บทความ-สารคดี  
พระคือพลังแผ่นดิน ณ “King Bhumibol Adulyadej Square”
โดย  ศาสตราจารย์ประภาศรี สีหอำไพ
ฉบับที่ 2586 ปีที่  50 ประจำวัน  อังคาร ที่  11 พฤษภาคม  2547

            บทความนี้ ผู้เขียนมุ่งนำเสนอความรู้สึกของราษฎรไทยในต่างแดนที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อไปถึงจัตุรัส “King Bhumibol Adulyadej Square” ได้สัมผัสโดยประสบการณ์ตรงยังแท่นประดิษฐานจารึกพระชาติภูมิพระบรมราชสมภพ ณ โรงพยาบาล “Mount Auburn” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเดียวกับจัตุรัสนี้ วันเสด็จพระราชสมภพ คือวันที่ ๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๒๗ (พ.ศ.๒๔๗๐)

            การประพันธ์บทอาเศียรวาทในวันเฉลิมพระชนมพรรษาแต่ละปี ผู้เขียนได้ร้อยกรองในนามของสถาบันต่างๆ มีทั้ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หลากชนิด ไม่มีบทใดที่มิได้รินร้อยถ้อยคำด้วยความจงรักภักดีจากหัวใจ หากแต่บทกวีนิพนธ์ที่รักผลงานของตนเองมากที่สุด คือบท “พ่อ” ประพันธ์ในนามเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ก วัดธัมมาราม ชิคาโก วัดพุทธานุสรณ์ ซานฟรานซิสโก และวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

            พ่อของฉัน...มีพระคุณ อุ่นเหนือเกล้า
พ่อของเรา...มีเมตตา มหาศาล
พ่อของชาติ...คือ “ในหลวง” ทรงห่วงงาน
พ่อปกบ้านเมืองไทยให้ร่มเย็น
            พ่อเกิดมาเหมือนฟ้ามาโปรดราษฎร์
            พ่อสามารถบั่นบุกดับทุกข์เข็ญ
            พ่อคือองค์มิ่งขวัญพระจันทร์เพ็ญ
            พ่อลอยเด่นสถิตในหัวใจชน
เหงื่อพ่อหยดถึงวันนี้ก็แสนหยาด
ซับน้ำตาไทยทั้งชาติกี่หมื่นหน
ดับวุ่นวายกี่ร้อยจราจล
เหมือนสายฝนดับไฟที่ไหม้ลาม

            บทสุดท้ายขอยกไปสรุปตอนจบ กลอนชิ้นนี้แต่งเสร็จก็ซึ้งอยู่คนเดียวแม้ในเชิงภาษา เห็นว่าไม่สมควรอาจเอื้อมใช้คำว่า “พ่อ” และ “ในหลวง” ก็เป็นภาษาพูดแต่เสียงสะท้อนสะเทือนอารมณ์ด้วยอรรถรสของกวีนิพนธ์ จะมีรักใดเล่าเลิศล้ำเหมือนความรักต่อพ่อแม่ การที่จะให้เยาวชนเข้าใจถึงความจงรักภักดี จำเป็นต้องใช้คำง่ายๆ “พ่อ” จึงเป็นคำสัญลักษณ์ของความรัก ความกตัญญูตกเวที ความเคารพบูชาที่เด่นชัด วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปี จึงสดุดีวันพ่อแห่งชาติ

บริเวณจัตุรัส ด้านซ้ายคือแท่นแกรนิต
บรรจุ ข้อความบนแผ่นทองสัมฤทธิ์ขวา
มือคือโรงแรมชาร์ลส์ ด้านหลังขวามือ
คืออาคารชาร์ลสแควร์ ประตูกลางคือ
J.F.K.Park อาคารซ้ายมือคือ John
F.Kennedy School มหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด

            การเดินทางไปบอสตัน มีเป้าหมายหลัก ๓ ประการ ประการแรกคือปรารถนาจะไปชมป้าย “King Bhumibol Adulyadej Square” เหมือนกับฝันเห็นมานานนักหนา ประการที่สอง อยากไปชมมหาวิทยาลัย Harivard กับ M.I.T. ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ประการที่สาม คือไปเยี่ยมหลาน ติระกัญญา ติระวนิช วิศวกร จุฬาฯ ที่มาศึกษาในอเมริกาแล้วได้ทำงานอยู่บริษัทเบกเทล ไปสร้างถนน สร้างสะพานอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น เม็กซิโก ตุรกี มาบอสตัน แล้วกำลังจะย้ายไปซีแอตเติลไกลจากแมรี่แลนด์ไปทุกที

