโดดเด่นด้วยการดำเนินงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัว นับตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนปัจจุบัน โดยผ่านบทสนทนาของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง ๓ แห่ง อาทิ โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ โรงเรียนอัมพรไพศาล และโรงเรียนทอสี...
|
|
เปรมอนงค์ รัตนะสาขา
...ถึงโรงเรียนเราจะอนุรักษ์กิริยามารยาทตามแบบไทย
สอดแทรกด้วยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
แต่เรื่องเทคโนโลยีจะต้องได้ คือต้องผสมผสานกันไปหมด
โดยที่เราต้องไม่ลืมรากเหง้าของเราเอง... |
โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ |
โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์...
โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๕ โดย หม่อมเจ้าพูนศรีเกษมและหม่อมเจ้าหญิงศุขศรีสมร เกษมศรี ด้วยทรงปรารถนาจะจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวังแห่งหนึ่งตามแบบโรงเรียนราษฎร์ (Private School) ในประเทศอังกฤษเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงจัดตั้งโรงเรียนขึ้นเป็นทานมัยโดยมุ่งส่งเสริมการศึกษาให้กุลบุตร กุลธิดาในสมัยนั้น
ชื่อ เขมะสิริอนุสสรณ์ ตั้งขึ้นตามพระนามเดิมของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ เมื่อครั้งยังมิได้ทรงกรม โดยทรงพระนามว่า พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค ซึ่งในภาษาบาลีเขียนว่า เขมะสิริสุภโยโค ราชสกุลนาม เกษมศรี ชื่อโรงเรียนแห่งนี้จึงมีความหมายว่า ระลึกถึงเกษมศรี
หลังจากที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ได้เปิดให้มีการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ได้มีการพัฒนาและผลัดเปลี่ยนผู้บริหารภายในราชสกุล เกษมศรี สืบทอดเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น จวบจนวันนี้ทำเนียบผู้บริหารได้ก้าวเข้าสู่ยุคของรุ่นหลาน คือ คุณเปรมอนงค์ รัตนะสาขา ผู้จัดการโรงเรียนคนปัจจุบัน...
โรงเรียนเขมะฯ เดิมตั้งอยู่ที่ฝั่งพระนคร บริเวณถนนสามเสนค่ะ แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ของกองมรดกราชสกุล เกษมศรี ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ท่านตา ท่านยายเท่านั้น ยังจะมีพี่น้องท่านอื่นๆ ที่เป็นหม่อมเจ้า ซึ่งอยู่ในวังนั้นด้วย ประกอบกับความคับแคบ คุณพ่อและคุณแม่ท่านเห็นว่าโรงเรียนเป็นอะไรที่จะต้องใช้สถานที่มากก็เลยย้ายออกมา แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารทุกแห่งไม่ปล่อยเงินกู้ คุณแม่ (หม่อมราชวงศ์ทอร์ศรี เกษมศรี คงจำเนียร) ได้เล่าให้ฟังว่าท่านยากลำบากมากในช่วงนั้น เรียกว่ามีอะไรก็ต้องทำให้เป็นเงิน เพื่อจะมาสร้างโรงเรียนให้เสร็จภายในระยะเวลาที่เราจะเปิดให้ได้ ก็ต้องเริ่มทำใหม่หมดเลยค่ะ ตั้งแต่ซื้อที่ดิน แรกเริ่มเดิมทีมี ๒ ตึกเท่านั้น สระว่ายน้ำ ตึกนักเรียนประจำอะไรพวกนี้มาต่อเติมทีหลัง ท้ายสุดก็คือหอประชุมศุขศรีสมร
