สื่อมวลชนยุคใหม่ เขามีวิสัยทัศน์กว้างไกลคำใหม่ๆ จึงเกิดจากการแปลภาษาต่างประเทศตรงๆ
ก็มีมาก
คำหนึ่งที่สื่อมวลชนชอบใช้ บริโภค และ ผู้บริโภค ซึ่งมาจาก Consume และ Consumer
Consume เป็นคำกริยาที่ใช้มากในวงการเศรษฐกิจ นอกจากแปลตรงๆ ว่า บริโภค
ซึ่งเป็นคำไพเราะ กินความกว้าง แล้วยังหมายถึง กิน ผลาญ ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ครอบงำ
หรือถ้าความหมายทางไม่ดีก็ สูญสลาย สูญสิ้น สิ้นเปลือง ก็ได้
ถ้าเป็นคำนามก็จะใช้ว่า Consumption ซึ่งมีความหมายตรง การบริโภค การเผาผลาญ ปริมาณการบริโภคหรือเผาผลาญ
การใช้สินค้าหรือการบริการที่มีค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่แลกเปลี่ยนกันได้ แม้กระทั่ง
โรคที่ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม เช่น วัณโรค ก็เข้าข่ายด้วย
คำที่ใช้มากในสื่อมวลชนสมัยใหม่คือ Consumer ซึ่งแปลตามตัวก็คือ ผู้บริโภค ไม่ผิดพลาด
แต่ก็ไม่ได้แปลเท่านั้นอย่างเดียว หากยังหมายถึง สิ่งที่เผาผลาญ ผู้ใช้สินค้าหรือบริการ
ได้ด้วย
ในความหมาย ผู้ใช้สินค้าหรือบริการ นี้ นักแปลสมัยใหม่ค่อนข้างรวบรัดไปหน่อย
ทั้งๆ ที่ภาษาไทยเรามีคำที่ใช้ได้ตรงความหมายกว่า
อย่างหัวข้อเรื่องในคอลัมน์ จับกระแส ในกรุงเทพธุรกิจวันก่อนนี้โดยคุณนงค์นาถ
ห่านวิไล บ.ก.ข่าวธุรกิจการตลาด เธอใช้ว่า โฉมหน้าใหม่ของผู้บริโภครถ ทำเอาผู้เขียนสะดุดใจขึ้นมาอย่างจัง
จริงอยู่ผู้อ่านทั่วๆ ไปย่อมเข้าใจความหมายที่แท้จริง คือหมายถึง ผู้ที่ใช้รถ
ผู้ซื้อรถ มากกว่าจะหมายถึง ผู้กิน-ผู้ผลาญรถ แต่ถ้าจะพูดถึงว่า ผู้ใช้รถอย่างฟุ่มเฟือย
นั้น เมืองไทยแทบจะร้องเพลง ช่ายเลย!!! เพราะคนไทยใช้รถอย่างนั้นจริงๆ ยกตัวอย่าง
เศรษฐีผู้มีฉายาว่า ลูกจ้างที่ร่ำรวยที่สุด ซึ่งมีปัญหา ใช้ (เงินซื้อหา) รถอย่างฟุ่มเฟือยมาก
เพราะเป็นรถเก่าโบราณจำนวนเกินความจำเป็นที่มนุษย์จะพึงใช้ได้ครบถ้วน ไม่ต้องอะไรมากแค่พยายาม
สตาร์ท รถไม่ให้แบตเตอรี่ตายทุกวันก็คงจะแย่แล้ว ยังค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษาอีก...โห...ใครใช้คำว่า
ผู้บริโภครถ ก็ออกจะใช้คำรุนแรงไปหน่อยละกระมัง?