            พอแจ้งจุดประสงค์ทั้ง ๓ ประการ หลานรักก็ขับรถพาตระเวนไปจุดแรกคือข้ามแม่น้ำชาร์ลส์ไปเดินชมมหาวิทยาลัย M.I.T. จากนั้นก็พาไปชมอาคารตึกเรียนของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เหมือนเดินอยู่แถวยุโรป นอกจากนั้นยังเปิดเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลจาก “King of Thailand Birithplace Foundation” ประสมกับถามคนไทยจนได้ความว่าป้าย “King Bhumibol Adulyadej Square” นั้น ตั้งอยู่ระหว่าง Iliot Strect กับ Bernett Street วนรถหาพบแต่ Harvard Square มีร้านรวงผู้คนเดินไปมา ลงไปเดินหนาวสั่น เพราะมีข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะมีหิมะตกในสองสามวันนี้

            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ศูนย์รวมดวงใจของประชาชนชาวไทย พระปรมาภิไธย “ภูมิพล” มีความหมายว่า “พลังแผ่นดิน” ดังเนื้อเพลง “ภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา” ตอนหนึ่งว่า

            ...ธ เป็นพลังแผ่นดิน สมานพลังชีวินของชนชาวไทย
            อุ่นใจไพร่ฟ้า พระบุญญาเกริกไกร ภูมิพลมหาราชา...
            ...ภูมิใจไทย ร่วมร้อยหัวใจ ร่วมใฝ่ร่วมหวัง
            ภูมิพลังแผ่นดินถิ่นนี้ยิ่งใหญ่
            ภูมิประวัติประชาชาติภูมิไผท
            ภาคภูมิประชาชัย ภูมิพลังแผ่นดิน...

            เสียงเพลงยังก้องอยู่มิรู้เลือนหาย วันรุ่งขึ้นจึงซักถามวิธีไปถึงมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ด้วยตนเอง เพราะหลานจักต้องไปทำงานสร้างสะพานให้เสร็จทันพิธีเปิดในสัปดาห์หน้า ได้ความว่าให้นั่งรถไฟใต้ดิน MBTA ย่อมาจาก Massachusetts Bay Turnpike Authority จากสถานีแบ็กเบย์ ติดกับ Prudential Center และใกล้บ้านพักสายสีส้มไปลงดาวน์ทาวน์ครอสซิง แล้วต่อสายสีแดง ลอดใต้แม่น้ำ Charles ไปลงที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากนั้นก็ให้หาถนนอิเลียต กับเบอร์เน็ตเอาเองเพราะเธอก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอยู่ที่ไหน

ภาพวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๖
ถวายพระพรวันเฉลิมพระชนม
พรรษาตึกสีขาวและสีอิฐที่เห็น
คือโรงพยาบาล Mount Auburn

            ด้วยจิตตั้งมั่น ป้าใจเด็ดลุยเดี่ยว เกิดมาก็เพิ่งมาถึงบอสตันครั้งแรก วันที่ ๔ ธันวาคม เริ่มเดินทางตามคำแนะนำ จากรถไฟสายสีส้ม พอไปสายสีแดง หูคอยฟังเสียงเคมบริดจ์ นั่งฟังอยู่นานก็ไม่ถึงสักที พอดีมีหนุ่มจีนยืนอยู่หน้าที่นั่ง บนขบวนรถที่แน่นพ่อหนุ่มคนนี้ดวงคงต้องโฉลกกัน เพราะเป็นคนเดียวกับที่ไปยืนถามบนชานชาลารถไฟว่าขบวนนี้ไปมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ใช่หรือไม่ เลยส่งเสียงถามไปว่าอีกนานไหมจึงจะถึง เขาบอกว่า เขาก็จะลงเคมบริดจ์เหมือนกัน

            ใจชื้นว่าไม่หลงแน่ พอพ่อหนุ่มขยับตัวจะลง ป้าก็ลุกตาม พอลงรถก็รีบถามถึงคิงออฟไทยแลนด์สแควร์ เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่ใจดีไปถามกลุ่มนักศึกษาจีนท่าทางสนิทสนมกัน เขาบอกว่า เขาเรียนปริญญาโท วิชาศาสนศึกษาอยู่ ซักไปซักมาได้ความว่าจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ทุนรัฐบาลมาศึกษาต่อที่นี่ เพิ่งมาได้ ๖ เดือน ยังไม่ค่อยรู้จักสถานที่

            เขาช่วยถาม กลุ่มฝรั่งที่เดินไปมาจนจะสุดถนนก็ไม่มีใครรู้จัก หนุ่มจีนซึ่งบอกว่าชื่อ เฟง จาง ทำท่าเหนื่อยอ่อน จะแยกจากไป ป้าก็ตัดสินใจขอร้องดื้อๆ ถ้าไม่มีเรียนไปด้วยกันเถิดนะ หนุ่มจีนถามว่า ยูมีนัดกับใครที่สแควร์นั้นหรือ บอกเขาว่ามีนัดกับหัวใจ เป็นยูไม่ภูมิใจหรือถ้า “คิง” ของยูมาเป็นชื่อสถานที่ในต่างแดนเช่นนี้