...หลักการดั้งเดิม ท่านตา ท่านยายอยากจะให้โรงเรียนเป็นไพรเวทสคูลแบบอังกฤษ จะสอนแต่เฉพาะเด็กนักเรียนหญิง แต่ตอนหลังก็มีพี่ น้อง หรือลูกครูที่เป็นเด็กชายอยากจะมาเข้ามาเรียนด้วย จึงได้เริ่มรับถึงประถม 4 แล้วตอนหลังๆที่คุณแม่มาทำก็เริ่มไม่รับนักเรียนชาย เหลือแต่หญิงล้วนมีทั้งที่อยู่ประจำและไป-กลับเท่านั้นค่ะ และหลักการข้อหนึ่งที่เราให้ความสำคัญมากมาตั้งแต่สมัยท่านตา ก็คือ อยากจะสอนให้เด็กผู้หญิงมีกิริยามารยาทที่เรียบร้อย น่ารัก แล้วก็มีความรู้ ความสามารถที่ดี ซึ่งทุกวันนี้ดิฉันและพี่น้องที่ช่วยกันดูแลโรงเรียน ก็ยังคงนโยบายหลักดังกล่าวเอาไว้ตามปรัชญาของโรงเรียนเขมะฯ คือ นักเรียนจะดีเพราะมีวัฒนธรรม นักเรียนจะเป็นผู้นำเพราะมีความรู้ ...เราก็คิดว่าจะต้องประกอบกันทั้งสองสิ่ง เด็กจึงจะออกไปสู่สังคมได้ค่ะ
...มาช่วงหลังเราจะเน้นหนักในเรื่องพระพุทธศาสนาเข้าไปด้วย เพราะเราเล็งเห็นว่า พระพุทธศาสนามีส่วนช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาชีวิต และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี จริงๆแล้วเป็นสิ่งประเสริฐที่เรามีอยู่แล้ว แต่เราไม่ค่อยได้นำมาใช้ เพราะฉะนั้นโรงเรียนเราก็ค่อนข้างจะเน้นให้เด็กเห็นคุณค่าว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีหลักธรรม ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และนำมาใช้ได้ทุกสถานการณ์ที่เขาจะต้องเจอในชีวิตค่ะ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลา ๗๓ ปีแล้ว ที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์เป็นที่รู้จักในฐานะโรงเรียนหญิงล้วน ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ทางด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังมีการปรับปรุงกระบวนการเรียน การสอน ตลอดจนเนื้อหาบางส่วนให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อก้าวต่อๆไปของโรงเรียน...
ขณะนี้โลกก้าวไกลเป็นระหว่างประเทศหมดแล้ว เราก็จะบุกเบิกในด้านต่างประเทศ ตอนนี้ก็เปิดสอนภาษาจีน ต่อไปจะเปิดสอนภาษาญี่ปุ่นด้วยนะคะ และอาจจะมีการแลกเปลี่ยนนักเรียนหรือครูกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่น อเมริกาหรืออังกฤษ อันนี้อยากจะทำ เพราะคิดว่าถ้าเด็กนักเรียนมีโอกาสไปเรียนรู้ ไปเห็นคนอื่นๆนอกประเทศบ้าง เขาจะได้อะไรหลายๆอย่าง ทั้งภาษาและวัฒนธรรม
...หรือหากจะกล่าวในภาพรวม ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะทำในลักษณะให้มีพื้นฐานแบบไทยที่แข็งแรง เห็นเด่นชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็มีความเป็นสากล รู้จักวางตัว เวลาจะไปต่างประเทศ พูดภาษาก็ได้ ปรับตัวดี อีกอย่างที่อยากจะทำควบคู่ไป คือ ด้านเทคโนโลยีค่ะ ถึงโรงเรียนเราจะอนุรักษ์กิริยามารยาทตามแบบไทย สอดแทรกด้วยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา แต่เรื่องเทคโนโลยีจะต้องได้ คือ มันต้องผสมผสานกันไปหมดโดยที่เราต้องไม่ลืมรากเหง้าของเราเอง
|
|
ท่านผู้หญิงยสวดี อัมพรไพศาล
...ส่วนใหญ่เราจะสอนด้วยการสัมมนา จะเรียนเรื่องอะไรก็ตาม
ครูกับนักเรียนต้องอภิปรายกันก่อน ว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด
เมื่อหาสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ถึงจะเอามาลงสมุด...
|
โรงเรียนอัมพรไพศาล |
โรงเรียนอัมพรไพศาล...
โรงเรียนอัมพรไพศาล เริ่มก่อตั้งในปี ๒๔๙๙ โดยการบุกเบิกของท่านผู้หญิงยสวดี อัมพรไพศาล โรงเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน แด่การจากไปของหลวงอัมพรไพศาล ผู้เป็นสามี ดังนั้น ท่านผู้หญิงยสวดี จึงมุมานะทำงานอย่างหนักหน่วง บวกกับความรักในอาชีพครู โรงเรียนอัมพรไพศาลจึงได้ก่อกำเกิดนับตั้งแต่นั้นมา...