จริงอยู่แม้คำว่า ผู้ใช้ อาจจะไม่ครอบคลุมความหมายได้ครบถ้วนคำว่า ผู้ซื้อ-ผู้ใช้
ก็น่าจะนำมาซึ่งความเข้าใจได้พอประมาณ
ไหนๆ ก็พูดถึงคำนี้ว่ามีใช้มากในด้านเศรษฐกิจแล้ว ลองยกตัวอย่างคำที่ใช้แพร่หลายให้ดูสักหน่อยก็น่าจะดี
เช่น
Consumer Credit-สินเชื่อผู้บริโภค คือสินเชื่อที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ
หรือร้านค้าให้เชื่อแก่ผู้ซื้อทั่วๆ ไป หรือผู้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคซื้อเชื่อ
อาจจะโดยการผ่อนส่ง หรือจ่ายผ่านบัตรเครดิต (นี้คือตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านผู้อ่านจะหาดูได้จากหนังสือประเภท
คำอธิบายประมวลศัพท์ธุรกิจที่ใช้ทั่วไปในภาษาอังกฤษ โดย ม.ร.ว.สฤษดิคุณ กิติยากร
หรือ พจนานุกรมศัพท์เศรษฐกิจและการเงิน ของ สำนักพิมพ์การเงินธนาคาร เป็นต้น)
ในหนังสือที่ผู้เขียนเอ่ยถึง ๒ เล่มนี้ มีคำที่เกี่ยวข้อง เช่น Consumer Denand-ความต้องการ
(อุปสงค์) ของผู้บริโภค Consumer Goods-สินค้าเครื่องอุปโภคและบริโภค บริการ (เช่น
การรักษาพยาบาล การตัดผม-ทำผม) สินค้าที่ใช้ประจำวัน Consumer Price Index (CPI)-ดัชนีราคาผู้บริโภค
Consumer Products-สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค Consumer Protection-การคุ้มครองผู้บริโภค
Consumption-การบริโภค ปริมาณการใช้หรือบริโภค เงินที่ใช้ในการบริโภคทั้งหมด ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนี้เป็นต้น
ที่ผู้เขียนนำคำ บริโภค หรือ Consumer มาคุยกันในตอนนี้ เพราะเป็นห่วงผู้ทำสื่อที่ใช้คำ
บริโภค ดื้อๆ โดยไม่แปลงถ้อยคำ ให้เหมาะกับเรื่องที่จะกล่าวถึงหรือเหมาะแก่ความหมายในบริบท
(ข้อความใกล้เคียง) ของประโยคนั้นๆ
ทำไมถึงว่าเช่นนั้น เพราะถ้าใช้ประโยคน่ากลัว เช่น การบริโภครถของคนไทยในประเทศในไตรมาสนี้สูงถึง...
อ่านแล้วน่ากลัวถึงขนหัวลุกละ
หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุเช่นนี้กระมัง ที่ข้าราชการหรือนักการเมืองไทยบางคนถือโอกาส
บริโภคของหลวง (ที่คนโบราณท่านเรียกว่า ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือภาษาสมัยใหม่เรียกว่า
คอร์รัปชั่น) บริโภคเวลาของทางราชการไปตีกอล์ฟ หรือบริโภคเศรษฐกิจเชิงนโยบายกันเป็นว่าเล่นเจาะลงไปในหน่วยงานใดจะพบการบริโภคที่ไม่ถูกกาลเทศะ
จนรัฐบาลต้องประกาศทำสงครามกับการบริโภคที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมเหล่านี้ จนไม่มีเวลาบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎรได้มากพอ
เรื่องการใช้คำพูดนี้มีเพื่อน ยามภาษา ของผู้เขียนส่งข่าวมาขอใช้ติงอีกสัก ๒
เรื่อง
เรื่องแรก ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ครูลิลลี่ หรือนามจริง คุณกิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์
ที่ทั้งผู้เขียนและเพื่อนผู้ส่งข่าวต่าง ชื่นชอบ ในวิธีการสอนภาษาไทยได้สนุกสนานและ
ชื่นชม ในความตั้งใจที่จะช่วยอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ได้ดีของเขาเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อน ยามภาษา ขอส่งผ่านความคิดเห็นว่า การเรียก ษ น่าจะออกเสียงว่า สอ-รือ-สี
ไม่น่าจะเรียกว่า สอ-บอ-รือ-สี เพราะไม่ใช่ บอรือสี แต่เป็น สอรือสี ก็จะเป็นวิธีเรียก
เป็นพวกเดียวกับที่ออกชื่อเรียก ศ-ส ว่า สอ-สา-ลา และ สอ-เสือ เราไม่ออกเสียงเรียก
สอ-คอ-สา-ลา หรือ สอ-ลอ-เสือ เพราะเราไม่มี ค-ศาลา ไม่มี บ-ฤาษี ไม่มี ล-เสือ
จริงอยู่ถ้าเราต้องการเทียบรูปร่างตัวอักษรว่ามีรูปร่างใกล้เคียงตัวอะไร เราอาจเรียก
ศ-ษ-ส กันง่ายๆ ว่า สอ-คอ สอ-บอ และ สอ-ลอ ได้
แล้วทำไม ษ จึง สอ-บอ-รือ-สี อยู่เพียงตัวเดียว
ที่นำเรื่องเล็กๆ นี้มา ติง ขอย้ำว่าด้วยใจ ชื่นชม และ ชื่นชอบ และ ชื่นชอบ