            หนุ่มทำท่าว่าเข้าใจ เขาพาเดินเลี้ยวซ้ายไปไกลเกือบสุดถนน ถามดะไปตลอดทาง ไม่มีใครรู้จัก จึงเลิกถาม เปลี่ยนเป็นถามหาถนนอิเลียตกับเบอร์เนตแทน คราวนี้ได้ผล มีสาวคนหนึ่งบังเอิญเดินสวนมา บอกว่าให้เดินย้อนกลับไป เลี้ยวขวาผ่านมหาวิทยาลัย เลี้ยวขวาอีกทีจะเจอเคมบริดจ์สแควร์ ให้เลี้ยวขวาอีกเดินไปสุดถนนจะเห็นโรงพยาบาล “Mount Auburn”  ให้เลี้ยวซ้ายไปสุดถนนจะเห็นจัตุรัสอิเลียต-เบอร์เน็ต

            พอได้ยินชื่อโรงพยาบาลค่อยใจชื้น ชวนหนุ่ม เฟง จาง เดินกันขาลาก กว่าจะสุดแต่ละถนน อากาศเมืองนี้สี่โมงเย็นก็มืดแล้ว ลมหนาวเย็นยะเยือก หูและจมูกชา จนนึกว่าหลุดหายไปแล้ว โค้ตหนาเตอะ เคยลุยหิมะในโคโลราโดมาแล้วค่อยอบอุ่นพอทนได้ ว่าแต่ถ้าหนุ่มคนนี้แยกไปแล้ว จะกลับบ้านอย่างไรยังไม่รู้เลย ตั้งจิตอธิษฐานขอพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมขอให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพเถิด

วันเสาะแสวงหาสถานที่ พบแต่
แท่นศิลารัดด้วยผ้าพลาสติกสีน้ำเงิน

            หนุ่มจีนพาเดินไปตามคำบอกเล่า พอเห็นโรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์นก็ใจชื้น ที่นี่แหละหนอก่อพระวรกายเมื่อ ๗๖ ปีก่อนโน้น พลันน้อมรำลึกถึง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เกิดความรู้สึกปีติบอกไม่ถูก ชาวไทยเราโชคดีที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบารมี “ภูมิพล” พระคือพลังแผ่นดิน มิใช่เฉพาะในผืนแผ่นดินไทยเท่านั้น จัตุรัสในดินแดนสหรัฐอเมริกาก็มีพลังแห่งความจงรักภักดีต่อ “King of Thailand Birthplace” วันนี้ เป็นอะไรเป็นกัน ขอไปเห็นให้จงได้

            เดินไปสุดถนน พบป้ายถนน Iliot กับ Bernett ตัดกันหัวใจแทบจะโลดลอย เรามาถึงที่หมายแล้ว แต่หัวใจแทบจะตกตาตุ่มเมื่อหาเท่าไรก็ไม่เห็นป้ายชื่อสแควร์ มองไปริมถนนด้านขวามีตึกชื่อ “Charles Square” ตั้งตระหง่านคู่กับ “The Charler Hotel”

            ถามผู้คนที่สัญจรไปมาก็ไม่ได้ข้อมูล ถามจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้น ท่าทางยังหนุ่มแน่นก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็น เขาถามว่าเราจะหาไปทำไม บอกว่าจะไปกราบ!

พิธีถวายพระพรเนื่องในวโรกาสวัน
เฉลิมพระชนมพรรษา ๕  ธันวาคม
๒๕๔๖ จากซ้าย โจเซฟ มิลาโน
กงสุลไทย กิตติมศักดิ์ ณ นครบอสตัน
มานะ สงวนสุข กรรมการ KTBF
ชลธณี แก้วโรจน์ President KTBF
เจอรี สวีนนี่ Director KTBF

            จราจรเห็นท่าทางเอาจริง เขาชี้ให้ดูแท่นอะไรไม่รู้มีผ้าพลาสติกสีน้ำเงินคลุมมิดขนาดสูงเท่าหน้าอก มีหินสีชมพูขาว เป็นแท่นหินแกรนิตโผล่ตรงฐานจากพื้นลานอิฐตรงสี่แยกประมาณ ๒ นิ้ว ตรงลานมีรอยโบกปูนทั่วบริเวณรอบแท่น แสดงว่าเพิ่งเอามาตั้งใหม่ ข้างๆมีป้ายเป็นเสาบางๆสีดำ มีป้ายสีขาว ไม่มีอักษรใดๆ ตรงเสามีจักรยานผูกอยู่ ตรงฐานพื้นอิฐมีรอยโบกปูนใหม่ๆเช่นกัน