เริ่มแรกที่ตั้งโรงเรียน เพราะว่าเสียสามีไปกะทันหันค่ะ ประสบอุบัติเหตุที่สงขลา เพื่อจะดับทุกข์ก็เลยทำงาน นึกว่าเราชอบทางนี้ คือเราเป็นครูอยู่แล้ว เคยสอนที่โรงเรียนราชินีบน ๑๐ ปี ตั้งแต่อายุ ๑๙ แต่ฉันไม่ได้เรียนทางด้านครุศาสตร์ ฉันจบมาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ส่วนคุณพ่ออยากให้เรียนหมอ ฉันก็บอกว่า เรียนไม่ได้หรอก เพราะว่าไม่ชอบ และกลัวเลือด ก็เลยขอเรียนกฎหมาย ตอนนั้นเขาเพิ่งเปิดให้ผู้หญิงเรียนกฎหมาย ตอนคุณหญิงร่ำ พรหมโมบล เป็นรุ่นแรก คุณพ่อไม่อนุญาตค่ะ บอกว่าเก่งพอแล้ว เรียนกฎหมายเดี๋ยวจะเก่งไปใหญ่ ก็เลยมาเป็นครู ถึงแม้จะไม่มีวิชาครู แต่ก็สอนได้ คือเรามีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เป็นนักเรียนแล้ว เวลาครูขาด อธิการก็ให้เราไปแทน เราเลยอยากจะทดลองว่า วิธีการของเราถูกต้องหรือเปล่า ก็เลยตั้งโรงเรียน โดยใช้กำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ กำลังทุกอย่าง จึงทำให้ลืมทุกข์ไปได้ ถึงได้ชื่อ อัมพรไพศาล เพราะสามีชื่อ หลวงอัมพรไพศาล
...เดิมทีเราไม่ได้เปิดโรงเรียนเองหรอกนะคะ เพราะมีคนบอกว่า อย่าขอเปิดเองเลย มันยุ่งยากมาก ให้ซื้อโรงเรียนที่กำลังจะขาย เผอิญโรงเรียนวรวุฒิ ที่ถนนพระอาทิตย์กำลังจะขาย เราก็เลยซื้อ แล้วมาเปลี่ยนชื่อทีหลัง พอระยะหลังๆมีนักเรียนมากขึ้น ที่อยู่ไม่พอ คือคนนิยมมาก ก็เลยย้ายมาอยู่ที่ปากเกร็ด ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะเคลื่อนผ่านไปอย่างไรก็ตาม ท่านผู้หญิงยสวดี อัมพรไพศาล ในวัย ๙๘ ปี ก็ยังคงบริหารงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบนโยบายที่วางไว้มาตลอดเกือบครึ่งศตวรรษ โดยสามารถรักษาอัตลักษณ์ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้...
โรงเรียนของเรามีนโยบาย คือ ให้เด็กเรียนด้วยความเป็นสุข ได้รับความรู้อย่างแท้จริง และสอนให้เป็นคนดี เรามีคำขวัญ ซึ่งนักเรียนจะพูดทุกเช้า... 'โรงเรียนมีคำขวัญมั่นในจิต เราจำติดใจไว้ไม่ลืมหลง คือ ขยัน ซื่อสัตย์ และหยัดยง จิตมั่นคง อดทนดูผลงาน กตัญญูรู้ชอบตอบแทนคุณ ผู้การุญแก่เราเป็นแก่นสาร ประพฤติตามคำขวัญ ๕ ประการ จะสำราญสุขีดีแน่เอย'
...สิ่งไหนที่ควรเปลี่ยนเราก็เปลี่ยน แต่ที่ไม่เปลี่ยน เพราะเราเห็นว่าถูกต้องแล้ว เช่นการให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถม ๑ เราไม่เปลี่ยน เราให้เรียนตอนประถม ๕ เพราะว่าเป็นนโยบายของเราค่ะ ต้องให้เด็กเรียนเมื่อโต เพราะว่าเด็กอ่านเอง เข้าใจเองได้แล้ว ถ้าภาษาของตัวเองยังพูดตัว ร ล ไม่ชัด แล้วจะรู้หรือว่าตัวแอลกับอาร์ต่างกันอย่างไร อีกประการหนึ่งคือต้องท่องจำ เรียนอะไรที่เข้าใจแล้ว ต้องท่องจำ ไม่ท่องก็ไม่จำ เพราะฉะนั้นเราจึงให้เวลากับภาษาไทยมากที่สุด แต่เด็กของเราไปอยู่ที่ไหน ก็ได้ชื่อว่าเก่งภาษาอังกฤษนะ
...สำหรับสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เรากะชั่วโมงเรียนของเราเองตามความเหมาะสม เราเห็นว่าวิชาใดที่เด็กเรียนด้วยตนเองได้ เราก็ให้ชั่วโมงน้อย ชั่วโมงไหนต้องการความช่วยเหลือของครู ก็ให้มาก แต่การเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง เราไม่ทำ เพราะว่าไม่ได้ผล ส่วนใหญ่เราจะสอนด้วยการสัมมนาค่ะ จะเรียนเรื่องอะไรก็ตาม ครูกับนักเรียนต้องอภิปรายกันก่อน ว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด เมื่อหาสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ถึงจะเอาลงสมุด ทีนี้สบายเลย เวลาคำถามมาก็จำได้ อันไหนถูก อันไหนผิด เช่นให้คำตอบมา ๔ ข้อ คำตอบข้อไหนถูก และถูกเพราะอะไร ต้องรู้ ถ้าไม่ถูก ก็หาที่ถูกให้ได้ ไม่ใช่ขีดถูก ขีดผิด โดยไม่รู้
...ทุกวันนี้ทำไปเท่าที่เราสามารถจะทำได้ คือเราไม่ขยายต่อไปแล้ว เพราะขยายไปเราก็ไม่ไหว เรามีนักเรียนทั้งหมด ๒,๖๐๐ คน เป็นนักเรียนประจำ ๔๐๐ คน ซึ่งเราต้องดูแล เอาใจใส่ทุกอย่าง ถึงแม้จะหนักบ้าง แต่ก็มีความสุขที่ได้เห็นนักเรียนของเราประสบความสำเร็จ เวลาลูกศิษย์ไปได้ดิบได้ดี มันก็เหมือนยาหอม อย่าง ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ได้เป็นสตรีดีเด่นของปีนี้ ก็เป็นนักเรียนอัมพรไพศาล และที่ดีใจอีกอย่างคือ ครูที่นี่ไม่ค่อยมีเข้ามีออก คืออยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อย่างลูกอย่างหลาน นอกจากว่าจะย้ายที่อยู่ ตอนนี้ก็ยังมีครูที่สอนมาตั้งแต่สมัยบางลำพู แต่มีไม่มาก เพราะแก่ไปตามๆกัน
...การเป็นครู ไม่ใช่เพราะเรียนวิชา แต่ความเป็นครูจะมีอยู่ในตัวของทุกคน ขอให้เข้าใจอย่างนี้นะคะ สอนกันไม่ได้ ซึ่งการที่จะเป็นครูนั้น คือใจต้องเป็นครู จึงจะสามารถทำตรงนี้ได้
|
|
บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์
ภารกิจที่สำคัญยิ่งอีกประการของโรงเรียนคือ
การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามหลักไตรสิกขา
คือด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา...
|
โรงเรียนทอสี |
โรงเรียนทอสี...
โรงเรียนทอสี โรงเรียนเล็กๆอันแสนอบอุ่น ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความเจริญของย่านธุรกิจ บนถนนสุขุมวิท ก่อตั้งขึ้นในปี ๒๕๓๔ โดยแรงบันดาลใจจากความรักเด็กๆและสนุกกับงานสอนหนังสือของ บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของและครูใหญ่ ด้วยมีความมุ่งหวังว่าอยากก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยบ่มเพาะต้นกล้าต้นเล็กๆให้เจริญเติบโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง ด้วยการนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางสำหรับการเรียน การสอน ทั้งนี้เพื่อให้เหล่านักเรียนตัวน้อยได้รับความรู้ควบคู่กับศีลธรรมอันดีงามไปพร้อมๆกัน...
