ในบรรดาศิลปินแห่งชาติทั้งหมดนั้น
มีผู้ที่เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์นับรวมทั้งผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
และยังคงมีชีวิตอยู่ ๑๘ ท่าน
ในจำนวนนี้ มี ๓
ท่านที่แตกแขนงย่อยออกมาอีกว่าเป็นผู้ชำนาญการทางด้านกวีนิพนธ์อันได้แก่ท่านอังคาร
กัลญาณพงศ์ อาจารย์ประคิณ
ชุมสาย ณ อยุธยา
และอาจารย์เนาวรัตน์
พงษ์ไพบูลย์
ซึ่งทั้ง ๓ ท่าน ต่างก็มีลีลา
และแนวคิดในการนำเสนอผลงานกวีนิพนธ์เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างชัดเจนไม่ซ้ำแบบกัน
สำหรับเรื่องราวของท่านอังคารและอาจารย์เนาวรัตน์นั้น
ผมได้เสนอผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
ในฉบับนี้
ผมจะได้กล่าวถึงอาจารย์ประคิณ
ชุมสาย ณ อยุธยา
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์
(กวีนิพนธ์) อีกท่านหนึ่ง
ที่มีอัจฉริยภาพในการใช้วรรณศิลป์เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมด้วยหวังให้เกิดความรักและความเข้าใจกันในหมู่มวลมนุษยชาติที่รวมตัวกันอยู่เป็นสังคมขนาดใหญ่
ซึ่งเป็นที่รวมแห่งปัญหานานาประการ
อาจารย์ประคิณ
ชุมสาย ณ อยุธยา
เกิดเมื่อวันที่ ๖ กันยายน
พุทธศักราช ๒๔๖๒
ปัจจุบันมีอายุ ๘๑ ปี
ได้รับการศึกษาทั้งระดับประถม
และมัธยมจากโรงเรียนเซนโยเซฟ
คอนแวนต์
ท่านเป็นผู้ที่เรียนหนังสือเก่งมาโดยตลอด
จนเคยได้รับรางวัล Prize
of honour ภาษาฝรั่งเศษซึ่งเป็นรางวัลที่มีเกียรติยศสูงสุดของโรงเรียนในขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่
๘ เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ ๘
แล้ว
ท่านก็สามารถสอบไล่ได้เป็นที่
๑ ของประเทศไทย
และได้รับทุนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คุณอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว
ท่านได้กลับไปสอนหนังสือในระดับประถม
ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์อันเป็นโรงเรียนเก่าของท่านอยู่
๑ ปี
จึงได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจนสำเร็จปริญญาโทเกียรตินิยมทางภาษาฝรั่งเศสเมื่อปีพุทธศักราช
๒๔๘๘ จากนั้น อาจารย์ประคิณ
ก็สามารถสอบชิงทุนของรัฐบาลฝรั่งเศสไปศึกษาต่อทางด้านวรรณคดีร่วมสมัยเป็นเวลา
๑ ปี
จึงได้เดินทางกลับประเทศไทยและเข้าเป็นอาจารย์สอนที่คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช
๒๕๐๐
จึงได้ลาออกเพื่อไปทำงานกับบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย
โดยทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์เป็นเวลา
๑๕ ปี
ก่อนที่จะลาออกไปเป็นที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพจำกัด
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว
อาจารย์ประคิณได้ใช้เวลาว่างจากงาน
สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมอย่างสม่ำเสมอ
อาจารย์ประคิณเป็นชาวคาทอลิกผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างแรงกล้า
ท่านได้ประพฤติและปฏิบัติตนตามคำสอนที่มุ่งหน้าปลูกจิตสำนึกให้มีความรักในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
และเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ
แม้ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น
อาจารย์ประคิณก็ยังได้เป็นอาสาสมัครออกปฏิบัติงานช่วยเหลือคนยากคนจน
และสอนหนังสือให้แก่เด็กๆ "ที่นั่นด้วย
