มุก-มุข
มุก เป็นคำไทย ใช้ในความหมายหลายความหมาย ความหมายหนึ่ง เป็นชื่อหอยทะเลชนิดหนึ่ง เป็นหอยฝาคู่ ในฝามีความมันแวววาว เรียกว่า หอยมุก เมื่อมีทรายหรือวัสดุแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในตัวหอย หอยจะผลิตเมือกที่เป็นมันแวววาวออกมาหุ้ม เกิดเป็นไข่มุก คนที่ฉลาดจึงใส่วัสดุรูปกลมเข้าไปในตัวหอย และเลี้ยงหอยนั้นทำให้เกิดไข่มุกที่เรียกว่า ไข่มุกเลี้ยง หรือมุกเลี้ยง (Cultured Pearl) ส่วนฝาหอยก็นำมาใช้ทำทัพพีหรือตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ใช้ประดับเครื่องเรือนและภาชนะต่างๆ เครื่องเรือน ภาชนะ หรือของใช้ที่ประดับด้วยเปลือกของหอยมุกมีหลายอย่าง เช่น โตกมุก โต๊ะมุก พานมุก กระเป๋ามุก
อีกความหมายหนึ่ง มุก แปลว่า พูดหลอก พูดเกินจริง เช่น เขามามุกอะไรให้ฟังเล่า เธออย่ามามุกเลย ฉันไม่เชื่อหรอก บางทีใช้ว่า มุกกิ๊ก ในการแสดงละคร ตัวละครมักจะเล่นตลกแทรกเพื่อให้คนดูขำขัน เรียกว่า ออกมุก หรือเล่นกวนมุก เช่น ในบทละครชุดเบิกโรงเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๐๔) มีการเล่นกวนมุก ในลักษณะตลกสลับฉากเพื่อให้ตัวละครได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวบ้าง เพื่อเปลี่ยนฉากใหม่บ้าง
มุข เป็นคำภาษาบาลีสันสกฤต แปลว่า หน้า หรือ ปาก เช่น อัศวมุขี แปลว่า มีหน้าเป็นม้า ทศมุข แปลว่า มีหน้าสิบหน้า มุโขโลกนะ แปลว่า เลือกปฏิบัติเพราะเห็นแก่หน้าพรรคพวกเพื่อนพ้อง เช่น เป็นหัวหน้าก็ต้องมีความยุติธรรม อย่ามุโขโลกนะ ชอบคนนั้นไม่ชอบคนนี้ มันไม่ดี มุข อีกความหมายหนึ่งแปลว่า พูด เช่น มุขปาฐะ แปลว่า เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เช่น นิทานพื้นบ้านเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ ที่เราได้ฟังมาจากคนแต่ก่อน ไม่ค่อยได้เขียนบันทึกไว้
มุข อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ส่วนของเรือนหรืออาคารที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร มักอยู่ส่วนหน้าของเรือนหรืออาคาร เช่น บ้านนี้มีห้องหน้ามุขยื่นออกมาเป็นรูปแปดเหลี่ยมใช้ลูกไม้ประดับอย่างงดงาม ถ้าเรือนหรืออาคารนั้นเป็นพระที่นั่ง จะเรียกว่า มุขเด็จ ถ้ามุขนั้นไม่มีฝากั้น จะเรียกว่า มุขโถง ส่วนของอาคารที่เชื่อมต่อระหว่างพระที่นั่งองค์หนึ่งกับพระที่นั่งอีกองค์หนึ่ง เรียกว่า มุกกระสัน
สุก-สุข-สุขา
สุก มีความหมายว่า ใช้ได้แล้ว กินได้ดีแล้ว เช่น ผลไม้สุก อาหารสุก ข้าวสุก มีนัยความหมายว่า เมื่อยังดิบอยู่ กินไม่ได้ หรือกินไม่อร่อย ต้องทำให้สุกแล้วจึงจะกินได้ดี กินได้อร่อย ไม่เจาะจงว่า อาการที่ทำให้สุกนั้นเกิดจากอะไร ผลไม้บางอย่าง สุก เมื่อแก่จัดแล้วหรือเมื่อบ่ม เช่น กล้วย มะม่วง มะละกอ ทุเรียน ผลไม้ บางอย่างแก่แต่ไม่สุก เช่น มะพร้าว อาหารทำให้สุกได้ด้วยไฟ แต่วิธีการทำให้สุกมีหลายวิธี เช่น ต้ม นึ่ง ตุ๋น ทอด ผัด ย่าง เผา ในสมัยก่อน ชายหนุ่มที่ยังไม่เคยบวชเป็นภิกษุเรียกว่า คนดิบ หมายถึงคนที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอบรมสั่งสอนจากพระ ถือว่ายังไม่สมควรแต่งงานมีเหย้ามีเรือน ต่อเมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่จนครบพรรษาแล้ว สึกออกมาจึงเรียกว่าเป็น คนสุก สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ เพราะได้รับการอบรมคุณธรรม มีหลักศาสนาประจำใจ รู้จักผิดชอบชั่วดี และรวมถึงการได้เรียนรู้หนังสือ อ่านได้เขียนได้ จึงสามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้ การบวชในพระพุทธศาสนาเป็นการเข้าศึกษาสำหรับกุลบุตรมาแต่โบราณ