            พยายามจะแกะดูภายในผ้าพลาสติก ก็ไม่สำเร็จเพราะมีเทปรัดแน่นหนาหลายชั้น อากาศก็มืดลงทุกที จราจรก็ลาจากไปแล้ว สองคนหนุ่มจีน เดินเข้าไปถามใครก็ได้ในโรงแรม พนักงานโรงแรมบอกว่าไม่รู้จักถามแขกของโรงแรมก็ไม่ทราบตามเคย จึงต้องกลับไปขึ้นรถไฟด้วยความผิดหวัง หนุ่มจีนใจดีพาไปส่งถึงรถไฟ แลกเปลี่ยนที่อยู่กันด้วยความมีมิตรไมตรีต่อกัน

            กลับไปเล่าให้หลานฟัง หลานก็เล่าให้ป้าฟังว่าได้ข้อมูลจากคนไทยว่าพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๐๐ น. ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม สมาคมไทยบอสตันจะไปถวายพระพรที่จัตุรัส ส่วนพิธีอุทิศจัตุรัส (Re-dedication Ceremonu City of Cambridge) จะมีการเปิดแพรคลุมป้ายบนเสาและแผ่นทองสัมฤทธิ์บนแท่นหินจารึกข้อความเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยนายกเทศมนตรีเมืองเคมบริดจ์ Michael A.Sullivan กับ นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นายพิษณุ จันทรวิทัน กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก นาย Joseph A.Milano กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ กรุงบอสตัน มาร่วมพิธีในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ แต่สมาคมไทยบอสตันจะไปถวายบังคมตรงวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พระอนันต์ อนนฺตญาโณ พระมหาสมบูรณ์ จตฺตรโย พระครูวินัยธรมงคล มงฺคโล วัดนวมินทรราชูทิศ พระมหาสมชาย ปณฺฑิโต พระธญฺพิสิษฐ์ ชวนปญฺโญวัดบอสตันพุทธวราราม ศรีศักดิ์ สีหะไตร อดีตนายกสมาคมไทยบอสตัน ศ.ประภาศรี สีหอำไพ

            ได้ยินดังนั้น ไม่รอช้า แทบจะลืมกุ้งล็อบสเตอร์ลือชื่อของร้าน “Legal Sea Food” ใน “Prudential Center”  รีบรับประทานแล้วไปเปลี่ยนตั๋วรถไฟ “Amtrak” ที่จะกลับไป “Maryland” พรุ่งนี้เวลา ๐๙.๔๐ น. พอดีสถานีแบ็กเบย์อยู่ใกล้ๆ เปลี่ยนตั๋วได้เป็นเวลา ๑๑.๔๐ น. ของวันเดียวกันคือ วันที่ ๕ ธันวาคม

            วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ เป็นวันที่จักอยู่ในความทรงจำไปตลอดชีวิตหลานรักฟังเรื่องป้าไปบุกเมืองเคมบริดจ์ฝ่าความหนาวเยือกแล้ว สุดสงสารยอม “โดด” งานไปเป็นเพื่อนเพราะกลัวป้าจะตกรถไฟขบวนสุดท้ายบอสตัน วอชิงตัน ดี.ซี.

            สองคนป้าหลานไปตามทางที่ป้าบากบั่นไปถึง เวลา ๙ โมงเช้าพอดี แต่ตรงจัตุรัสไม่มีผู้คนเลย เพราะอากาศหม่นมัวแสนหนาว ใจหายวูบ ถ้าจะมาผิดที่เสียแล้ว ที่ว่าจะมีสมาคมไทยมาร่วมพิธีถวายพระพร เห็นมีแต่แท่นหินคลุมผ้าพลาสติกคาดเทปอยู่เหมือนเดิมมีประตูทางเข้าเขียนป้ายว่า “John F.Kennedy School” คิดว่าน่าจะเข้าไปในโรงแรมชาร์ลส์มากกว่า พอเปิดประตูเข้าไปที่ห้องโถงของโรงแรม ก็พบพระสงฆ์และคนไทยอยู่กลุ่มหนึ่งพระสงฆ์ ๓ รูป มาจากวัดนวมินทรราชูทิศ วัดซึ่งพระพรหมวชิรญาณ อุปถัมภ์การสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช รัชกาลที่ ๙ พระองค์เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ทรงครองราชย์สมบัติเป็นเวลานานครบ ๖๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ และจะทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาใน ปี พ.ศ.๒๕๕๐ จึงสมควรสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นบุญยานุสรณียสถาน ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติในเมืองที่เสด็จพระราชสมภพ

พิธีถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา
คณะสงฆ์จากวัดนวมินทรราชูทิศ
กับวัดบอสตันพุทธวราราม ซ้ายสุด
คือ จิรวุธ ชัยพันธุ์ นายกสมาคมไทยบอสตัน