จากการที่ได้สัมผัสกับกลุ่มชนที่ด้อยโอกาสทางสังคมนี้เอง
ก่อให้เกิดความสะเทือนใจ
อันพัฒนาไปเป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า
ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกในส่วนลึกนี้ออกมาเป็นบทกวี
เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแก่สังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ท่านได้พยายามมุ่งเน้นถึงเรื่องความเป็นธรรมในสังคม
ความรักความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันของมวลมนุษยชาติ
และปลอบประโลมใจผู้ที่ตกอยู่ความทุกข์ยาก
ให้เกิดความหวังและกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตในมุมมองที่สร้างสรรค์ปราศจากความรุนแรงและก้าวร้าว
ท่านได้ใช้นามปากกา "อุชเชนี"
และ "นิด นรารักษ์"
สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมอันทรงคุณค่ายิ่งหลายชิ้น
จากการที่ได้ศึกษามาทางอักษรศาสตร์โดยตรง
ภาษาที่ท่านใช้จึงสละสลวยงดงามแพรวพราวชวนอ่านสามารถน้าวโน้มใจให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการเหมือนดังเห็นภาพ
และได้ยินเสียงแม้ว่างานของท่านจะเป็นเพียงตัวอักษรอยู่บนแผ่นกระดาษก็ตาม
อันเป็นจุดเด่นที่สามารถดึงดูดใจให้เกิดอารมณ์ร่วมและคล้อยตามสาระที่ท่านต้องการเสนอได้เป็นอย่างดี
อาจารย์ประคิณ
ชุมสาย ณ อยุธยามีผลงานวรรณกรรมที่รวมเป็นเล่มทั้งบทกวีและร้อยแก้วดังนี้
-
ขอบฟ้าขลิบทอง
เป็นผลงานรวมบทกวี
-
อัษมา
เป็นผลงานการแปลจากบทกวีนิทานพื้นบ้านของจีน
-
ดาวผ่องนภาดิน
เป็นผลงานรวมบทกวี
-
เพียงแค่เม็ดทราย
เป็นผลงานการประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว
-
หิ่งห้อย
เป็นผลงานการแปลจากบทกวีของ
ระพินทรนาถ ฐากูร ปราชญ์
ชาวอินเดีย
ซึ่งได้แปลร่วมกับศาสตราจารย์
ดร.ระวี ภาวิไล
อาจารย์ประคิณ
ชุมสาย ณ อยุธยา
ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์
(กวีนิพนธ์)
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖
ด้วยเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในคำประกาศเกียรติคุณของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ซึ่งมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
"เป็นกวีที่มีความเข้าใจในสมบัติวรรณศิลป์ของไทย
ซึ่งเห็นความเสนาะเพริศแพร้วของเสียง
ลำนำ จังหวะในกวีนิพนธ์
ด้วยการนำวรรณศิลป์ตามขนบนิยมมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ที่มุ่งสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีงาม
มุ่งให้ความหวัง ให้พลัง
ปลอบประโลม
ให้ผู้อ่านมีกำลังใจต่อสู้ชีวิต
มุ่งสร้างศรัทธาในพลังแห่งอุดมคติของมนุษย์ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกนี้ให้สงบงดงาม
ผลการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ที่ปรากฏ
แสดงให้เห็นถึงความเป็นกวีผู้มีอัจฉริยภาพ
ซึ่งใช้วรรณศิลป์เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมด้วยการส่งสารที่ทรงพลัง
สร้างแรงบันดาลใจแก่กวีรุ่นหลังต่อมา"
ผมได้เคยพยายามติดต่อเพื่อขอถ่ายภาพอาจารย์ประคิณมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
แต่ท่านได้ขอผลัดเวลาไปก่อน
เนื่องจากในช่วงนั้น
ท่านกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมบุตรสาวที่ไปทำงานประจำอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ซึ่งท่านมักจะเดินทางไปทุกปีและอยู่ครั้งละนานๆ