ดิฉันเคยทำงานสอนพิเศษ ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ รู้สึกสนุก แต่ว่าเงินไม่พอเลี้ยงตัวเลยไปทำงานเป็นฝ่ายบุคคลของธนาคารอยู่หลายปี จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบงานที่อยู่กับเด็กมากกว่า พอดีมีโอกาสติดตามสามี ตอนที่สามีไปเรียนต่อที่อเมริกา เราก็ได้ไปสอนหนังสืออีก ซึ่งมีความสุขมาก พอมีลูกก็สนุกอีก เลยรู้ว่า เราชอบงานที่ได้อยู่กับเด็ก จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนและทางบ้านให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทุกด้าน
...เริ่มทำมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๓๔ ทำในบ้านของพี่สาวเปิดเป็นอนุบาลก่อนเลี้ยงลูกหลานของเรา และลูกเพื่อนประมาณ ๖-๗ คน เป็นแนวเตรียมความพร้อม ไม่ใช่แบบเร่งเรียน แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เช่น การทำอาหารทานเอง เราสามารถสอนได้หลายอย่าง ภาษา วิทยาศาสตร์ เลข รวมทั้งการฝึกคิดอย่างมีระบบ
...ดิฉันไม่ได้จบการศึกษามาโดยตรง จบจิตวิทยาเด็ก จึงต้องศึกษาเทคนิควิธีการสอนว่าเขามีทฤษฎีอะไรกันบ้าง มีอบรมที่ไหนไปหมด พาครูไปด้วยพอเข้าศึกษาแล้ว รู้สึกว่ามีมากมายแต่ละทฤษฎีก็เน้นไปในแต่ละด้าน แต่พอมาศึกษาพระพุทธศาสนา ได้มาปฏิบัติธรรม ทำให้ทราบว่าพุทธศาสนามีหลักการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน
...พอเราศึกษาพุทธศาสนาเราก็เริ่มรู้แล้วว่าเป้าหมายที่วางไว้นั้นยังไม่ครบถ้วน นอกเหนือจากการให้ความรู้ทางวิชาการแล้ว ภารกิจที่สำคัญยิ่งอีกประการของโรงเรียนคือ การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามหลักไตรสิกขา คือ ด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา โรงเรียนและผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญในการฝึกให้เด็กมีความอดทน เมตตา เพียร มีวินัยและมีมารยาทที่ดีงาม รู้จักกาลเทศะ ขอให้ลูกเรียนเก่งได้คะแนนสูงๆ กล้าพูด กล้าแสดงออกก็พอแล้ว ดังนั้น เป้าหมายของโรงเรียนจึงเปลี่ยนไปเมื่อเราเข้าสู่การศึกษาแนวพุทธเมื่อ ๗ ปีที่แล้ว
...ตั้งแต่นำแนวพุทธเข้ามาใช้ ทำให้ทุกคนเริ่มหันมาดูตัวเอง ดูว่ามีสิ่งใดที่เราบกพร่องต้องพัฒนาแก้ไขปรับปรุง การเพ่งโทษผู้อื่นเริ่มน้อยลง และดูว่าในส่วนของเรามีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขบ้าง ถ้าหากทุกคนหันมามองตัวเอง และเริ่มต้นแก้ไขที่ตนเอง ทุกอย่างก็จะดีขึ้น และมีหนทางแก้ไขได้มากขึ้น
...ที่โรงเรียนจะสนับสนุนให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง มีโอกาสเข้าอบรมปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งความรู้จากการอบรม และประสบการณ์จากการปฏิบัติมีส่วนสำคัญในการขัดเกลาพฤติกรรม ชำระจิตใจ และพัฒนาปัญญาในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ใช้ที่โรงเรียนก็ได้ ใช้ที่บ้านก็ได้ ชาวทอสีมีบุญที่ได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งท่านจะให้การอบรม สั่งสอนในการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ท่านเป็นผู้ให้คำแนะนำในการพัฒนาศึกษาวิถีพุทธมาตั้งแต่เริ่มต้น
...การศึกษาแนวพุทธเป็นทางออกที่จะช่วยทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ฉะนั้นถ้าทุกๆหน่วยของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ผู้ปกครอง เด็ก คุณครู มาร่วมกันทำให้เห็นว่า การศึกษาแนวพุทธมีดีจริง ถ้าเราทำตรงนี้ได้ ดิฉันเชื่อว่าคนอื่นที่ไม่เคยศรัทธา หรือไม่เห็นคุณค่าก็จะเริ่มหันมาสนใจ ตอนนี้ตะวันตกสนใจพุทธศาสนามาก แต่สังคมของเขาไม่เอื้อ ด้วยพื้นฐานที่ต่างกัน แต่เราโชคดีเราเมืองพุทธสามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบ ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนทุกศาสนาอยู่กันได้อย่างสงบสุข เพราะเราเคารพซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าเราจะมีความคิด ความเชื่อที่ต่างกัน ดิฉันเชื่อว่าถ้าเราเอาศาสนาพุทธมาช่วยพัฒนาเรื่องของการศึกษากันอย่างจริงจัง จะทำให้ชุมชนทอสีทุกครอบครัวมีความสุขมากขึ้น