            พระสงฆ์ที่มาประกอบพิธีถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีดังนี้ พระมหาสมบูรณ์ จตฺตรโย พระครูวินัยธรมงคล มงฺคโล และ พระอนันต์ อนนฺตญาโณ จากวัดนวมินทราราชูทิศ และอีก ๒ รูป จากวัดบอสตันพุทธวราราม มี พระมหาสมชาย ปณฺฑิโต และพระธญฺพิสิษฐ์ ชวนปญฺโญ รวมเป็นคณะสงฆ์ ๕ รูป

            ศรีศักดิ์ สีหะไตร อดีตนายกสมาคมไทยเล่าว่า ป้ายชื่อจัตุรัสนั้นแต่เดิมอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เป็นป้ายเล็กๆ ผู้คนจึงไม่ค่อยรู้จัก ปีนี้จึงจะมีการประกอบพิธีอุทิศจัตุรัสย้ายจากที่เดิมมาตั้งใหม่ มีแท่นศิลาจารึกพระราชประวัติเพื่อให้ผู้มาเยือนได้อ่านชัดเจนยิ่งขึ้น ชุมชนไทยมีกลุ่มผู้นำรวมตัวกันจัดตั้ง “King of Thailand Birthplace Foundation” ขึ้นมี อาจารย์ชลธณี แก้วโรจน์ เป็นประธาน จึงจัดย้ายมายังสถานที่ฝั่งนี้ เพราะกว้างขวางดี”

            “King of Thailand Birthplace Foundation” นี้ มีชื่อเรียกย่อๆว่า KTBF เป็นกลุ่มคนไทยในแมสซาชูแซ็ทท์ที่รวมตัวกันดำเนินงานเมื่อ ปี ค.ศ.๑๙๙๘ โดยผู้นำกลุ่มคือ ชลธณี แก้วโรจน์ เธอให้สัมภาษณ์ดังนี้

Mr.Jerry Snemey-KTBF Boand of
Dirsctors menber และ คุณต่อศักดิ์
ฮุนตระกูล
นำพุ่มเงินพุ่มทองถวาย
พระพรรองนายกสมาคมไทยในบอสตัน

            “พวกเรารวมตัวกันเมื่อปี ๑๙๙๘ คิดว่าในฐานะที่อยู่ในสถานที่ประสูติ เมื่อในหลวงจะมีพระชนม์ครบ ๗๒ พรรษา คิดว่าชาวไทยในบอสตัน เคมบริดจ์น่าจะทำอะไรถวายพระองค์ท่าน จึงได้ตั้งมูลนิธิขึ้นได้รับอนุญาตให้เป็น Non-Profit Organization ถูกต้องทุกประการเพื่อทำงานด้าน “Public Charity” ได้เคยนำเสนอโครงการเฉลิมพระเกียรติไปยังรัฐบาลไทยแต่เนื่องจากเงินทุนมีไม่ถึงหมื่นเหรียญ จึงไม่ได้รับพิจารณาเข้าร่วม ก็เลยจัดงานร่วมกับ International Festival ที่นี่ เชิญคณะนักเรียนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มาแสดงนาฏศิลป์ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๙”

            อาจารย์ชลธณี แก้วโรจน์ เล่าว่า “City of Cambridge ได้จัดป้ายไม้แล้วกราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จมาทรงเปิดป้ายเมื่อ ปี ค.ศ.๑๙๙๐ ต่อมาป้ายได้หายไปพอ ปี ค.ศ.๑๙๙๒ ชุมชนไทยจัดงาน ๑๐๐ ปี สมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดผ้าคลุมป้ายใหม่เป็นแผ่นทองสัมฤทธิ์แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาคนไทยมีมากขึ้น มีสมาคมไทยและ KTBF ตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงจัตุรัสให้สมพระเกียรติ เนื่องจากป้ายที่ติดตั้งมีขนาดเล็ก คนไม่รู้ว่ามีความสำคัญ บ้างก็เอาจักรยานมาผูกไว้กับเสาป้าย ดูไม่น่าดู ผู้คนก็หาไม่เจอ จึงดำเนินการปรับปรุงกัน”

อาจารย์ชลธณี แก้วโรจน์ President ของมูลนิธิ King Bhumibol Birthplace Foundation และ Mayor Michacl Sullivan นายกเทศมนตรี นครเคมบริดจ์

            ชลธณี แก้วโรจน์ เดิมเป็นอาจารย์ตำแหน่งศึกษานิเทศก์เขต จังหวัดลพบุรี มาศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.๑๙๘๐ (พ.ศ.๒๕๒๓) ที่ University of Massachusetts Lowell เป็นหนึ่งในผู้นำก่อตั้งมูลนิธิ KTBF ดำรงตำแหน่งเป็นประธานตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๙๘ จนถึงปัจจุบัน และมีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการก่อตั้งมูลนิธิ KTBF ดำรงตำแหน่งเป็นประธานตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๙๘ จนถึงปัจจุบัน และมีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการก่อตั้งสมาคมไทยบอสตัน ปี ค.ศ.๒๐๐๑ ปัจจุบันนายกสมาคมคือ จิรวุธ (เบ็น) ชัยพันธุ์