ระหว่างนั้น ผมจึงได้ออกตระเวณถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติท่านอื่นๆ
"จนเวลาได้ล่วงเลยมานานพอสมควร
จึงได้ลองติดต่อไปใหม่
ซึ่งครั้งนี้ท่านก็ได้กรุณานัดให้ผมไปถ่ายภาพที่บ้านเมื่อวันที่
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ที่ผ่านมา
ผมได้คิดแนวทางในการถ่ายภาพอาจารย์ประคิณเอาไว้ในลักษณะที่ท่านกำลังพักผ่อนอิริยาบถด้วยการนั่งอ่านหนังสือในสวนที่บ้าน
โดยเน้นความร่มรื่นเย็นสบาย
และต้องการทำให้ภาพมีสีสันสดใส
มีชีวิตชีวาเพราะถูกต่อว่ามามากจากแฟนๆ
"ผู้อ่านว่าผมชอบถ่ายแต่ภาพขาวดำที่ดูทึบๆ
ทึมๆ ไม่สดใสเอาเสียเลย
ซึ่งแม้ตัวผมเองจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำวิจารณ์นั้น
แต่ก็ไม่อาจละเลยเสียงของผู้มีอุปการะคุณได้
ในวันนั้นเมื่อผมเดินทางไปถึงก็ได้พบว่าที่บ้านของท่านนั้นไม่ได้มีต้นไม้มากเท่าที่ผมคิดไว้
อย่างไรก็ตาม
ที่บริเวณระหว่างริมรั้วบ้านกับถนนภายในบ้านมีต้นไม้ปลูกประดับเอาไว้
แม้ไม่มากนัก
แต่ก็เพียงพอที่ผมจะหลอกมุมกล้องให้ดูประหนึ่งว่าอาจารย์ประคิณกำลังนั่งอยู่ในสวนอันร่มรื่นและกว้างขวางได้อาจารย์ประคิณได้ออกมาต้อนรับจักรกฤษณ์และผมอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
โดยสวมใส่ชุดสีออกโทนเทา
ผมได้อธิบายความต้องการของผมให้ท่านทราบพร้อมทั้งต้องกราบรบกวนให้ท่านเปลี่ยนชุดใหม่ให้มีสีสันสดใสกว่าเดิม
ซึ่งท่านก็แย้งว่า
คุณนิติกรทราบไหมว่า
ดิฉันอายุ ๘๑ ปีแล้ว
จะต้องให้ใส่ชุดที่มีสีสันขนาดไหน?
ผมจึงเรียนท่านไปว่าจากสายตาของๆ
"ผมคาดไม่ถึงเลยว่าท่านจะอายุขนาดนี้
เพราะท่านยังดูแข็งแรงแจ่มใสมาก
อย่างไรก็ตามผมก็เห็นว่าการใส่ชุดสีสันสดใสก็ไม่น่าจะขัดแย้งกับวัยของท่านแต่ประการใด
ท่านจึงยอมเปลี่ยนเป็นชุดสีแดงตามใจช่างภาพจนได้
การหาจุดวางกล้องถ่ายรูปของผมค่อนข้างจะทุลักทุเลอยู่สักหน่อย
เนื่องจากมุมมองที่ดีที่สุดนั้น
ท่านจะต้องนั่งอยู่บริเวณลานซักผ้าข้างโรงรถพอดี
ซึ่งเมื่อผมได้ขยับตำแหน่งสิ่งของต่างๆ
"ในบริเวณนั้นเล็กน้อย
ทุกอย่างก็ลงตัวพร้อมที่จะถ่ายภาพกันได้
บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่อยู่ในร่มเงาของต้นไม้
ซึ่งมีแสงสว่างตามธรรมชาติที่สวยงามและพอเพียงแก่การถ่ายภาพได้
ผมจึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟถ่ายภาพช่วยเสริม
แต่ได้ใช้แผ่นสะท้อนแสงทรงกลมขนาดใหญ่
ช่วยสะท้อนเพิ่มแสงสว่างให้บริเวณใบหน้าของท่าน
โดยให้จักรกฤษณ์เป็นผู้ถือเอาไว้
การถ่ายภาพใช้เวลาไม่นานก็
เสร็จเรียบร้อยได้ภาพศิลปินแห่งชาติมาอวดกันอีกท่านหนึ่งดังที่ได้เห็นอยู่นี่แหละครับ
แม้อาจารย์ประคิณ
ชุมสาย ณ อยุธยา
จะเป็นเพียงกลไกเล็กๆ "ของสังคมขนาดใหญ่โตมโหฬารที่สับสนและยุ่งเหยิง
แต่ท่านก็ได้ทุ่มเทกายใจ
ด้วยศักยภาพอันสูงยิ่งในทางกวีนิพนธ์
สร้างสรรค์ผลงานอันเปี่ยมทั้งคุณค่าทางวรรณศิลป์
และ
สาระในเชิงสร้างสรรค์สังคมมาเป็นเวลายาวนาน
จนได้รับการยอมรับนับถือโดยทั่วไปและได้รับการจัดเข้าสู่ทำเนียบศิลปินแห่งชาติอย่างสง่างาม
ขอขอบคุณ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เอื้อเฟื้อข้อมูล
บริษัทโกดัก
(ประเทศไทย) จำกัด
สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
คุณบันลือ
อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์จำกัด
อุปถัมภ์โครงการ