ครูลิลลี่จริงๆ ไม่อยากให้มีตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การหย่อนศรัทธาได้
หวังว่าคงเข้าใจในคำ ติเพื่อก่อ ได้ดี
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเพื่อน ยามภาษา ย้ำว่า ควรนำมาพิจารณาว่าควรอภิปรายหรือควรแก้ไขหรือไม่
เรื่องมีว่า เพื่อน ยามภาษา อีกคนหนึ่งโทรศัพท์บอก สุดสงวน ว่าได้ฟังผ่านโทรทัศน์เห็นบทความถวายสดุดี
พระบรมราชวงศ์ที่ทรงได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยในบทความนั้นใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า
ใต้ฝ่าละอองพระบาท ซึ่งเป็นสรรพนามบุรุษที่สอง แทนที่จะใช้ พระนามาภิไธย โดยตรงเมื่อกล่าวถึงพระองค์ในตอนต้นบทความ
แล้วต่อมาอาจจะใช้ พระองค์ ซึ่งเป็น สรรพนามบุรุษที่สอง แทนที่จะใช้ พระนามาภิไธย
โดยตรงเมื่อกล่าวถึงพระองค์ในตอนต้นบทความ แล้วต่อมาอาจจะใช้ พระองค์ ซึ่งเป็น
สรรพนามบุรุษที่สาม (และเป็นสรรพนามบุรุษที่สองด้วย) แทนได้
เพื่อน ยามภาษา ของผู้เขียนย้ำว่า การใช้สรรพนามผิดๆ เช่นนี้ มีอยู่หลายครั้งในโอกาสสำคัญๆ
ซึ่งไม่น่าจะผิดพลาด ทางที่ถูกที่ควร ควรให้ผู้รู้ตรวจทานให้ถูกต้องแน่นอนก่อให้ดีเพราะเป็นเรื่องสำคัญ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเกียรติยศเกียรติศักดิ์ของพระบรมราชวงศ์ ไม่ควรมีข้อบกพร่อง
เขายกตัวอย่างว่า ในการเสด็จออกมหาสมาคมครั้งสำคัญครั้งหนึ่งท่านผู้เป็นประธานกราบบังคมทูลเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยขึ้นต้นว่า
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ซึ่งความจริงน่าจะเป็น ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
มากกว่า เพราะคำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท นั้นเป็นสรรพนามบุรุษที่สองหมายถึง
องค์พระมหาษัตริย์ ส่วน ฝ่าละอองธุลีพระบาท นั้นหมายเพียง
ฝ่าพระบาทของพระองค์ท่านเท่านั้น เพราะตามโบราณราชประเพณีของไทย เราไม่บังอาจเอ่ยพระนามท่านโดยไม่จำเป็น
คือไม่เอ่ยถึง พระองค์ (ที่ภาษาธรรมดาเราใช้ว่า ตัวตน) ของเจ้านายพระบรมราชวงศ์โดยตรง
อย่างมากก็เพียง พูด (กราบบังคมทูลหรือกราบทูล) เฉพาะกับส่วนที่ต่ำสุดของท่านเท่านั้น
(นั่นเป็นโบราณราชประเพณี ปัจจุบันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่เป็นวัฒนธรรม)
คำกราบบังคมทูลจึงควรเป็น ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ไม่ใช่
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
สุดสงวน ขอแถมเรื่องสรรพนามในบทพากย์ภาพยนตร์หรือละครจีน ที่มักใช้สรรพนามให้สับสน
เช่น เวลาพวกข้าราชบริพารหรือนางข้าหลวงจะเอ่ยลับหลังกษัตริย์ หรือเจ้านายพระราชวงศ์
แทนที่จะใช้สรรพนามบุรุษที่สามว่า พระองค์ หรือ พระองค์ชาย นั่น-นี่ กลับใช้สรรพนามบุรุษที่สองว่า
ใต้ฝ่าพระบาท ฝ่าพระบาท (หรือถ้าเอ่ยถึงเจ้านายที่เป็นใหญ่ในบ้าน มักจะใช้ว่า
ใต้เท้า นั่น นี่ แทนที่จะใช้สรรพนามบุรุษที่สามว่า ท่าน ตามที่ควรเป็น)
เรื่องการใช้ภาษานั้น เป็นเรื่องที่ควรใช้ความสังเกตพอควร ไม่ใช่สักแต่ว่าอยากใช้อย่างไรก็ได้
ถ้าใครจะใช้อย่างไรก็ได้ โดยอ้างผิดๆ ว่า ทำได้ตามใจคือไทยแท้ ป่านนี้ภาษาเราคงป่นปี้
ไม่มีเป็นมรดกให้เราภูมิใจได้อย่างในทุกวันนี้ เพราะแม้แต่ประเทศมหาอำนาจบางประเทศนอกจากไม่มีภาษาเป็นของตัวเองแล้ว
ตัวอักษรที่ใช้เขียนก็ไม่มี ต้องอาศัยอักษรของชาติอื่นมาเขียนแทน
ส่วนไทยเรานั้นมีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน มีตัวอักษรเป็นของตนเอง แถมยังมีตัวเลขที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษน่าภาคภูมิใจ
มีวรรณยุกต์ที่สามารถเลียนเสียงได้ครบถ้วนซึ่งหลายชาติไม่มี ทำไม่ได้อย่างภาษาไทย
น่าภาคภูมิใจควรแก่การอนุรักษ์และพัฒนาให้อยู่ยั้งยั่งยืนยงน้อยไปหรือ...?