            พิธีถวายพระพร ณ จัตุรัส เริ่มด้วยคณะสงฆ์ ๕ รูป ออกไปนั่งเรียงกันตรงกลางสี่แยก ซึ่งมีลานอิฐกว้าง แท่นศิลาแกรนิตตั้งเด่นเป็นสง่า ส่วนบนเป็นแผ่นทองสัมฤทธิ์สีดำขลิบสีนวล จารึกพระราชประวัติพระบรมราชสมภพ แท่นศิลามีสีชมพูอ่อนจนดูขาว ดูงามระยับ ข้างๆมีเสาเหล็กสีดำ ป้ายส่วนบนถูกปิดด้วยกระดาษสีขาว แท่นศิลานี้ ทางการเมืองเคมบริดจ์ เรียกว่า “Monument”

            ข้อความบนแผ่นสัมฤทธิ์เป็นภาษาอังกฤษ แปลความเป็นภาษาไทย ดังนี้

จัตุรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
(King Bhumibol Adulyadej Square)

            จัตุรัสนี้เป็นที่ระลึกถึงสถานที่เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๒๗ (พ.ศ.๒๔๗๐) ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แห่งประเทศไทย ในขณะที่ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลพระบรมราชชนก ทรงศึกษาอยู่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

นักศึกษา M.I.T. และ Harvard นำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
และสดุดีมหาราชา

            สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ พระราชธิดาองค์เล็กของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินีนาถแห่งประเทศไทย ได้เสด็จมาทรงรับมอบในพิธีอุทิศจัตุรัส ซึ่งส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างประชาชนเคมบริดจ์กับไทยกระชับแน่นแฟ้นยิ่ง เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ค.ศ.๑๙๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓)

            สมเด็จพระเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดผ้าแพรคลุมป้ายแผ่นจารึกพระราชประวัติ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๙๒ (พ.ศ.๒๕๓๕) ทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และประชาชนชาวไทย

            พิธีถวายพระพรในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ที่ผู้เขียนไปร่วมด้วยนั้น เริ่มด้วยคณะสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาถวายพระพร จากกันผู้แทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Haward และ M.I.T. กล่าวถวายพระพร นายโจเซพ มิลาโน กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครบอสตัน กล่าวถวายพระพร อาจารย์ชลธณี แก้วโรจน์ President ของ KTBF นำถวายพานธูปเทียนบายศรี พร้อมด้วย ต่อศักดิ์ ฮุนตระกูล และ เจอรีย์ สะวีนนี Director ของ KTBF

แท่นประดิษฐานจารึก
พระชาติภูมิพระบรมราช
สมภพที่ King Bhumibol
Adulyadej Square

            แท่นประดิษฐานพระชาติภูมิพระบรมราชสมภพตั้งเด่นอยู่กลางสี่แยกดูสง่าสมพระเกียรติ แผ่นทองจารึกพระราชประวัติยังขาดส่วนบน ซึ่งภายหลังทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระปรมาภิไธย ภายใต้พระมหามงกุฎ ประดิษฐานเหนือข้อความนั้น

            จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และ “สดุดีมหาราชา” ก้องกังวาลท่ามกลางความหนาวเย็นเยือกยามเช้า เพราะจะมีหิมะตกตอนเย็น มีผู้สัญจรไปมาหยุดยืนดู มีคนหนึ่งเข้ามาร่วมวงด้วย บอกว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจนกระทั่งได้ทราบว่าผู้จัดงานในวันนี้คือมูลนิธิ King of Thailand Birthplace Foundetion ร่วมกับสมาคมไทยบอสตัน มีชุมชนไทยและนักศึกษาไทยไปร่วมงานพอสมควร เช่น รวงทอง จงสกุล ศรีศักดิ์-สุภาพร สีหะไตร ชลธณี แก้วโรจน์ จิรวุธ ชัยพันธุ์ ฯลฯ ไม่มีเวลาได้สังสรรค์เพราะต้องกลับไปขึ้นรถไฟ เตรียมไปผจญหิมะตามข่าวพยากรณ์อากาศ