สุข เป็นคำยืมจากคำภาษาบาลีสันสกฤต แปลว่า ความสบายกายสบายใจ คนเราปรารถนาความสุขทั้งกายและใจ บางคนสุขกายแต่ไม่สุขใจ บางคนสุขใจแต่ไม่สุขกาย ความสุขทางกายของคนเราเกิดได้เมื่อความต้องการทางกายได้รับการตอบสนอง เช่น เมื่อหิวไม่มีความสุข เมื่อได้อาหารมากินก็มีความสุข เมื่อต้องการขับถ่ายก็ไม่มีความสุข เมื่อได้ขับถ่ายออกก็มีความสุข คนทุกคนต้องการความสุข และพยายามทำให้ตนเองและคนที่ตนรักมีความสุขด้วย เวลาให้พรกันก็จะให้พรให้มีความสุข เพราะความสุขเป็นความพอใจ สบายใจ เบิกบานใจ ในทางพระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณา สุข ว่าเป็นเพียง ทุกข์น้อย ชีวิตมนุษย์มีแต่ทุกข์ เราจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยการกำจัดเหตุแห่งความทุกข์เท่านั้น กิเลสเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดทุกข์ท่านจึงให้พยายามกำจัดกิเลส หรืออย่างน้อยก็ให้พยายามลดกิเลสลงให้เหลือน้อยที่สุด
สุขา เป็นคำที่แผลงจากคำว่า สุข ใช้หมายถึง ความเบาสบายกายเมื่อได้ถ่ายทุกข์ออกจากตนแล้ว ปัจจุบันจึงใช้ในความหมายว่า ห้องส้วม
ชาด-ชาติ
ชาด เป็นวัตถุสีแดง ทำมาจากเมืองจีน เป็นผงหรือเป็นก้อน นำมาผสมกับน้ำมันใช้เป็นตราประทับหรือใช้ทาลงในของใช้ที่ลงทองหรือปิดทองไว้เพื่อให้สีทองดูสดฉ่ำงดงาม มักใช้ทาประตูหน้าต่างโบสถ์วิหาร เป็นต้น เรียกว่า ปิดทองล่องชาด ตามตำราช่างว่า ถ้าใช้ชาดผสมกับปรอดและกำมะถันเพื่อฉาบเนื้อทอง หรือเครื่องกะไหล่ทองจะทำให้ทองมีสีสุกปลั่ง นอกจากนี้ ชาด ยังเป็นชื่อต้นไม้ที่รู้จักกันในชื่ออื่นอีก คือ คำแสด คำแฝด หรือคำเงาะ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ ๓ เมตร ออกดอกเป็นช่อสีชมพู เมื่อกลายเป็นผล ผลมีลักษณะคล้ายลูกเงาะ เกาะกันเป็นพวง เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็น ๒ ซีก มีเมล็ดเล็กๆราว ๒๐-๓๐ เมล็ด อยู่ภายในเนื้อที่หุ้มเมล็ดเป็นสีแดงหรือแสด ใช้ผสมสีอาหารและย้อมผ้า ทั้งเมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด ใบ ดอกแห้ง มีสรรพคุณ ทางยาแก้โรคได้หลายอย่าง
ชาติ เป็นคำยืมจากคำภาษาบาลีสันสกฤต แปลว่า การเกิด ในภาษาไทยใช้ในความหมายหลายความหมาย ชาติ หมายถึง การเกิดเป็นคนมีชีวิตหนึ่ง นับเวลาตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงสิ้นชีวิต เช่น เราเชื่อว่า เราเกิดมาแล้วหลายชาติ ชาตินี้เกิดมาดีก็ต้องทำความดีต่อไปเพื่อผลในชาติหน้า เราควรทำความดีไม่ให้เสียชาติเกิด สำนวน มีชาติมีสกุล มีความหมายว่า มีสกุลดี เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นคนมีฐานะทางสังคมดี เช่น คุณเป็นคนมีชาติมีสกุลจะทำอะไรก็อย่าให้ใครเขาว่าได้ ชาติ หมายถึง การเกิด เมื่อเกิดมาเป็นคนประเภทใดชนิดใด ก็ใช้คำว่า ชาติ ด้วย เช่น ชาติชาย หมายถึง ผู้ชาย มีนัยความหมายถึง คนที่มีความเก่งกล้าสามารถ เช่น ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย ชาติชายก็ต้องไว้ชื่อ ชาติขี้ข้า หมายถึง คนที่เกิดมาเป็นลูกของไพร่ หรือลูกของคนที่เป็นทาส มีนัยความหมายว่า เป็นคนต่ำต้อย เพราะไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน เช่น ชาติขี้ข้าจะยกย่องให้เป็นผู้ดีก็ฝึกไม่ได้เพราะสันดานไม่ดี
ผู้ที่มีกำเนิดในเผ่าพันธุ์ใดก็เรียกว่า เป็นคนชาตินั้น ชาติ จึงมีความหมายถึง เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ เช่น คนชาติไทย ชายชาติจีน หญิงชาติลาว ปัจจุบัน มีคำว่า สัญชาติ กับเชื้อชาติ เพราะบอกให้รู้ว่า คนคนหนึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ใด ใช้คำว่า เชื้อชาติ แต่คนที่มีเชื้อชาติหนึ่งอาจจะเป็นประชากรของอีกประเทศหนึ่ง อยู่ในสังกัดในปกครองของรัฐบาลของอีกประเทศหนึ่งได้ ใช้คำว่า สัญชาติ เช่น ในประเทศไทย คนไทยมีสัญชาติไทยแต่อาจเป็นคนที่มีเชื้อชาติไทย จีน ลาว มอญ เขมร ม้ง เย้า หรือเชื้อชาติอื่นๆ