            มีความปีติสุขสุดที่จะกล่าว ทุกสิ่งสำเร็จสมใจหวัง ได้มาร้องเพลง “สดุดีมหาราชา” ถึงจัตุรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มาชมมหาวิทยาลัย M.I.T. ริมแม่น้ำชาร์ลส์ ได้มาชมมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สัมผัสรูปปั้นของ จอห์น ฮาร์วาร์ด ฝีมือช่างปั้นชื่อ Daniel Chester French คนเดียวกับฝีมือปั้นประธานธิบดีลินคอล์น รูปปั้น จอห์น ฮาร์วาร์ด นี้ คนที่นั่นเขาเรียกว่า “The Statue of The Lies” คือหนึ่งเขียนชื่อว่าเป็นรูปปั้นของ John Harward แท้จริงแล้วไม่เคยมีใครเห็นภาพของจอห์นมาก่อนเลย คนที่นั่งสง่าในรูปปั้นจึงไม่ใช่จอห์นตัวจริง สองเขียนว่า Founder แต่แท้จริงแล้วฮาร์วาร์ดไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง แต่เป็นผู้อุปถัมภ์สถาบันคนแรก สามเขียนว่า ๑๖๓๘ แท้ที่จริงมหาวิทยาลัยก่อตั้งปี ค.ศ.๑๖๓๖ แต่ทุกคนก็ยอมรับในชื่อของ จอห์น ฮาร์วาร์ด

            เป็นที่น่าสังเกตว่าหัวรองเท้าของรูปปั้นสีดำ กลายเป็นสีบรอนซ์วาววับ โดยความเชื่อว่าใครได้มาลูบหัวรองเท้า จะได้รับพิจารณาเข้าศึกษาที่ฮาร์วาร์ดได้ ครั้นศึกษาอยู่ถ้ามาลูบก็จะสำเร็จการศึกษา ด้วยเหตุนี้นักศึกษาต่างมาลูบจนมันแผล็บ ไม่ต่างกับการขูดต้นไม้ดูเลขหวยของเมืองไทยเท่าไรนัก ไหนๆก็ได้มาถึงสถานที่แล้วลองยกมือลูบหัวรองเท้ากับเขาบ้าง เผื่อจะได้มาเข้าเรียนชาติหน้า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!

รูปปั้น
จอห์น ฮาร์วาร์ด ในมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด

            เรื่องมาเยี่ยมหลานถือเป็นความปรารถนาสุดท้ายที่จะมาดูแลทุกข์สุข เห็นที่พักเป็นห้องชุดสวยงามอยู่ในศูนย์กลางของเมืองติดกับ Prudential Center ไปไหนก็สะดวกสบาย ผลพลอยได้ก็คือทำให้รับทราบความสามารถของ อาจารย์ชลธณี แก้วโรจน์ ที่มีบทบาทสำเร็จต่อสังคมไทยในบอสตัส ตลอดจนติดต่อประสานงานกับชุมชนไทยในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น ยุโรป และในประเทศไทย ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๙๑ ในปี ๒๐๐๑ เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งสมาคมไทยบอสตัส ในปี พ.ศ.๑๙๙๘ เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งองค์กร Non-profit 501 และ Pubie Charify และ The King of Thailand Birthplace Foundation (KTBF) ซึ่งเธอเป็นประธานมุ่งดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ดังนั้น ในปี ค.ศ.๒๐๐๓ ในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๖ พรรษา มูลนิธิร่วมกับ City of Cambridge จึงร่วมกันฟื้นฟู King Bhummibol Adulyadej Square ให้สมพระเกียรติ ก่อสร้างแท่นประดิษฐานพระชาติภูมิการเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๖ ใช้หินแกรนิตสีชมพู จัดทำขึ้นใหม่ตรงปากทางเข้า J.F.K Park ทำให้ผู้คนได้เห็นมากกว่าแต่ก่อน นับเป็นการถวายของ KTBF แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิดชูประเทศไทยให้ชาวโลกได้รับรู้อย่างกว้างขวางสืบไป หากผู้ใดถามหาสถานที่จัตุรัสให้บอกว่าอยู่บริเวณถนน Bennett ตัดกับ Eliot Street หน้าสถาบัน J.F.K. School of Covernment, Harvarel University รับรองไม่ต้องเดินหาสุดถนนแล้ว สุดถนนเล่าเหมือนที่ผู้เขียนผจญมาแล้ว

            กลับจากบอสตัสท่ามกลางพายุหิมะ รถไฟ Amtrak เลียบฝั่งแอตแลนติกสวยงามมาก ดูขาวโพลนไปทั่วด้วยหิมะ ผู้คนหนีจากเครื่องบินที่นิวยอร์กจนแน่นไปทั้งขบวน มีคนยืนไปจนถึงเดลาแวร์ ตามทางเดินหน้าตู้ก่อนไปถึงห้องน้ำ มีคนนั่งบนพื้นมาถึงบัลติมอร์ก็แทบลื่นไถลบนกองหิมะ เป็นการเดินทางที่สะบักสะบอมแต่คุ้มค่านัก

            พระราชดำรัสเนื่องในมหามงคลวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ขออัญเชิญตอนที่เกี่ยวเนื่องกับพระราโชวาทของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ดังนี้

            “...ท่านบอกว่า ชื่อลูกชื่อ ภูมิพล
            ภูมิพล ต้องเหยียบดิน
            การลอยไม่เหยียบดิน...เสร็จ ใช้ไม่ได้
            ภูมิพลนี่เหยียบดิน...เนี่ย...ไม่ใช่ดิน ข้างใต้พื้นนี่ดิน
            ถึงเดินไปบนภูเขา ก็เดินบนดิน
            เหาะเฮลิคอปเตอร์แล้วลงมาถึงก็เดินบนดิน
            ท่านเตือนอยู่เสมอว่า ห้ามไม่ให้ลอย...”

            พระคือพลังแผ่นดิน...จากนี้ไป “King Bhumibol Adulyadej Square” หรือ “King of Thailand Birthplace” จะไม่มีชาวเคมบริดจ์บอกว่าไม่รู้จักอีกต่อไป พิธี Re-dedication Coremony ที่เรียกว่าพิธีอุทิศจัตุรัส ที่จัดในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างเป็นทางการของ City of Cambridge กับสถานเอกอัครราชทูตไทยจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ณ บริเวณจัตุรัสแห่งใหม่นี้ เสียดายที่อยู่ไม่ถึงเวลานั้น

            แม้มิได้มีโอกาสอยู่ถึงวันนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ได้ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ “Thaitown U.S.A.”  สรุปความว่า สำนักงานนายกเทศมนตรีเมืองเคมบริดจ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครบอสตัน และมูลนิธิ King of Thailand Birlhplace Foundation ตลอดจนชุมชนไทยในบอสตันได้ร่วมกันจัดพิธีอุทิศจัตุรัส มีบุคคลสำคัญคือนาย Michael A.Sullivan นายกเทศมนตรี นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤทธิ์ เอกอัครราชทูต นายพิษณุ จันทรวิทัน กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก Joselp A. Milano เป็นต้น

            เอกอัครราชทูตไทยได้กล่าวว่า “พระองค์ทรงเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางทรงเป็นหลักแห่งความมั่นคงให้แก่คนไทยทั้งปวง” จากนั้นเอกอัครราชทูตไทยและนายกเทศมนตรีเมืองเคมบริดจ์ ได้ร่วมกันเปิดแพรคลุมป้ายบนเสาและแผ่นทองสัมฤทธิ์บนแท่นประดิษฐานจารึกพระชาติภูมิพระบรมราชสมภพ

            ขอฝากบทความนี้ถึงประชาชนชาวไทยทั้งในประเทศไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศอื่นๆทั่วโลก ได้โปรดมองเห็นความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ ช่วยกันทำนุบำรุง อย่าให้ป้ายสดุดีเทิดพระเกียรติต้องกลายเป็นที่ผูกจักรยาน การหมั่นไปประกอบกิจกรรมในบริเวณจัตุรัสหรือการทัศนศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ให้ชาวโลกเห็นความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ช่วยกันทำนุบำรุงวัดไทยทั้งวัดนวมินทรราชูทิศ และวัดบอสตันพุทธวราราม สนับสนุนมูลนิธิ King of Thailand Birthplace Foundation ที่ อาจารย์ชลธณี แก้วโรจน์ ได้เสียสละดำเนินงานมาด้วยความจงรักภักดี ณ แผ่นดินเมืองเคมบริดจ์ ซึ่งจักเป็นสถานที่ประกาศพระเกียรติคุณที่ทรงเป็นพลังแผ่นดินไทยเพื่อให้ที่ชาวโลกจักได้ประจักษ์ไปชั่วกาลนาน

            ขอจบด้วยบทประพันธ์บทสุดท้าย ต่อจากด้านบน ดังนี้

            ขอเดชะ พระสยามเทวาธิราช
คุ้มครองชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฉัตรสยาม
พระคือพลังแผ่นดินคุ้มถิ่นคาม
เฉลิมพระนาม “ภูมิพล” ทรงพระเจริญ”

            รวมทั้งขอนำตอนจบของเพลง ภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา ที่ไพเราะทั้งเสียงและความหมายของถ้อยคำ จำได้แม่นยำว่าผู้ร้อยกรองคำร้องบทจบนี้คือ คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ดังต่อไปนี้

            เทิดไท้ นบน้อม เทิดทูน ธ เหนือเกล้า
สราญนานเนา หทัยสุขล้ำ สมจินต์
เพริศแพร้วพิพัฒน์ เภทภัยพ่ายแพ้สิ้น
นวมินทร์มหาราชาภูมิพล

 

 หน้าแรก / ฉบับปัจจุบัน/ เกี่ยวกับสกุลไทย/  พระราชประวัต/ กระดานข่าว/ สมุดเยี่ยม / ค้นหา

บริษัท อักษรโสภณ จำกัด 58 สุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) คลองตัน คลองเตย กรุงเทพฯ10110 โทร 0-2258-5861 Fax0-2258-9130

มีปัญหาในการใช้งานติดต่อ  Webmaster@aksornsobhon.co.th